จัดพอร์ต ‘หุ้นเมกะแคป’ ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกาะเทรนด์เศรษฐกิจฟื้น - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Commentaries
  • Investment Outlook >
  • จัดพอร์ต ‘หุ้นเมกะแคป’ ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกาะเทรนด์เศรษฐกิจฟื้น

จัดพอร์ต ‘หุ้นเมกะแคป’ ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกาะเทรนด์เศรษฐกิจฟื้น

คุณเคยมีความคิดจะเป็นเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกบ้างไหม? ‘หุ้นเมกะแคป’ ไม่ว่าจะเป็นบิ๊กเทคอย่าง Apple Microsoft Google Amazon หรือ Facebook ที่ฝ่าวิกฤตโควิด-19 มาได้อย่างสวยงาม

เนื่องจากผู้คนทั่วโลกต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้น มาร์เก็ตแคปโตเอาโตเอา บางบริษัททะลุ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เข้าไปแล้ว มากกว่ามูลค่า GDP ของแคนาดาเสียอีก ซึ่งสะท้อนว่า บริษัทเหล่านี้มีความมั่นคงและแข็งแกร่งมากพอต่อการเติบโตในอนาคต

บริษัทเหล่านี้อยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่า ณ 30 มิถุนายน 2564 อยู่ที่ 47 ล้านล้านเหรียญฯ จากกว่า 4,200 บริษัท

ทีมงาน Jitta Wealth จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 8 บริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปสูงที่สุดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ นอกจากจะมี 5 บิ๊กเทคที่เรากล่าวถึงแล้ว ยังมี Tesla (พัฒนารถยนต์ไฟฟ้า) Berkshire Hathaway (บริษัทโฮลดิงของ Warren Buffett) และ Nvidia (ผู้ผลิตการ์ดจอและฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์)

เรียกได้ว่า เป็นบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีในด้านใดด้านหนึ่งถึง 7 บริษัทเลยทีเดียว มาหาคำตอบกันว่า ทั้ง 8 บริษัทนี้ มีความน่าสนใจอย่างไรและน่าลงทุนแค่ไหนบ้าง

ส่อง 8 ‘หุ้นเมกะแคป’ ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

แน่นอนว่า หุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปใหญ่ๆ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนดัชนีตลาดหุ้นในสหรัฐฯ มีส่วนดันให้ดัชนีขึ้นๆ ลงๆ ได้ในแต่ละวันทำการ

8 ‘หุ้นเมกะแคป’ เหล่านี้ด้วยเช่นกัน ที่อยู่ใน Top 10 ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นเมกะเทรนด์แห่งอนาคต

ทั้ง 8 บริษัทนี้มีการงบการเงินแข็งแกร่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยให้คุณประเมินถึงศักยภาพในการเติบโตของ 8 หุ้นเหล่านี้ในอนาคตได้อีกด้วย

1.Apple (AAPL)

บริษัทที่ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากมายให้กับผู้ใช้ทั่วโลก ทุกวันนี้ไม่มีใครไม่รู้จักกับ Apple ที่มีสินค้าตรงกับความต้องการของผู้บริโภคอยู่เสมอ เช่น iPhone iPad และ iMac

นอกจากนี้ Apple ยังขยายธุรกิจกระจายไปยังการให้บริการผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Apple TV หรือ App Store ที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทอย่างมหาศาลอีกด้วย

Apple พยายามพัฒนามีผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะมาตีตลาดเทคโนโลยีในอนาคต ปัจจุบัน Apple เป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก มาร์เก็ตแคป ณ 22 กันยายน 2564 อยู่ที่ 2.41 ล้านล้านเหรียญฯ

ที่มา: Jitta และ CompaniesMarketCap หน่วย: ล้านเหรียญฯ

2.Microsoft (MSFT)

บริษัทผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์รายใหญ่ของโลก โดยมีระบบปฏิบัติการอย่าง Windows รวมไปถึงซอฟต์แวร์ในสำนักงานอย่าง Microsoft Office ที่ใช้กันทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้ บริษัทได้ขยายธุรกิจไปหลากหลายเทคโนโลยี เช่น เกม และระบบคลาวด์ โดยเฉพาะบริการคลาวด์ อย่าง Azure ทำให้ในปี 2557 บริษัทเติบโตขึ้นอย่างมากจนถึงปัจจุบัน มาร์เก็ตแคป ณ 22 กันยายน 2564 อยู่ที่ 2.24 ล้านล้านเหรียญฯ

ที่มา: Jitta และ CompaniesMarketCap หน่วย: ล้านเหรียญฯ

3.Alphabet (GOOG)

เสิร์ชเอนจินค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตอันดับ 1 ของโลก ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและแพร่หลายไปทั่วโลก มีรายงานว่าผู้คนใช้ Google เพื่อค้นหาข้อมูลประมาณ 5,600 ล้านครั้งต่อวันทั่วโลก Google เป็นเจ้าของเว็บไซต์คลังคลิปวิดีโอชื่อดังอย่าง YouTube และเป็นผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการ Android รายได้หลักส่วนใหญ่ของ Google มาจากค่าโฆษณา และการให้บริการผ่าน Google Play มาร์เก็ตแคป ณ 22 กันยายน 2564 อยู่ที่ 1.88 ล้านล้านเหรียญฯ

ที่มา: Jitta และ CompaniesMarketCap หน่วย: ล้านเหรียญฯ

4.Amazon (AMZN)

ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซชื่อดังระดับโลก ที่พัฒนาแพลตฟอร์มให้แข็งแกร่งมาโดยตลอด Amazon ได้ขยายธุรกิจของตัวเองออกไปอย่างกว้างขวางและครอบคลุม เช่น สตรีมมิง ระบบ AI และระบบคลาวด์ รายได้หลักของ Amazon มาจาก ‘ร้านค้าออนไลน์’ มาร์เก็ตแคป ณ 22 กันยายน 2564 อยู่ที่ 1.71 ล้านล้านเหรียญฯ


ที่มา: Jitta และ CompaniesMarketCap หน่วย: ล้านเหรียญฯ

5.Facebook (FB)

โซเชียลมีเดียอันดับ 1 ของโลก ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 2,890 ล้านคน แนวทางการดำเนินธุรกิจของ Facebook คือเปิดโลกกว้าง ให้ผู้คนทั่วโลกสามารถติดต่อเชื่อมถึงกันได้ และเมื่อมีจำนวนผู้ใช้งานมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้รายได้จากการโฆษณาผ่าน Facebook มากขึ้น ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัท ปัจจุบัน Facebook ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้คนไปแล้ว มาร์เก็ตแคป ณ 22 กันยายน 2564 อยู่ที่ 967,660 ล้านเหรียญฯ

|
ที่มา: Jitta และ CompaniesMarketCap หน่วย: ล้านเหรียญฯ

6.Tesla (TSLA)

พัฒนา ผลิต และขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สัญชาติอเมริกัน Tesla ได้เติบโตอย่างรวดเร็วและกลายมาเป็นผู้นำด้าน EV ระดับโลก นอกจากนี้ Tesla ได้พัฒนาระบบซอฟต์แวร์และ AI เก็บข้อมูลผู้ใช้งานอยู่ตลอด และบริษัทมีวิสัยทัศน์อย่างชัดเจนว่า จะสร้างยานยนต์คุณภาพสูง เพื่อช่วยแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานของโลก ปัจจุบัน Tesla กลายมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในสหรัฐฯ และพัฒนาโมเดลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอยู่เสมอ มาร์เก็ตแคป ณ 22 กันยายน 2564 อยู่ที่ 753,270 ล้านเหรียญฯ


ที่มา: Jitta และ CompaniesMarketCap หน่วย: ล้านเหรียญฯ

 

7.Berkshire Hathaway (BRK.A)

บริษัทโฮลดิงสัญชาติอเมริกันที่มีนักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffet เป็นเจ้าของ ลงทุนในหุ้นกว่า 80 บริษัททั่วโลก ตามแนวคิดลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investing) ลงทุนในธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตในอนาคต

ดังนั้น Berkshire Hathaway ลงทุนในธุรกิจที่หลากหลาย เช่น ประกัน ขนส่งทางรถไฟ การเงิน ค้าปลีก-ค้าส่ง และธุรกิจประเภทอื่นๆ รายได้หลักของ Berkshire Hathaway มาจากกำไรจากการลงทุนในบริษัทนี้ หลักๆ มาจากธุรกิจประกันภัย มาร์เก็ตแคป ณ 22 กันยายน 2564 อยู่ที่ 618,350 ล้านเหรียญฯ


ที่มา: Jitta และ CompaniesMarketCap หน่วย: ล้านเหรียญฯ

8.Nvidia (NVDA)

บริษัทผลิตการ์ดจอชื่อดังในสหรัฐฯ ที่พัฒนาฮาร์ดแวร์ให้ทันสมัยและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานอยู่เสมอ Nvidia เป็นบริษัทมีบทบาทสำคัญในกลุ่มเทคโนโลยี รวมไปถึงเกมและอีสปอร์ต

ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนามากขึ้นแค่ไหน ยิ่งทำให้ Nvidia เติบโตมากขึ้นเท่านั้น ปัจจุบันมีผู้ใช้งานการ์ดจอของ Nvidia ทั่วโลก และกลายมาเป็นการ์ดจออันดับ 1 ที่หลายคนเลือกใช้ มาร์เก็ตแคป ณ 22 กันยายน 2564 อยู่ที่ 546,760 ล้านเหรียญฯ


ที่มา: Jitta และ CompaniesMarketCap หน่วย: ล้านเหรียญฯ

 


บทความโดย
Jitta Wealth


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP