Shreit เกาะเทรนด์ท่องเที่ยวเอเชียจ่อซื้อโรงแรมเพิ่ม 3 แห่ง - Forbes Thailand
X

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

Shreit เกาะเทรนด์ท่องเที่ยวเอเชียจ่อซื้อโรงแรมเพิ่ม 3 แห่ง

Forbes Thailand

‘สตราทีจิก ฮอสพิทอลลิตี้ รีท’ มั่นใจแนวโน้มธุรกิจท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตสูง เดินหน้าซื้อโรงแรมเข้ากองเพิ่มอย่างน้อย 3 แห่งในปี 61-62 ชูฐานะการเงินแกร่ง-ผลตอบแทนเฉลี่ย 7.7% ดึงสถาบันเข้าลงทุน

SHREIT หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบต่ออายุได้เพื่อธุรกิจโรงแรมและสิทธิการเช่า สตราทีจิก ฮอสพิทอลลิตี้ เป็น REIT กองแรกของไทยที่ลงทุนในโรงแรมต่างประเทศเมื่อปี 2560 SHREIT ได้เข้าลงทุนครั้งแรกในกรรมสิทธิ์แบบต่ออายุได้เพื่อประกอบธุรกิจโรงแรม และสิทธิการเช่าในโรงแรมระดับ 3-5 ดาวจำนวน 3 แห่งใน 2 ประเทศ ประกอบด้วย โรงแรม Pullman Jakarta Central Park ในอินโดนีเซีย และโรงแรม Capri by Fraser และโรงแรม IBIS Saigon South ในเวียดนาม ด้วยมูลค่ารวมไม่เกิน 5.42 พันล้านบาท (ประมาณ 160 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ผ่านการเสนอขายหน่วยทรัสต์ มูลค่ารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 3.74 พันล้านบาทและการกู้ยืมเงินอีกไม่เกิน 1.68 พันล้านบาท

“แผนการขยายขนาดของกอง SHREIT ปี 2661-2562 จะเพิ่มมูลค่ากองทุนอีกราว 150-200 ล้านเหรียญต่อปี เพื่อนำเงินจากการขยายกองทุนไปลงทุนในกิจการโรงแรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีศักยภาพด้านการเติบโตที่สอดคล้องกับคุณลักษณะของสินทรัพย์ที่กำหนดไว้” ปธาน สมบูรณสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตราทีจิก พร็อพเพอร์ตี้ อินเวสท์เตอร์ส จำกัด และผู้จัดการกองทรัสต์ SHREIT กล่าว

Pullman Jakarta Central Park

สินทรัพย์ที่กองทุนกำลังการพิจารณาเข้าลงทุน ยังให้ความสนใจในทำเลหลัก คือโรงแรมระดับ 3-5 ดาว ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหมือนที่ปี 2560 ได้เข้าลงทุนในอินโดนีเซียและเวียดนาม นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการทำดิวดิลิเจนซ์ธุรกิจโรงแรมในประเทศมาเลเซีย กัมพูชา และเมียนมาเพิ่ม SHREIT เชื่อมั่นว่าแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจโรงแรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากจำนวนประชากรที่มีมากและกำลังจับจ่ายใช้สอยสูง ยกตัวอย่างประเทศเวียดนามที่คาดการณ์เศรษฐกิจจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 6.5% ในปี 2561 ขณะที่ประเทศอินโดนีเซียเองมีความโดดเด่นในเรื่องจำนวนประชากรที่สูงถึง 250 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีไลฟ์สไตล์

ด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศที่สูงส่วนความเสี่ยงเรื่องฤดูกาลท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อผลประกอบการธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย มั่นใจว่าไม่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการการโรงแรมในอินโดนีเซียและเวียดนาม เนื่องจากผู้คนอินโดนีเซียที่มีพฤติกรรมการท่องเที่ยวในประเทศสูง แม้ว่าจะเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็เดินทางท่องเที่ยว ส่งผลให้ทั้งอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) และอัตราค่าห้องพัก (Revpar) อยู่ในระดับสูง ขณะที่เวียดนามเองนั้น จากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีอัตราเร่งสูง ทำให้มีกิจกรรมต่างๆ ในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะ MICE ซึ่ง SHREIT ก็กำลังจับตามอง
“ในปีนี้ SHREIT จะตอกย้ำจุดแข็งในฐานะที่เป็นผู้จัดการกองทรัสต์อิสระเพื่อมุ่งสร้างการเติบโต โดยชูถึงความสำเร็จด้านผลการดำเนินงานของ SHREIT ที่พบว่าทรัพย์สินที่เข้าลงทุนมีอัตราการเติบโตที่ดีมาก ทำให้ผู้ถือหน่วยได้รับตอบแทนสูงสุดจากการลงทุนและ SHREIT จะแสวงหาโอกาสการเพิ่มทรัพย์สินใหม่ๆ ให้แก่กอง REIT เพื่อเข้าลงทุนเพิ่มเติม โดยจะขออนุมัติผู้ถือหน่วยในการออกและเสนอขายหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 100 ล้านเหรียญ เพื่อรองรับแผนงานในครั้งนี้ไว้แล้ว” ปธาน กล่าว

ทั้งนี้ กล่าวได้ว่า SHREIT มีกลยุทธ์การขับเคลื่อนทรัพย์สินที่แตกต่างจากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกอง REIT ประเภทอื่นๆ โดยกอง SHREIT สามารถกระจายความเสี่ยงและมีความยืดหยุ่นในการเข้าลงทุน เพื่อมุ่งหวังสร้างผลตอบแทนและมีอัตราการเติบโตสูงจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน ที่เป็นเศรษฐกิจเกิดใหม่และมีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็ว รองรับโอกาสที่ดีจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนที่ดีขึ้นต่อเนื่องตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรมในภูมิภาคนี้มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย

โรงแรม Capri by Fraser และโรงแรม IBIS Saigon South ในเวียดนาม

ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของ SHREIT ในการมุ่งขยายทรัพย์สินในกล่มธุรกิจโรงแรมในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มเติม โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาโอกาสการลงทุนในทรัพย์สินประเภทโรงแรมในประเทศเดิมที่ SHREIT มีทรัพย์สินอยู่แล้ว ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม รวมถึงประเทศใหม่ๆ เพิ่มเติม ซึ่งจะสามารถสรุปได้ภายในกลางปี 2561 รวมถึงมีแผนผลักดันรายได้จากการดำเนินงานในทรัพย์สินเดิมที่ SHREIT เข้าลงทุนให้มากขึ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหน่วยได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

“ในปีนี้มีโอกาสการเพิ่มทรัพย์สินใหม่ๆ ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมในภูมิภาคอาเซียน ที่ช่วยกระจายการลงทุนและสร้างความยืดหยุ่นในการลงทุน เพื่อสร้างโอกาสและผลตอบแทนที่ดีจากการเข้าลงทุนในทรัพย์สินที่มีโอกาสเติบโตสูงในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ ที่จะส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานให้แก่กอง SHREIT เติบได้เป็นอย่างดี”

 

เรื่อง: ศนิชา ละครพล ภาพ: มนัญญา ไชยนันทน์


คลิกอ่าน Forbes Thailand ฉบับพิเศษ “WEALTH MANANAGEMENT & INVESTING 2018” ในรูปแบบ e-Magazine

BACK TO TOP