ปรับพอร์ตให้พร้อมรับมือตลาดหมี ถึงเวลามาจริง พอร์ตต้องรอด กำไรต้องโต - Forbes Thailand

ปรับพอร์ตให้พร้อมรับมือตลาดหมี ถึงเวลามาจริง พอร์ตต้องรอด กำไรต้องโต

FORBES THAILAND / ADMIN
07 Nov 2022 | 03:10 PM
READ 5165

ช่วงนี้โลกเราพอจะมีข่าวดีเข้ามาเยียวยาจิตใจกันได้บ้างในช่วงโค้งท้ายปีที่เหลือ 2 เดือนนี้ หลังจากที่เศรษฐกิจโลกและตลาดการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกล้วนผันผวนไปตามกระแสข่าวร้ายที่ถาโถมตลอดทั้งปี โดยเฉพาะตลาดหุ้นตกอยู่ในภาวะตลาดหมีที่ยาวนาน


    ตั้งแต่ต้นปีมา มีสารพัดปัญหาที่ลากยาวมาจนถึงวันนี้ ไม่ว่าปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กระทบหนักต่อราคาน้ำมันพุ่งติดจรวด และนำมาสู่ภาวะเงินเฟ้อเร่งตัวพุ่งขึ้น สร้างปัญหาเงินเฟ้อสูงท่วมโลก กดดันมาสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยพุ่งแรง ท่ามกลางเศรษฐกิจหลายๆ ประเทศที่เพิ่งฟื้นตัวหลังโควิด-19

    โลกเพิ่งจะมีข่าวดีก็เมื่อไม่นานมานี้เอง นั่นก็คือ ตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ประจำไตรมาส 3 ปีที่หลายประเทศประกาศออกมาได้ดีเกินคาด สวนทางกับตลาดหุ้นที่ร่วงหนักมาตลอดทั้งปี จากความแปรปรวนของอารมณ์ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ

GDP สหรัฐฯ พลิกโต หุ้นเทคผลงานสวย ถึงเวลาเฟ้นหุ้นดี-ราคาถูกในตลาดหมี


    ที่แน่นอนกว่า คือ ตัวเลข GDP สามารถบอกทิศทางการเติบโตของแต่ละประเทศได้อย่างชัดเจนที่สุด ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต่างให้น้ำหนักในการตัดสินใจลงทุนตลาดหุ้นประเทศต่างๆ

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนนี้ยักษ์ใหญ่ของโลก "เศรษฐกิจสหรัฐฯ" ก็กลับมาขยายตัวอีกครั้ง จากตัวเลข GDP ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา พลิกกลับมาเป็นบวกที่ 2.6% เป็นการขยายตัวที่สูงกว่าคาดการณ์ที่ 2.3% ด้วยหลังจากที่หดตัวมา 2 ไตรมาสติดต่อกัน (ไตรมาสแรก 2565 ติดลบ 1.6% และไตรมาสที่สอง ติดลบ 0.6% นำมาสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค)

    นั่นก็เพราะว่า ในไตรมาส 3 ตัวเลขการส่งออก การบริโภคภายในประเทศ รวมถึงการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชนของสหรัฐฯ ล้วนขยายตัวทั้งหมด ตัวเลข GDP สหรัฐฯ ที่พลิกเป็นบวกได้ในไตรมาส 3 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังสามารถประคองตัวไปกับผลกระทบจากเทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้น


    หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแรงในปีนี้เป็นจำนวน 6 ครั้ง (รวมผลประชุมเมื่อวันที่ 1-2 พฤศจิกายน 2565) จากเมื่อต้นปีนี้ที่อยู่ระดับ 0.00-0.25% สู่ระดับ 3.75- 4% ในปัจจุบัน (เขียนอัพเดตล่วงหน้าไว้ แต่ต้องรอผลคืนวันที่ 2 นะคะ)

    แต่นักวิเคราะห์หลายสำนักก็ยังมีความกังวลว่า สหรัฐฯ อาจหนีจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2566 ไม่พ้นอยู่ดี แต่อาจเป็นภาวะถดถอยที่ไม่รุนแรงมากนัก หรือที่เรียกว่า Mild Recession เพราะจริงๆ ผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ก็ยังคงอยู่ แต่หากสหรัฐฯ สามารถรักษาทิศทางการเติบโตนี้ต่อไปเรื่อยๆ ทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2565 จนถึงปีหน้า 2566 ก็อาจค่อยๆ รีบาวด์กลับมาสดใสมากกว่าปีนี้

    เมื่อดูผลตอบแทนตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดือนตุลาคม S&P 500 +7.99% Dow Jones +13.95% และ NASDAQ +3.90% (ข้อมูลจาก S&P Capital IQ ระหว่างวันที่ 1-31 ตุลาคม 2565) ต่างดีดตัวรับข่าวดีทั้งตัวเลข GDP สหรัฐฯ ในไตรมาส 3 ที่ขยายตัว 2.6% เมื่อปรับเป็นอัตราต่อปี


    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในเดือนกันยายน 2565 เมื่อวัดจาก Core PCE ก็อยู่ที่ 5.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ต่ำกว่าคาดที่ 5.2% YoY และที่สำคัญ หุ้นเทคโนโลยีหลายตัวหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ฟื้นตัวแรงหลังผลประกอบการไตรมาส 3 ประกาศออกมาดีเกินคาด

    ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรง โดย S&P 500 -18.76% DJIA -9.92% NASDAQ -29.77% (ข้อมูลตั้งแต่ต้นปี ถึง 30 ตุลาคม 2565) หากภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตได้ต่อเนื่องในปีหน้าตามที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ การเลือกลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ที่ราคาถูก ธุรกิจมีอนาคตเติบโต ผมว่ายังไม่น่าจะสายเกินไปนะครับ



เศรษฐกิจจีนโตแรงเกินคาด ตลาดหุ้นรอสัญญาณบวกรับผู้นำ "สี" สมัย 3


    อีกประเทศที่ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ "เศรษฐกิจจีน" ยักษ์อันดับสองของโลกที่ถูกจับจ้องมากเป็นพิเศษ เพราะมาตรการ Zero Covid ที่ส่งผลกระทบต่อทั่วโลก แต่จีนก็แก้เกมด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบผ่าน Reverse Repo อย่างต่อเนื่อง และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ในช่วงต้น-กลางปี 2565


    ขณะที่ ตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ปีนี้ สามารถขยายตัวได้ 3.9% YoY สูงกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เช่นกัน หลังจากที่ไตรมาสแรกเติบโตสูง 4.8% แต่ไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 0.4% จากผลกระทบมาตรการ Zero Covid

    โดยตัวเลขดัชนีบ่งชี้ทางเศรษฐกิจหลายตัวมีความน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นยอดการผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดค้าปลีกที่ขยายตัว โดยเฉพาะการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน แม้จะเหลือเวลาโค้งท้ายปีอีกไม่กี่เดือน รัฐบาลจีนก็ยังคงเป้าหมาย GDP ปีนี้ที่ระดับ 5.5% พร้อมกับทุ่มสุดตัวด้วยการอัดฉีดเงินอีก 238,000 ล้านหยวนเข้าระบบผ่าน Reverse Repo อย่างต่อเนื่อง


    จนทำให้เม็ดเงินอัดฉีดสุทธิอยู่ที่ 744,000 ล้านหยวน ซึ่งจะช่วยเพิ่มเงินทุนในการลงทุนโครงการต่างๆ เช่น โครงการที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และช่วยให้เศรษฐกิจจีนในไตรมาสที่ 4 พลิกฟื้นตัวได้ดีขึ้น และพร้อมปักธงก้าวเข้าปี 2566 อย่างแข็งแกร่ง

    ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวนั้น ฝั่งตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงกลับร่วงแรง มีความเป็นไปได้ว่า เกิดขึ้นจากการที่ "สี จิ้นผิง" (Xi Jinping) ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 3 ซึ่งการขึ้นมาเป็นผู้นำจีนสมัยที่ 3 สร้างความกังวลให้กับนานาชาติเกี่ยวกับสัญญาฮ่องกงที่จีนครอบครองเอาไว้

    เพราะมีโอกาสที่จีนจะรวมเกาะฮ่องกงเป็นหนึ่งเดียวกับจีนตามนโยบาย One China ที่จีนตอกย้ำอยู่เสมอ ข่าวลือนี้กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ดัชนีตลาดหุ้นฮ่องกง Hang Seng (HSI) ปรับตัวลงไปถึง -6.36% ในวันที่ 24 ตุลาคม 2565 และยังส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นจีนด้วย

    แต่รัฐบาลจีนยังไม่ได้แสดงท่าทีเรื่องนโยบายเศรษฐกิจหลังจากนี้แต่อย่างใด การปรับตัวลงของตลาดหุ้นฮ่องกงและจีนเกิดขึ้นจากข่าวลือเท่านั้น เขตปกครองพิเศษฮ่องกงถือเป็นหน้าด่านเศรษฐกิจที่จีนใช้ค้าขายกับนานาประเทศมานาน และจีนคงไม่ทุบหม้อข้าวตัวเองอย่างแน่นอน

    นอกจากนี้ ผู้นำจีน "สี จิ้นผิง" ยังให้ความสำคัญเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชากร และการพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงมากที่สุด ในวันกล่าวสุนทรพจน์ก็ประกาศนำจีนผงาดขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลก ด้วยการเน้นพัฒนาเศรษฐกิจจีนเป็นอันดับแรก มีการเติบโตอย่างมีคุณภาพและพัฒนาเศรษฐกิจด้วยกลยุทธ์แบบ Dual-Circulation รวมทั้งให้ความสำคัญการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีให้ได้มากที่สุด ล้วนเป็นสัญญาณบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในระยะยาว

    แม้ว่า วันนี้จีนยังมีโจทย์ซับซ้อนที่ต้องแก้ไขไม่ว่าจะเป็นปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เรื้อรัง และเสี่ยงต่อการลุกลามในภาคสถาบันการเงิน ที่กดทับตลาดหุ้นจีนฟื้นตัวยาก หลังจากที่ปีนี้เป็นปีที่สองของดัชนี CSI300 ที่ปรับตัวร่วงแรงกว่า -28.98.% ตั้งแต่ 1 มกราคม - 31 ตุลาคม ขณะที่รัฐบาลจีนกำลังพยายามเร่งสะสางปัญหาอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและไม่ให้กระทบต่อภาคเศรษฐกิจในประเทศอย่างรุนแรงเกินไป


ข่าวดีรออยู่ เวียดนามเศรษฐกิจโตติดจรวด สวนทางตลาดหุ้นถูกถล่ม


    อีกตลาดหุ้นที่ร่วงแรงสวนทางการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก็คือ "เวียดนาม" เพราะล่าสุด ธนาคาร HSBC ได้ออกมาปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ของเวียดนาม ในปีนี้เป็น 7.6% จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมไปถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตที่ชัดเจนขึ้น หลังจากที่ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ปีนี้ออกมาสูงถึง 13.67% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้ภาพรวมการขยายตัวทางเศรษฐกิจช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา เติบโต 8.83% สูงที่สุดในรอบ 11 ปี

    แน่นอนว่า ปีนี้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากปี 2564 ที่ได้รับจากผลกระทบจากมาตรการควบคุมโควิดที่เข้มงวดในช่วงเวลานั้นทำให้ต้องมีการปิดโรงงานการผลิตต่างๆ

ตอนนี้เวียดนามเป็นประเทศที่สถาบันการเงินระดับโลกมีมุมมองเป็นบวก ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกผันผวน ยังมีเม็ดเงินการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวต่อเนื่อง และนั่นทำให้ "เวียดนามเนื้อหอม" อยู่เสมอ

    แต่ปีนี้ ตลาดหุ้นเวียดนามถูกถล่มหนักด้วยข่าวร้ายต่างๆ จนกลบข่าวดีที่เป็นปัจจัยพื้นฐานการลงทุนไปหมด จนดัชนี VN Index ไหลรูดลงกว่า -31.39% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

มองข้ามชอตปีหน้า หวังเศรษฐกิจเติบโตสดใส ตลาดหุ้นไทยไปต่อ


    มาดูเศรษฐกิจไทยที่สดใสกับตลาดหุ้นไทยกันบ้าง เพราะปีนี้เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนมาก ล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาปรับเพิ่มประมาณการณ์ GDP ปี 2565 ของไทย เร่งตัวขึ้น 3.4% จากการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศและภาคท่องเที่ยว โดยช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามากว่า 5.7 ล้านคนแล้ว


    ขณะที่ปีนี้ทั้งปีคาดมีนักท่องเที่ยวเข้ามาราว 10.2 ล้านคน และคาดการณ์ปี 2566 ขยายตัวดีต่อเนื่องที่ระดับ 3.8% เนื่องจากการฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคท่องเที่ยวและสถานการณ์เงินเฟ้อสูงน่าจะเริ่มคลี่คลายลง

    นักวิเคราะห์หลายสำนักออกมาฟันธงว่า ตลาดหุ้นไทยไปต่อ ขานรับเศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่อง โดยมองข้ามชอตไปปีหน้า 2566 ดัชนี SET จะทะยานสู่ 1,750-1,800 จุด ภายใต้คาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยจะเติบโตขึ้น 10% แม้ว่าปีนี้มีปัจจัยเสี่ยงที่ฉุดรั้งดัชนี จากภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยสูง และเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า แต่แรงกดดันน่าจะน้อยลงแล้ว อีกทั้งมีแนวโน้มกระแสเงินลงทุนจากต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยมากขึ้นด้วย

    ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้ SET ปรับตัวลดลงจากสิ้นปี 2564 ปิดตลาดที่ระดับ 1,657.62 จุด มาสู่ระดับ 1,608.76 จุด ลดลงราว 49 จุดหรือ 2.9%(YTD) หลังจากที่ปี 2564 ตลาดหุ้นไทยดีดตัวขึ้นแรงกว่า 14%

กลยุทธปรับพอร์ต "เอาตัวรอด" ในช่วงตลาดหมี


    สำหรับการปรับตัวของตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้นเวียดนามที่ต่างก็ร่วงแรงนั้น สาเหตุหลักไม่ได้เกิดขึ้นเพราะปัจจัยพื้นฐานของบริษัทหรือเศรษฐกิจที่แย่ลงเลย แต่กลับเป็นเพราะปัญหาทางการเมือง ผลตอบแทนของเงินฝากที่พุ่งขึ้นจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยแรงและเร็ว รวมถึงคดีทุจริตต่างๆ ของผู้บริหารบางบริษัทในเวียดนาม ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามมีการยกระดับมาตรฐานที่ดีขึ้นกว่าอดีตด้วยซ้ำ ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้กระทบกับพื้นฐานทางธุรกิจแต่อย่างใด

    เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่ดีของนักลงทุนระยะยาว และเป็นโอกาสลงทุนที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง โดยเฉพาะในตลาดหุ้นเวียดนามที่เป็นขาขึ้นติดต่อกันมาหลายปี เศรษฐกิจเวียดนามกำลังเติบโตเร่งขึ้น บริษัทต่างๆ ในตลาดหุ้นเวียดนามก็มีโอกาสที่ผลประกอบการจะเติบโตได้ดีตามไปด้วย

    นักลงทุนชั้นแนวหน้าของไทยหลายท่านเคยสอนเอาไว้ว่า "กำไรคือเจ้ามือที่แท้จริง" วันนี้เราเห็นตัวอย่างจริงจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ แล้ว การถือ "หุ้นที่พื้นฐานดี ธุรกิจยังเติบโต ราคาเหมาะสม" ถือเป็นกลยุทธที่ใช้ได้ผลอยู่ตลอดเวลา เพราะเมื่อบริษัทประกาศผลประกอบการออกมา


    ปัจจัยพื้นฐานดี ความจริงเป็นที่ประจักษ์ นักลงทุนก็จะกลับเข้ามาไล่ซื้อหุ้นที่คุณเป็นเจ้าของเอาไว้เอง ซึ่งผมแนะนำใครที่อยากหาหุ้นดีๆ เพื่อลงทุน สามารถเข้าไปส่องดูใน Jitta.com ได้ครับ เลือกที่ Jitta Ranking อันดับต้นๆ ได้เลย หรืออยากลงทุนแบบ Thematic ในธุรกิจที่เป็นกลุ่มหรือรายประเทศก็สามารถหาข้อมูลจาก Jitta Wealth ครับ

    ผมอยากบอกนักลงทุนทุกคนว่า ชีวิตการลงทุนไม่ได้มีแค่ปีเดียว หากถอยออกมามองระยะยาวบ้าง การฝึกปรือตัวเองให้ควบคุมสติได้ ไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ตลาดหรือข่าวร้ายต่างๆ การมีแนวทางการลงทุนที่ใช้ได้ผลและคุณสามารถทำซ้ำได้เรื่อยๆ ตัวเลขพอร์ตลงทุนในระยะยาว ก็อาจดีกว่าการ "เร่งโต" ในระยะสั้นๆ แน่นอนครับ

    ก่อนอื่นคุณต้องทำใจรับว่า "การขาดทุน" เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุน ที่นักลงทุนทุกคนต้องได้ลิ้มลองรสชาติความขมเช่นนี้ ซึ่งในชีวิตเราอาจเกิดขึ้นได้หลายครั้ง แต่หากคุณปรับตัวปรับใจให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ก็จะช่วยให้คุณลงทุนอย่างเข้าใจและสบายใจมากขึ้น

    ขอแค่คุณแน่วแน่ ยึดในหลักการลงทุนระยะยาว เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ และถือต่อไปในระยะยาวเพื่อให้สินทรัพย์ของคุณมีโอกาสแสดงศักยภาพตัวเองออกมา รับรองว่าผลตอบแทนไม่หนีไปไหนแน่นอน


บทความโดย
โดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์
CEO Jitta Wealth

TAGGED ON