ราคาทองคำไตรมาส 4 โอกาสลงมากกว่าขึ้น - Forbes Thailand

ราคาทองคำไตรมาส 4 โอกาสลงมากกว่าขึ้น

FORBES THAILAND / ADMIN
19 Nov 2014 | 11:08 AM
READ 1869

ราคาทองคำในไตรมาส 4  มีแนวโน้มขาลงมากกว่าขาขึ้น โดยมีปัจจัย ได้แก่ นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ และธนาคารกลางยุโรป  ความต้องการทองจากจีนและอินเดีย  แรงซื้อขายของกองทุนอีทีเอฟทองคำ รวมทั้งความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในยูเครนและตะวันออกกลาง

ปีนี้ทองคำกลับมาให้ผลตอบแทนเป็นบวกอีกครั้ง หลังจากปีที่แล้วราคาทองคำในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐลดลง 28% แรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยช่วยพยุงราคาไว้จากสถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในยูเครนและตะวันออกกลาง ทำให้มีความต้องการทองคำถือทองเพื่อกระจายความเสี่ยงจากพอร์ตของนักลงทุนสถาบัน สะท้อนให้เห็นจากแรงเทขายทองคำจากกองทุนอีทีเอฟทองคำในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ที่ลดลงเหลือเพียง 42 ตัน เทียบกับครึ่งปีแรกของปีที่แล้วที่มีแรงเทขายอย่างหนักถึง 580 ตัน

อย่างไรก็ดีราคาทองคำถูกกดดันจากเงินดอลลาร์ในไตรมาส 3 ที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องมาจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาแข็งแกร่ง บางตัวออกมาสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตในปี 2551 ด้วยซ้ำ และความวิตกกังวลในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ทั้งนี้เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวในลักษณะ V shape โดย ในไตรมาส 2 ขยายตัว 4.2% หลังจากที่หดตัวลง 2.1% ในไตรมาส 1 ขณะที่ไตรมาส 2 เศรษฐกิจยูโรโซนไม่ขยายตัวและเศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวลง 1.7% ทำให้เงินดอลลาร์เทียบกับเงินยูโรและเงินเยนแข็งค่าขึ้น

แนวโน้มราคาทองคำในไตรมาส 4  ขึ้นอยู่กับนโยบายการเงินของธนาคารกลาง (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป  (อีซีบี) ความต้องการทองรูปพรรณและทองแท่งจากจีนและอินเดีย  แรงซื้อขายของกองทุนอีทีเอฟทองคำ รวมทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในยูเครนและตะวันออกกลาง

นโยบายการเงินของเฟดและอีซีบี  มีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายที่แตกต่างกันคนละขั้ว แต่จะมีผลลัพธ์เหมือนกันคือเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินยูโรแข็งค่าขึ้นที่จะเป็นปัจจัยกดดันต่อราคาทองคำ จากเศรษฐกิจสหรัฐที่มีแข็งแกร่งขึ้นทำให้เฟดเริ่มคุมเข้มนโยบายการเงินไม่ว่าจะเป็นการถอนมาตรการคิวอี ที่จะสิ้นสุดในเดือนตุลาคมนี้ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกหลังจากที่ตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำยาวนาน 6 ปีนับตั้งแต่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยประมาณกลางปีหน้า ขณะที่ อีซีบี มีนโยบายการเงินที่มีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้นโดยมีเป้าหมายที่จะกดให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาเงินฝืด ไม่ว่าจะเป็นนโยบายดอกเบี้ย มาตรการ LTRO รวมไปถึงอาจใช้มาตรการ QE ในอนาคต โดยอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนลดลงอย่างต่อเนื่องและต่ำสุดในรอบ 5 ปี ส่วนเศรษฐกิจของยูโรโซนถึงแม้ว่าหลุดจากภาวะถดถอยตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปีที่แล้ว แต่ชะลอตัวลงในปีนี้เนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤตยูเครน

แรงซื้อขายทองจากอินเดีย จีน และกองทุนอีทีเอฟทองคำ แรงขับเคลื่อนความต้องการทองคำมาจากอินเดียและจีนที่เป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่รวมกันเกินกว่าครึ่งของความต้องการทั่วโลก อินเดียดูเหมือนมีปัจจัยสนับสนุนให้ความต้องการแข็งแกร่งกว่าจีนในไตรมาส 4 ในปีนี้คนอินเดียได้ซื้อทองถูกกว่าปีที่แล้ว และเศรษฐกิจของอินเดียที่มีแนวโน้มฟื้นตัวหลังได้รัฐบาลใหม่ที่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจน่าจะปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นแรงซื้อได้ รวมทั้งเทศกาลดิวาลี (เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง จับจ่าย และมอบของขวัญเป็นเวลา 5 วัน ปีนี้เริ่มวันที่ 23 ตุลาคม) จะช่วยกระตุ้นแรงซื้อด้วย

ราคาทองในอินเดียที่ถูกลงมาจาก 3 ประเด็น คือ ราคาทองตลาดโลกที่ลดลง ค่าเงินรูปีที่กลับมาแข็งค่าขึ้น และค่าพรีเมี่ยมที่ลดลงอย่างมาก ถึงแม้รัฐบาลอินเดียยังไม่มีการปรับลดภาษีนำเข้าทองคำ แต่ยังมีความหวังอยู่เพราะอัตราภาษีนำเข้าที่สูง 10% ในปีที่แล้ว ทำให้มีการลักลอบนำเข้าทองคำผิดกฎหมายในปริมาณมาก ซึ่งทางสภาทองคำโลกประเมินว่ามีราว 200 ตัน หรือราว 1 ใน 5 ของความต้องการทองคำรวม ขณะที่แนวโน้มความต้องการจากจีนในไตรมาส 4 คาดว่าจะไม่แข็งแกร่งมากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากที่รัฐบาลจีนมีแนวนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ รวมทั้งนโยบายปราบปรามคอรัปชั่นทำให้การซื้อทองเพื่อเป็นของขวัญในการติดสินบนลดลง

สำหรับความต้องการทองแท่งเพื่อการลงทุนของจีนคาดยังคงเบาบาง เนื่องจากแนวโน้มราคาทองคำในปีนี้มีทิศทางไม่ชัดเจนและแกว่งตัวในกรอบแคบทำให้นักลงทุนทำกำไรได้ค่อนข้างยาก ส่วนกองทุนอีทีเอฟทองคำที่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของนักลงทุนสถาบันชาติตะวันตกมีแรงเทขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ นับว่าช่วยพยุงราคาทองคำได้ อย่างไรก็ดีนักลงทุนสถาบันและเฮดจ์ฟันด์ยังมีมุมมองต่อราคาทองคำในเชิงลบ ดังนั้นในไตรมาส 4 คาดการณ์จะยังไม่เห็นแรงซื้อที่มีกลับเข้ามาอย่างชัดเจน

การส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาสนี้ก่อนที่จะมีการปรับขึ้นจริงในช่วงกลางปีหน้า น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อราคาทองคำไตรมาส 4  ส่วนสถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในยูเครนและตะวันออกกลางเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำมีความผันผวน โดยจะทำให้มีแรงซื้อกลับเข้ามาเป็นระยะในช่วงที่มีข่าวเหตุการณ์รุนแรง ราคาทองคำอาจถูกแรงเทขายในระยะสั้นในช่วงที่เฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนที่ราคาจะเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้

คาดการณ์ว่าจุดต่ำสุดของราคาทองคำจะอยู่ที่บริเวณ 1,240-1,250 ดอลลาร์/ออนซ์เป็นระดับที่น่าสนใจในการเข้าซื้อ ซึ่งถือว่าราคาทองคำมี downside risk ต่ำ ขณะที่จุดสูงสุดไตรมาส 4 คาดจะอยู่ที่ 1,350-1,360 ดอลลาร์/ออนซ์


ธนรัชต์ พสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด