อุตสาหกรรมไทยเลือกทางใด เมื่อไข่ไก่ปลอดกรงเป็นตัวชี้วัด

อุตสาหกรรมไทยเลือกทางใด เมื่อไข่ไก่ปลอดกรงเป็นตัวชี้วัด

บนโต๊ะอาหารทั่วประเทศไทย “ไข่ไก่” คือวัตถุดิบพื้นฐานที่พบได้แทบทุกครัวเรือน ราคาย่อมเยาและอุดมไปด้วยสารอาหาร จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่ แทบไม่มีใครตั้งคำถาม แต่เบื้องหลังความคุ้นเคยนี้กลับซ่อนความจริงที่หลายคนอาจไม่เคยรู้


    อุตสาหกรรมไข่ไก่ในประเทศไทยผลิตสูงกว่า 1.5 หมื่นล้านฟองต่อปี โดยส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพารูปแบบ “กรงตับ” (battery cage) ซึ่งแม่ไก่ถูกขังในกรงแคบจนไม่สามารถกางปีกได้เต็มที่ ตลอดชีวิตพวกมันไม่เคยสัมผัสดินหรือทำรังเอง รูปแบบการผลิตนี้ที่เน้นความคุ้มค่า ต้นทุนต่ำ และประสิทธิภาพสูงดำเนินมาหลายทศวรรษ แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ผู้บริโภคเริ่มใส่ใจจริยธรรมและความยั่งยืนมากขึ้น หลักการ ESG เข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่ อุปทานทั่วโลก และ “สวัสดิภาพสัตว์” กลายเป็นตัวชี้วัดใหม่ที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนให้ความสำคัญ


ผู้เล่นหลักของการเปลี่ยนแปลง

    Sinergia Animal องค์กรพิทักษ์สัตว์ระดับนานาชาติ ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 ที่ลาตินอเมริกา และเข้ามาในไทยตั้งแต่ปี 2562 มีภารกิจผลักดันให้บริษัทอาหารยักษ์ใหญ่เปลี่ยนมาใช้การผลิตที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์มากขึ้น ปัจจุบันทำงานครอบคลุมหลายประเทศในภูมิภาคซีกโลกใต้ (Global South) รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านจาก “ไข่กรง” สู่ “ไข่ปลอดกรง” และยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ให้สูงขึ้น

    Carolina Galvani ผู้ก่อตั้งองค์กรเล่าว่า “จุดเริ่มต้นของการขยายงานสู่เอเชียเกิดขึ้นที่การประชุมระดับโลกของ Open Wing Alliance (OWA) ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ในปี 2561 เมื่อฉันพบว่า กว่า 70% ของแม่ไก่ทั่วโลกอยู่ในเอเชีย ตอนนั้นฉันคิดเลยว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง”


ไข่ไก่ปลอดกรงมุมมองเชิงลึกในไทย

    สำหรับประเทศไทยไข่ไม่ใช่แค่เมนูบนโต๊ะอาหาร แต่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ ตั้งแต่ร้านอาหารริมทางไปจนถึงโรงแรมหรู แต่ความจริงในฟาร์มอุตสาหกรรมยังคงสวนทางกับความคาดหวังด้านจริยธรรมของผู้บริโภค ข้อมูลกรมปศุสัตว์ชี้ว่าไทยมีแม่ไก่ไข่กว่า 54 ล้านตัว ส่วนใหญ่ถูกเลี้ยงอยู่ใน “กรงตับ” ที่มีพื้นที่เล็กกว่าแผ่นกระดาษ A4 รายงานยังชี้ว่าสภาพแวดล้อมฟาร์มหลายแห่งไม่ถูกสุขลักษณะ

    สภาพแวดล้อมที่แออัดนี้ไม่เพียงส่งผลต่อสวัสดิภาพสัตว์เท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพสาธารณะและการแพร่ระบาดของโรคในฟาร์มด้วย เมื่อไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกไข่รายใหญ่ที่สุดของเอเชีย ประเด็นสวัสดิภาพสัตว์จึงมิใช่เรื่องจิปาถะ แต่เป็นโจทย์เชิงกลยุทธ์ที่ผูกโยงกับความยั่งยืนทางสังคม สิ่งแวดล้อม และภาพลักษณ์การค้าของประเทศในเวทีโลก


แรงกระเพื่อมจากธุรกิจชั้นนำ

    แม้กฎหมายของไทยยังไม่ครอบคลุมสวัสดิภาพสัตว์ฟาร์มตลอดชีวิต แต่แรงกดดันจากตลาดโลกได้กลายเป็นกลไกสำคัญที่เร่งการเปลี่ยนแปลง ธุรกิจชั้นนำตระหนักว่าการเพิกเฉยต่อมาตรฐานสากลนี้อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและโอกาสทางการค้า

    Sinergia Animal จึงเลือกใช้กลยุทธ์การทำงานร่วมกับผู้นำภาคธุรกิจที่มีอำนาจต่อรองสูง เช่น กลุ่มโรงแรมและร้านอาหารยักษ์ใหญ่อย่าง Minor Food, Minor Hotels, ONYX Hospitality, Chatrium, Banyan Tree, ZenGroup และ Sukishi ที่ต่างประกาศใช้นโยบายไข่ไก่ปลอดกรงอย่างเป็นทางการแล้ว การขยับตัวของผู้นำตลาดเหล่านี้ส่งผลเป็นลูกโซ่ (domino effect) บังคับให้ซัพพลายเออร์และคู่แข่งต้องปรับตัวตามในที่สุด

    อย่างไรก็ตามฝั่งผู้ผลิตต้นน้ำยังเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนการเปลี่ยนระบบ และโครงสร้างซัพพลายเชน หากไม่มีแรงสนับสนุนจากตลาดและมาตรการภาครัฐ การเปลี่ยนผ่านอาจเกิดได้ช้า


สัญญาณการเปลี่ยนแปลง

    ล่าสุดกลุ่มบริษัท ONYX Hospitality Group ได้ประกาศเจตนารมณ์เปลี่ยนมาใช้ไข่ไก่ปลอดกรง 100% ในเครือโรงแรมและรีสอร์ตทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว

    PwC Global Consumer Insights Pulse Survey พบว่าผู้บริโภครุ่นใหม่ (กลุ่มมิลเลนเนียลและเจน Z) กว่า 70% ยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อสินค้าที่มีความยั่งยืน คนไทยกว่า 7.2 ล้านคนหันมาไม่บริโภคเนื้อสัตว์ ตลาดโปรตีนทางเลือกในปี 2567 มีมูลค่าเกือบ 1 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเติบโต 3.2% ต่อปี และยังเติบโตต่อเนื่องซึ่งแสดงถึงฐานผู้บริโภคที่ขยายตัวสำหรับอาหารที่ยั่งยืน

    ตลาดทุนไทยเองก็สะท้อนทิศทาง โดยบริษัทที่ได้รับการยอมรับด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้นกว่า 43% ในปี 2567 รายงาน “Egg-Track Spotlight 2024” ระบุว่า ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีการเติบโตของการใช้ไข่ไก่ปลอดกรงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 73.6% ต่อปี และเพิ่มขึ้นอีก 9.9% เมื่อเทียบกับปี 2566 และในปี 2568 ความต้องการไข่ไก่ปลอดกรงมี แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลกคือสัญญาณว่าตลาดกำลัง “โหวต” ไปทางการผลิตอาหารที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสวัสดิภาพสัตว์ มากขึ้น


มองไกลกว่ากรงไก่

    สวัสดิภาพสัตว์ยังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษทางน้ำ และสุขภาพของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ฟาร์มอุตสาหกรรมปล่อยก๊าซมีเทนที่รุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 300 เท่า อีกทั้งยังสร้างปัญหาของเสียปนเปื้อนในแหล่งน้ำ

    Sinergia Animal จึงริเริ่มโครงการ Nourishing Tomorrow เพื่อรณรงค์การปรับเปลี่ยนการบริโภคร่วมกับการปฏิรูป ระบบการผลิต แม้เพียงลดการบริโภคเนื้อไก่ลง 1 มื้อต่อสัปดาห์ก็ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันโครงการนี้ดำเนินการในหลายประเทศ โดยมีทั้งในลาตินอเมริกาและเอเชีย ได้แก่ อาร์เจนตินา โคลอมเบีย ชิลี เอกวาดอร์ เปรู และอินโดนีเซีย ภายใต้การดำเนินงานระดับภูมิภาค


ก้าวข้ามความท้าทายด้านราคา

    หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน คือ ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า ภารกิจของ Sinergia Animal คือการยกระดับมาตรฐานใหม่ด้านสวัสดิภาพสัตว์ในภาคธุรกิจผ่าน การทำงานกับบริษัทรายใหญ่ ซึ่งจะนำไปสู่ economy of scale เมื่อไข่ไก่ปลอดกรงกลายเป็นมาตรฐาน ช่องว่างด้านราคาจะลดลง เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

    องค์กรยังเดินหน้าสร้างความตระหนักรู้ในหมู่ผู้บริโภคผ่านแคมเปญและกิจกรรมรณรงค์ รวมถึงมีการหารือกับภาครัฐเพื่อผลักดันและยกระดับมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่ทั้งประเทศ

    การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย ในระดับภูมิภาคบริษัทมากกว่า 300 แห่งในเอเชียประกาศใช้ไข่ปลอดกรงแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านอย่างภูฏานแบนกรงตับ มาตั้งแต่ปี 2555 เกาหลีใต้ประกาศรับรองว่าสัตว์มีความรู้สึกและรับรู้ความเจ็บปวด ส่วนไต้หวันกำหนดมาตรฐานไข่ปลอดกรงระดับชาติ สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว


คำถามที่ท้าทาย

    คำถามคือ ไทยจะเลือกก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านสวัสดิภาพสัตว์ หรือเสี่ยงตกขบวน? สำหรับผู้บริโภคคำตอบง่ายๆ อยู่บนจานอาหารทุกวัน เพราะ “ทุกฟองไข่คือ 1 เสียงโหวต” ที่กำหนดทิศทางอนาคตของระบบอาหารไทย ในมุมของนักลงทุนและภาคธุรกิจการเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบเชิงจริยธรรม แต่คือโอกาสเชิงกลยุทธ์ที่จะยกระดับการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก

    “บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากความเชื่อว่า เรื่องที่เป็นไปไม่ได้สามารถเป็นไปได้ สิ่งที่เคยเป็น ความฝันไกลตัว การสร้างองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับนานาชาติจาก Global South เพื่อเผชิญหน้ากับอุตสาหกรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกเกิดขึ้นได้เพราะ เรากล้าที่จะลอง” Carolina กล่าว

    สำหรับ Sinergia Animal ภารกิจยังคงชัดเจน สร้างระบบอาหารที่มีมนุษยธรรม และยั่งยืนให้กลายเป็นมาตรฐานของโลก ไม่ใช่เพียงข้อยกเว้นอีกต่อไป องค์กรจะติดตามความคืบหน้า เดินหน้าแคมเปญ ผลักดันนโยบาย และลงมืออย่างต่อเนื่อง จะไม่หยุดจนกว่าแม่ไก่จะเป็นอิสระจากกรง

    แม้จะเล็กและดูธรรมดา แต่ “ไข่ไก่” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์สะท้อนบทบาทของไทยในขบวนการระดับภูมิภาคและระดับโลกที่มุ่งสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืนและมีจริยธรรมมากขึ้น




บทความโดย : ศนีกานต์ รศมนตรี กรรมการผู้จัดการ Sinergia Animal Thailand




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : SME เป็นกุญแจสู่อนาคตดิจิทัล

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ในรูปแบบ e-magazine