บริการสาธารณสุขจะมีคุณภาพดีขึ้นและราคาถูกลงได้อย่างไร? - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Commentaries
  • Thought Leaders >
  • บริการสาธารณสุขจะมีคุณภาพดีขึ้นและราคาถูกลงได้อย่างไร?

บริการสาธารณสุขจะมีคุณภาพดีขึ้นและราคาถูกลงได้อย่างไร?

Steve Forbes

หากจะเปลี่ยนความสิ้นหวังที่ต้องรับผิดชอบอย่างไม่มีที่สิ้นสุดอย่างบริการสาธารณสุขให้กลายเป็นอุตสาหกรรมการบริการที่มีนวัตกรรมขั้นสูง มีผลิตภาพสูง และให้ความสำคัญกับผู้ป่วยเป็นลำดับแรก โดยที่ค่ารักษาพยาบาล ยาและเครื่องมือแพทย์มีราคาถูกลงได้นั้น จำเป็นจะต้องดำเนินการสามอย่างดังต่อไปนี้

*การเปิดโอกาสให้ซื้อประกันสุขภาพได้จากทั่วประเทศ การเปิดโอกาสให้สามารถซื้อประกันจากบริษัทและจากรัฐใดก็ได้นั้น จะทำให้เกิดตลาดใหญ่ระดับชาติและมีการแข่งขันที่สูงขึ้นนอกจากนี้ยังทำให้มีบริษัทประกันและแผนประกันให้เลือกมากขึ้นอีกด้วย

ปัจจุบันคุณไม่สามารถซื้อกรมธรรม์ที่เสนอขายนอกรัฐที่คุณอาศัยอยู่ได้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดการเติบโตในตลาดแผนประกันแบบข้ามรัฐและเครือข่ายทางการแพทย์อีกด้วย

*อัตราภาษีที่เท่าเทียมกัน ทั้งบุคคลธรรมดาและนายจ้างควรได้รับการลดหย่อนภาษีสำหรับการซื้อประกันสุขภาพ ทำไมเฉพาะภาคธุรกิจและผู้ประกอบการถึงเป็นฝ่ายที่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีเมื่อซื้อประกันสุขภาพ แล้วทำไมบุคคลธรรมดาจึงไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเช่นนั้นบ้าง เราต้องกำาจัดความไม่เป็นธรรมทางภาษีดังกล่าวให้หมดไป

ในกรณีที่นายจ้างเสนอแผนประกันที่ลูกจ้างไม่ชอบใจพวกเขาควรมีสิทธิที่จะปฏิเสธและเลือกแผนประกันที่ดีกว่าโดยจ่ายเบี้ยประกันด้วยเงินของตนซึ่งได้รับสิทธิยกเว้นภาษี

*มีอิสระที่จะซื้อแผนประกันที่ตนเองต้องการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกันมีความพยายามที่จะเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับบริษัทประกันในการปรับเปลี่ยนความคุ้มครองของแผนประกันในกรณีที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล กฎหมายประกันสุขภาพ Obamacare ซึ่งมีความคุ้มครองครอบคลุมอย่างกว้างขวางนี้ทำให้เบี้ยประกันปรับเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล การยกเลิกข้อกำหนดบางอย่างจะช่วยลดภาระของผู้ซื้อประกันที่เป็นบุคคลธรรมดาลงได้ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดตลาดเสรีจะทำให้เกิดกรมธรรม์รูปแบบใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น และทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ รัฐบาล Trump ควรบังคับใช้กฎหมายเพื่อทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงสองอย่างดังต่อไปนี้:

*กำหนดให้ Medicare บังคับให้โรงพยาบาลและคลินิกทุกแห่งต้องติดประกาศแสดงราคาค่ารักษาพยาบาลและบริการทุกอย่างของสถานพยาบาล ตัวอย่างเช่น ในทางตอนเหนือของ New England การตรวจ nuclear stress test สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจมีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ 1,450-7,000 เหรียญสหรัฐฯ ปัจจุบันคนอเมริกันจำนวน 50 ล้านคนมีแผนประกันสุขภาพที่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้สูง ดังนั้นความโปร่งใสด้านราคาจึงเริ่มมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

*กำหนดให้โรงพยาบาลต้องประกาศจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อหลังจากที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นประจำทุกเดือน จำนวนผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อในโรงพยาบาลทั่วประเทศสูงถึงเกือบ 100,000 ราย/ปี พนันได้เลยว่าการเสียชีวิตด้วยสาเหตุดังกล่าวหลายต่อหลายกรณีสามารถป้องกันได้โดยใช้มาตรการภายในสถานพยาบาลที่มีความระแวดระวัง

 

ออมกับ USA ดีที่สุด

Universal Savings Accounts (USAs) เป็นเครื่องมืออย่างดีในการส่งเสริมการออม ซึ่งมีข้อดีเช่นเดียวกับแผนการออมเพื่อการเกษียณอายุอย่าง Roth IRAs โดยที่ไม่มีข้อเสียเลยบุคคลที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทุกคน สามารถเปิดบัญชี USA ได้และส่งเงินสมทบได้ไม่เกิน 5,500 เหรียญ/ปี ด้วยรายได้หลังหักภาษีแล้ว ดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้ไม่ต้องเสียภาษี และสามารถนำาเงินในบัญชีไปลงทุนในหุ้นหรือพันธบัตร หรือปล่อยเงินจำนวนนั้นไว้ในกองทุนตลาดเงินก็ได้ ประโยชน์สูงสุดของบัญชีประเภทนี้ก็คือคุณสามารถเบิกถอนเงินเมื่อใดก็ได้ตามที่ต้องการโดยที่ไม่ต้องเสียภาษี และยังไม่มีการคิดค่าปรับอีกด้วย USA ได้รับความนิยมมากจนกระทั่งสภาคองเกรสได้รับแรงกดดันจนน่าจะต้องปรับเพิ่มวงเงินฝากในเร็วๆ นี้

รายงานจาก Cato Institute ระบุว่า บัญชีดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างมากในแคนาดาและสหราชอาณาจักร เนื่องจากมีความยืดหยุ่นในแง่ของการเบิกถอนเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยยกตัวอย่างเช่น ในสหราชอาณาจักร 55% ของผู้ที่เปิดบัญชีประเภทนี้มีรายได้ต่อปีไม่ถึง 25,000 เหรียญ นอกจากนี้บัญชีประเภทนี้ยังกระตุ้นให้ผู้คนหันมาออมเงินกันมากขึ้น และยังเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย เนื่องจากเงินในบัญชีสามารถนำามาใช้จ่ายในยามฉุกเฉินเก็บไว้เป็นเงินดาวน์บ้าน หรือกันไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณอายุก็ได้


STEVE FORBES
Editor-in-Chief แห่ง Forbes


คลิกเพื่ออ่านบทความทางด้านธุรกิจและเรื่องราวที่น่าสนใจทั่วโลกได้ที่ Forbes Thailand ฉบับ สิงหาคม 2560 ในรูปแบบ e-Magazine 

BACK TO TOP