ภาณุวัฒน์ ทรัพย์มณีอนันต์ เผยลงทุนเพชรคุ้มทั้งเงินและจิตใจ - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Commentaries
  • Special Report >
  • ภาณุวัฒน์ ทรัพย์มณีอนันต์ เผยลงทุนเพชรคุ้มทั้งเงินและจิตใจ

ภาณุวัฒน์ ทรัพย์มณีอนันต์ เผยลงทุนเพชรคุ้มทั้งเงินและจิตใจ

Forbes Thailand

ทายาทนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ภาณุวัฒน์ ทรัพย์มณีอนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จัสมิน จิวเวลรี่ กรุ๊ป จำกัด ทายาทรุ่นที่ 2 สะท้อนมุมมองต่อการลงทุนในเพชรว่า คนทั่วโลกยังปฏิบัติกับเพชรเป็น “ของสะสม” เพื่อใช้งานเป็นเครื่องประดับ และเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกสถานะทางสังคม หรือสถานภาพสมรส มากกว่าเพื่อ “การลงทุน”

แต่ก็ยอมรับว่าในช่วงไม่เกิน 10 ปีที่ผ่านมาแนวโน้มการลงทุนในเพชรเริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้น ทั้งนี้การลงทุนเพชร ต้องจำแนกตามสเปกของเพชรก่อนว่าเกรดไหนที่สะสมได้ ลงทุนดี เพราะราคาเพชรแต่ละสเปกเปลี่ยนแปลงต่างกัน

“GIA สถาบันที่น่าเชื่อถือที่สุดในการประเมินคุณภาพเพชร ให้หลักการประเมิน 4Cs ราคาเพชรจะขึ้นอยู่กับความหายากของเพชรเม็ดนั้นๆ ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด คือ ยิ่งใหญ่ยิ่งหายาก สียิ่งใสยิ่งหายาก และยิ่งสะอาดยิ่งหายาก ส่วนเรื่อง cut grade และรายละเอียดเกี่ยวกับการเจียระไนนั้น ผมแนะนำว่าเลือกเกรดที่ดีที่สุดไว้ก่อนไม่ว่าเพื่อการสะสมหรือการลงทุน ควรเป็น Excellent ให้หมด เพราะปัจจัยนี้เป็นปัจจัยเดียวใน 4Cs ที่มนุษย์ควบคุมได้ทั้งหมด ไม่เหมือน 3 ปัจจัยก่อนหน้านี้ที่ธรรมชาติเป็นผู้กำหนด” ภาณุวัฒน์ ทรัพย์มณีอนันต์ กล่าว

เพชรเกรดที่เหมาะกับการลงทุน ระหว่างเพชร 1 กะรัต สี D ความสะอาด IF (Internally Flawless หรือไม่มีตำหนิ) กับเพชรขนาดเดียวกัน สีเดียวกัน แต่ความสะอาดคือ VS2 (Very Small Inclusion 2 หรือมีสิ่งเจือปนอยู่ในระดับที่ส่องเห็นได้ด้วยกล้องขยาย 10 เท่า) จะเห็นว่า ราคาเป็นที่ไม่มีตำหนิ ซึ่งหายากกว่าในทางธรรมชาติ กลับมีแนวโน้มของผลตอบแทนที่ต่ำกว่าราคาเฉลี่ย ในขณะที่ความสะอาดระดับ VS2 ที่แม้จะหายาก แต่ก็พบได้มากกว่าระดับ IF นั้น ให้ผลตอบแทนดีกว่าราคาเฉลี่ย

ขณะที่ผลตอบแทนของเพชร 1 กะรัตที่มีความสะอาดระดับ VS2 เท่ากัน แต่คนละสี สี H ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าสี D ซึ่งหาได้ยากกว่าโดยธรรมชาติ ซึ่งถ้าดูผลตอบแทนของเพชร 1 กะรัตสี H ความสะอาด VVS2 (Very Very Small Inclusion 2) เทียบกับผลตอบแทนของทองคำแล้ว จะให้ผลตอบแทนค่อนข้างใกล้เคียงกัน ซึ่งน่าสนใจมาก

สำหรับขนาดของเพชร เปรียบเทียบเพชร 1 กะรัตสี H ความสะอาด VVS2 กับเพชร 5 กะรัตสี H และความสะอาด VVS2 เท่ากัน ผลปรากฏว่าเพชร 5 กะรัตให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเพชร 1 กะรัต และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก

“ผลตอบแทนของเพชรนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการเป็นหลัก ซึ่งความต้องการส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเพชรที่ราคาจับต้องได้ เพชร 1 กะรัต สี H ความสะอาด VS2 ที่ปัจจุบันซื้อขายกันอยู่ที่ราคาเม็ดละประมาณ 7,500 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 240,000 บาท ให้ผลตอบแทนดีกว่าเพชร 1 กะรัตเท่ากันแต่มีสี D และความสะอาดระดับไม่มีตำหนิ ที่ซื้อขายกันอยู่ประมาณ 17,000 เหรียญ หรือ 544,000 บาท หรือแม้แต่เพชร 1 กะรัต ก็ยังให้ผลตอบแทนดีกว่าเพชร 5 กะรัตที่คุณภาพเท่ากัน ไม่ได้ขึ้นกับปริมาณที่ถึงแม้เพชรขนาดใหญ่กว่า คุณภาพดีกว่าจะหายากกว่า แต่ผลตอบแทนกลับต่ำกว่า”

ปัจจัยที่มีผลต่อราคาเพชรคือ ปัจจัยแรก เศรษฐกิจโลกส่งผลให้มูลค่าเพชรเปลี่ยนแปลง เพราะเพชรจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เพราะฉะนั้นถ้าเศรษฐกิจโลกดี ผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ความต้องการใช้เพชรจะเพิ่มขึ้น ปัจจัยที่ 2 คือ ค่าเงินบาท เนื่องจากเพชรมีราคากลางเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้นถ้าค่าเงินบาทแข็ง ถึงแม้ว่าราคาเพชรในตลาดคงที่ แต่คนไทยจะซื้อเพชรได้ในราคาถูกลง

ปัจจัยสุดท้าย คือ ผู้จำหน่าย ถึงเพชรจะมีราคากลางที่กำหนดทุกสัปดาห์ แต่ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคากับผู้ขายเป็นสำคัญ เพราะราคากลางของเพชรไม่ได้เปิดเผยกับสาธารณะเช่นเดียวกับราคาน้ำมันหรือทองคำ เนื่องจากราคาของเพชรแต่ละขนาดและคุณภาพนั้นแตกต่างกัน ตลอดจนต้นทุนการนำเข้าและต้นทุนการขายที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ

ไม่นับเรื่องกลไกทางการตลาดหรือความยาวของซัพพลายเชนของแต่ละบริษัทผู้จำหน่าย ซึ่งมีผลให้ราคาขายเพชรที่มีขนาดเท่ากัน คุณภาพเหมือนกัน ในช่วงเวลาและประเทศเดียวกัน มีราคาที่หลากหลาย หากซื้อจากผู้ขายที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้น ผู้ซื้อต้องทำการเทียบราคา เพื่อหาราคาที่น่าพอใจที่สุด โดยการเทียบราคาต้องเทียบด้วยมาตรฐานเดียวกัน ใช้ใบรับรองจาก GIA เหมือนกัน  ขนาด สี ความสะอาดเหมือนกัน เพื่อข้อมูลที่แม่นยำที่สุด

ราคาเพชรที่ขัดเงาแล้ว

ศึกษาก่อนลงทุน

เพชรมี ข้อดี คือ นอกจากผลตอบแทนด้านมูลค่าที่เพิ่มขึ้น (ถ้าเลือกเพชรได้ถูกสเปก) และคุณค่าทางจิตใจ เพชรยังมีมูลค่าต่อน้ำหนักสูงมาก ถ้าใช้ตัวเลขที่ยกตัวอย่างก่อนหน้านี้ เพชร 1 กะรัต สี H ความสะอาด VS2 ที่มูลค่าประมาณ 240,000 บาทต่อกะรัต หรือต่อ 0.2 กรัม หมายความว่า เพชรเม็ดนี้มีมูลค่า 1.2 ล้านบาทต่อกรัม หรือ 1.2 พันล้านบาทต่อกิโลกรัม

ดังนั้นเพชรจึงเป็นตัวกลางในการถ่ายโอนสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก เหมาะกับการมอบเป็นมรดกและเปลี่ยนผู้ครอบครอง ข้อเสีย คือ เพชรไม่มีผลตอบแทนในรูปแบบของ passive income นอกจากนี้ยังมีปัจจัยของแหล่งซื้อขายที่มีผลต่อผลตอบแทนค่อนข้างมาก หากไม่มีความรู้ที่เพียงพอ และขาดการตรวจสอบราคาที่ดี อาจได้เพชรมาในราคาที่สูงเกินจริง

เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่คิดจะลงทุนในเพชร ควรลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย หรือถ้าจะสะสมเฉพาะเพชร ควรลงทุนในเพชรที่มีหลากหลายของขนาด สี และความสะอาด และควรซื้อขายเฉพาะเพชรที่มีใบรับรองคุณภาพจากสถาบันที่เป็นที่ยอมรับเช่น GIA เท่านั้น แต่ถ้าไม่มีก็สามารถส่งเพชรไปให้ GIA ตรวจสอบได้

“ถ้าจะซื้อในราคาคุ้มที่สุด ต้องซื้อจากบริษัทนำเข้าเพชร โดยเทียบสเปกแล้วตรวจสอบราคาจากหลายที่เพื่อหาราคาที่ดีที่สุด เช่นเดียวกับเวลาที่จะขาย คุ้มที่สุดคือ เช็กราคาขายของแหล่งต่างๆ ณ เวลานั้น แล้วนำราคานั้นไปขายผู้บริโภค แทนที่จะไปขายคืนให้กับร้านเพชร”

สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ลงทุนในเพชร แนะนำให้ศึกษาข้อมูลพื้นฐานของเพชรก่อนโดยเริ่มที่เว็บไซต์ของ GIA หลังจากนั้นค่อยไปศึกษาเรื่องราคาจากร้านค้าต่างๆ ส่วนเรื่องช่วงเวลาในการซื้อขาย ต้องดูภาวะเศรษฐกิจโลกกับค่าเงินเป็นองค์ประกอบ

ภาณุวัฒน์เชื่อว่า เพชรยังเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยม และมีมูลค่าอย่างน้อยหลายสิบปี ผลตอบแทนที่จะได้รับสำหรับคนที่คิดว่าเริ่มลงทุนปีนี้ ถ้าวิเคราะห์จากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ค่อยดี บวกกับค่าเงินบาทที่ค่อนข้างแข็ง หากซื้อเพชรในช่วงเวลานี้ ถือว่าความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ สำหรับใครที่ถือครองเพชร 1 กะรัต สีประมาณ H Color ประมาณ 4-5 ปี ผลตอบแทนคาดหวังจะอยู่ที่ประมาณ 3-4% ต่อปี

เรื่อง: พุสดี สิริวัชระเมตตา


คลิกเพื่ออ่านบทความทางด้านการลงทุนได้ที่ Forbes Wealth Management & Investing 2019 ในรูป e-Magazine

BACK TO TOP