"เครดิต สวิส" เผยแนวโน้มการลงทุนประจำปี 2564 - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

“เครดิต สวิส” เผยแนวโน้มการลงทุนประจำปี 2564

เครดิต สวิส แนะตลาดตราสารทุนน่าจับตา ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว เศรษฐกิจโลกในปี 2564 มีแนวโน้มเติบโตระดับปานกลางหลังจากฟื้นตัวเต็มที่ และจะเป็นปัจจัยหนุนที่ดีต่อสินทรัพย์การเงินต่างๆ

หลังเผชิญเหตุการณ์ไม่คาดคิดในปี 2563 สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินต่อไปในอีกหลายเดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ความพยายามฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

หลังภาวะเศรษฐกิจซบเซาในปี 2563 ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตที่ร้อยละ 5.0 ในปี 2564 ตามรายงานแนวโน้มการลงทุนประจำปี 2564 ของเครดิต สวิส ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของกลุ่มตลาดประเทศพัฒนาแล้วจะอยู่ระดับศูนย์หรือต่ำกว่าศูนย์ ทำให้ตราสารทุนยังคงให้ผลตอบแทนที่ดี 

สถานการณ์โรคโควิด-19 ที่ยังคงระบาดในหลายพื้นที่ และส่งผลให้หนี้ภาครัฐเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนโยบายผ่อนปรนทางการเงิน (loose monetary policy) ของธนาคารกลางหลายๆ ประเทศ และสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่เพิ่งผ่านพ้นไป จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการจัดสรรเงินลงทุนของนักลงทุนในปี 2564 นี้

โดยตราสารทุนจะให้ผลตอบแทนแข็งแกร่งที่สุด เทรนด์การลงทุนใน Supertrends ของเครดิต สวิส ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในหลายอุตสาหกรรมในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งช่วยให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนที่น่าสนใจทั่วโลก

จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งสำคัญคาดได้ว่าสินทรัพย์ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ทั้งพันธบัตรและหุ้น จะเติบโตโดดเด่นกว่าตลาดอื่น ในขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงแรกของสถานการณ์โควิด-19 และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จะเป็นปัจจัยส่งเสริมสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ โดยเฉพาะตราสารทุนในปี 2564 อย่างไรก็ตาม ก็ยังต้องติดตามเรื่องปัจจัยเสี่ยงให้ดี หากนักลงทุนต้องการรักษาความมั่งคั่งและการลงทุนให้เป็นไปตามแผนระยะยาว แนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายและกระจายพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม โดยเน้นลงทุนในตราสารทุนเป็นสำคัญ

วิกฤตสถานการณ์โควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงวิธีคิด การทำงาน และการใช้ชีวิตของเราทุกคนไปอย่างสิ้นเชิง ประกอบกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจและสังคมจากวิกฤตนี้ ทำให้ความสำคัญของ       เทรนด์การลงทุนระยะยาวใน Supertrends ของเครดิต สวิส มีความสำคัญเด่นชัดขึ้น และส่งผลต่อ “อนาคต” ที่ใกล้จะมาถึงมากขึ้นด้วย เช่น เทรนด์การลงทุนเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ที่เน้นการลงทุนในบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกไปสู่การใช้ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ให้น้อยที่สุด เป็นต้น

John Woods ประธานฝ่ายงานลงทุนประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของเครดิต สวิส

John Woods ประธานฝ่ายงานลงทุนประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของเครดิต สวิส กล่าวว่า “หลังเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงในปี 2563 คาดว่าตลาดเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่นจะกลับมาฟื้นตัวและเติบโตที่ร้อยละ 6.7 ในปี 2564 ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตเร็วกว่าตลาดอื่น ส่วนหนึ่งเพราะภาวะเศรษฐกิจหดตัวอย่างหนักในปี 2563 และเริ่มฟื้นตัวช้ากว่าตลาดอื่น รวมถึงการได้รับประโยชน์อย่างมากจากการได้รับวัคซีนรักษาโควิด-19 ในอนาคต และการท่องเที่ยวที่จะค่อยๆ ฟื้นตัวตามลำดับ

สำหรับตราสารทุนในตลาดเอเชีย แปซิฟิก ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นเอเชีย ทำให้ความไม่แน่นอนของทิศทางตลาดลดลง ปัจจัยสำคัญอย่างสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้าที่ผ่อนคลายลง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนตัวลง การเปิดตัวเทคโนโลยีขั้นสูง และการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ดีขึ้น จะทำให้ตลาดตราสารทุนแถบเอเชียเหนือยังคงเติบโตโดดเด่นเหนือตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย” 

Edwin Ton หัวหน้าฝ่ายบริหารความมั่งคั่งและหัวหน้าฝ่ายแนะนำการลงทุนและผลิตภัณฑ์ประจำประเทศไทยของ เครดิต สวิส

ด้าน Edwin Ton หัวหน้าฝ่ายบริหารความมั่งคั่งและหัวหน้าฝ่ายแนะนำการลงทุนและผลิตภัณฑ์ประจำประเทศไทยของ เครดิต สวิส กล่าวว่า “สกุลเงินเอเชียต่าง ๆ จะได้อานิสงส์จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวและค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้น โดยเฉพาะตลาดเอเชียเหนือที่ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ดีกว่าที่อื่น และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ที่กำลังเติบโตมาแรง เครดิต สวิส มีมุมมองที่ดีต่อตราสารหนี้เอเชียในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชี้ว่านักลงทุนจะมองหาอัตราผลตอบแทนที่สูง และตลาดเอเชียสามารถให้ผลตอบแทนได้ดีที่สุด ตราสารหนี้สกุลเงิน CNY (Chinese RMB) ของจีนถือว่าน่าจับตามองมากที่สุด เพราะให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าตราสารหนี้ประเภทเดียวกันในตลาดอื่นๆ และเติบโตโดยไม่สัมพันธ์กับสินทรัพย์อื่นๆ ในตลาดโลกมากนัก ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงให้แก่พอร์ตการลงทุนได้ดี ประกอบกับเครดิต สวิส มีมุมมองที่ดีต่อสกุลเงิน CNY ทำให้ตราสารหนี้สกุลเงิน CNY ยิ่งน่าลงทุน”

แนวโน้มของตลาดเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนที่สำคัญ

  • สหรัฐอเมริกา: GDP ของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในปี 2564 จะเติบโตในอัตราร้อยละ 4.4 ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวจากภาวะตกต่ำจากสถานการณ์โควิด-19 อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ธนาคารกลางสหรัฐตั้งเป้าไว้ แต่จะอยู่ในระดับปานกลาง เราคาดว่าค่าเงินดอลลาร์จะยังคงอ่อนค่าลง เนื่องจากสูญเสียความได้เปรียบในเรื่องอัตราดอกเบี้ยเมื่อเทียบกับสกุลเงินของประเทศอื่น
  • ยูโรโซน: คาดว่าเศรษฐกิจยุโรปจะเติบโตที่ร้อยละ 5.2 ในปี 2564 โดยประเทศยุโรปต่างๆ จะปรับตัวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้มากขึ้นและจะพลิกฟื้นเติบโตได้ในท้ายที่สุด ทว่าภาวะความถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในปี 2563 จะชะลอการฟื้นตัวของ GDP และคาดว่า GDP จะกลับมาเติบโตในระดับเดียวกับช่วงก่อนหน้าสถานการณ์โควิด-19 ได้อีกครั้งในปี 2565 เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวในระยะยาวจากวิกฤตโควิด-19 ได้ก็ต่อเมื่อมีการบูรณาการด้านงบประมาณและการเมืองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะเริ่มจากกองทุนฟื้นฟูของยุโรป โดยเครดิต สวิส คาดว่าค่าเงินยูโรจะแข็งค่าขึ้นเมื่อปัจจัยความเสี่ยงทางการเมืองลดน้อยลง
  • จีน: จีนเป็นประเทศแรกที่ประสบวิกฤตโรคโควิด-19 และประสบความสำเร็จในการยกเลิกมาตรการควบคุมโรคระบาดจนสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตามปกติอีกครั้ง จีนจึงไม่ใช่เพียงแค่หนึ่งในไม่กี่ประเทศที่เติบโตในปี 2563 แต่การขยายตัวของ GDP ที่จะเติบโตที่ร้อยละ 7.1 ในปี 2564 จะทำให้จีนกลายเป็นประเทศผู้นำให้เศรษฐกิจโลกให้ฟื้นตัวในปี 2564 ด้วย ซึ่งเครดิต สวิส คาดว่าค่าเงินหยวนจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่านโยบายต่างประเทศที่จะมีความชัดเจนมากขึ้นและการจัดเก็บภาษีการค้าระหว่างประเทศที่น้อยลงจะเปิดโอกาสให้จีนใช้พื้นฐานเกินดุลการชำระเงินเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดของนโยบายทั้งสองดังกล่าว เราคาดว่าค่าเงินหยวนจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐและเงินสกุลอื่นของประเทศคู่ค้าในอีก 12 เดือนข้างหน้า
  • ญี่ปุ่น: คาดว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะเติบโตที่ร้อยละ 1.7 ในปี 2564 โดยปัจจัยลบเชิงโครงสร้างประชากรจะไม่ส่งผลมากนักเนื่องจากมีกำลังการผลิตที่คงที่ด้วยอาศัยนวัตกรรมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ต่อเนื่อง ค่าเงินเยนมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

 

แนวโน้มของตลาดสินทรัพย์สำคัญ

  • ตราสารทุน: ยังคงให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจมากกว่าพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนต่ำ เครดิต สวิส คาดว่าตราสารทุนในตลาดเกิดใหม่จะเติบโตทันตลาดอื่น และหุ้นของเยอรมันจะมีอัพไซด์ สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่แนะนำ ได้แก่ อุตสาหกรรมบริการสุขภาพและอุตสาหกรรมวัสดุ โดยมีโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากวัฏจักรเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัวมากขึ้น
    • จีน: จีนเป็นตลาดสำคัญในเอเชียของเครดิต สวิส การเติบโตของการจ้างงานที่ดีขึ้นและรายได้หลังหักภาษี (Disposable Income) ของประชาชนที่มากขึ้นกระตุ้นให้เกิดความต้องการในตลาดจีนอีกครั้ง ปัญหาดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจะไม่ส่งผลเสียเพราะมีกระแสเงินลงทุนในพอร์ตการลงทุนเข้ามา สอดคล้องกับค่าเงินหยวนที่แข็งค่า ซึ่งจะส่งผลดีต่อสินทรัพย์ในตลาดจีน
    • ไทย: ตราสารทุนของไทยยังคงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ยังคงพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก และจะเป็นเช่นนี้ไปอีกสักระยะหนึ่งจนกว่าจะรัฐบาลจะเปิดน่านฟ้า อนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาได้ สถานการณ์ทางการเมืองล่าสุดก็เป็นอุปสรรคขัดขวางการกระตุ้นเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวกลับมาท่องเที่ยวในไทย ตราสารทุนไทยคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการจัดหาวัคซีนที่จะช่วยฟื้นการท่องเที่ยวทั่วโลกอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ก็ต้องรอจนถึงครึ่งปีหลัง 2564
  • สำหรับตราสารหนี้ ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลค่อนข้างน้อยมาก ขณะที่พันธบัตรแบบ hard currency bonds ในตลาดเกิดใหม่มีความน่าสนใจ การลงทุนใน Investment grade credit ยังคงมีความเสี่ยงที่รับได้แต่ให้ผลตอบแทนที่ดี สำหรับในกลุ่ม high-yield bond เครดิต สวิส แนะนำพันธบัตรกลุ่มที่มีคุณภาพสูง
  • การลงทุนทางเลือก การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ เครดิต สวิส มีมุมมองที่ดีต่ออุตสาหกรรมที่มีการเติบโตในเชิงโครงสร้างเช่น กลุ่มอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และอสังหาริมทรัพย์

ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

 

BACK TO TOP