"มาตรการที่อยู่อาศัย" ข้อใดที่ผู้บริโภคไทยต้องการจากภาครัฐมากที่สุด? - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Commentaries
  • Insights >
  • “มาตรการที่อยู่อาศัย” ข้อใดที่ผู้บริโภคไทยต้องการจากภาครัฐมากที่สุด?

“มาตรการที่อยู่อาศัย” ข้อใดที่ผู้บริโภคไทยต้องการจากภาครัฐมากที่สุด?

แม้จะมีโปรโมชัน ส่วนลด ของแถม จากผู้พัฒนาโครงการมากระตุ้นการตัดสินใจ แต่ผู้ที่กำลังวางแผนซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงนี้ ที่ยังชะลอการตัดสินใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรอมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ เข้ามาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ในช่วงที่เศรษฐกิจยังชะลอตัวจากโควิด-19 แล้ว “มาตรการที่อยู่อาศัย” ข้อใดตอบโจทย์ผู้บริโภคมากที่สุด

จากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อสภาพตลาดที่อยู่อาศัย DDproperty’s Thailand Consumer Sentiment Study รอบล่าสุด ซึ่งมีผู้ร่วมทำแบบสำรวจฯ 1,000 คน ประกอบด้วย กลุ่มเจ้าของที่อยู่อาศัย กลุ่มนักลงทุน กลุ่มผู้เช่า รวมถึงกลุ่มที่พักอาศัยอยู่กับครอบครัว

หนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจในแบบสำรวจฯ ดังกล่าว มีที่เกี่ยวข้องกับมาตรการด้านที่อยู่อาศัยที่คาดหวังจากภาครัฐ พบว่า 3 อันดับแรก ผู้บริโภคคาดหวังให้ภาครัฐลดดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อบ้านใหม่และบ้านที่กำลังผ่อนอยู่ ลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรก และขยายเวลาการชำระสินเชื่อให้นานขึ้นมากที่สุด โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • 58% ต้องการให้ลดดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อบ้านใหม่และบ้านที่กำลังผ่อนอยู่ เพิ่มขึ้นจากการสำรวจฯ รอบก่อนที่อยู่ที่ 46%
  • 52% ต้องการให้ลดดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเพิ่ม ลดลงจากการสำรวจฯ รอบก่อนที่อยู่ที่ 79%
  • 45% ต้องการให้ลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรก เพิ่มขึ้นจากการสำรวจฯ รอบก่อนที่อยู่ที่ 30%

3 มาตรการเด่นภาครัฐ ช่วยคนซื้อบ้านปี 64

สอดคล้องกับมาตรการรัฐที่ออกมาในปี 2564 ไม่ว่าจะเป็นการคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยให้อัตราดอกเบี้ยบ้านอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะเอื้อต่อการซื้อที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น

ทางมาตรการด้านภาษี สำหรับบ้าน-คอนโด ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท รัฐบาลได้ต่อเวลาลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ จากอัตราปกติ 2.00% เหลือ 0.01% และลดค่าจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ จากอัตราปกติ 1.00% เหลือ 0.01% นั่นหมายความว่า

จากเดิมซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ จากปกติต้องจ่าย 2% เป็นเงิน 60,000 บาท เมื่อลดเหลือ 0.01% จะจ่ายเพียง 300 บาท ค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ จากปกติต้องจ่าย 1% เป็นเงิน 30,000 บาท เมื่อลดเหลือ 0.01% จะจ่ายเพียง 300 บาท รวมแล้วจากที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองสำหรับบ้านราคา 3 ล้านบาท จากเดิมเป็นเงิน 90,000 บาท จะเหลือเพียง 600 บาทเท่านั้น

จะเห็นได้ว่าช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัยได้อย่างมาก ถือเป็นการเร่งการตัดสินใจของผู้บริโภคที่มีความพร้อม โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์-31 ธันวาคม 2564

ส่วนการขยายเวลาการชำระสินเชื่อให้นานขึ้นมากที่สุด ปัจจุบันธนาคารและสถาบันการเงินต่างมีมาตรการช่วยเหลือทั้งขยายเวลา พักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ยให้แก่ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นับตั้งแต่มีการระบาดรอบแรก ต่อเนื่องมาจนถึงการระบาดในระลอกใหม่นี้

 

 

ลดดอกเบี้ยบ้าน-พักจ่ายผ่อนดาวน์ จูงใจผู้บริโภคได้ลดลง

ผลการสำรวจฯ ยังได้แสดงให้เห็นอีกว่า เปอร์เซ็นต์ที่ผู้บริโภคต้องการให้ลดดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเพิ่ม ลดลงจากการสำรวจฯ รอบก่อนที่อยู่ที่ 79% มาอยู่ที่ 52% เพราะธนาคารและสถาบันการเงินมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยบ้าน-คอนโดฯ อยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคก็ยังคงต้องการความช่วยเหลือด้านนี้มาเป็นอันดับ 2 รองจากลดดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อบ้านใหม่และบ้านที่กำลังผ่อนอยู่

นอกจากนี้ในส่วนของการลดการชำระเงินดาวน์ ลดลงจากการสำรวจฯ รอบก่อนที่อยู่ที่ 34% มาอยู่ที่ 26% เนื่องจากปัจจุบันทางผู้พัฒนาโครงการหลายเจ้ามีการให้ความช่วยเหลือทางด้านนี้อยู่แล้วในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมา โดยสามารถจะยื่นความจำนงขอพักชำระเงินดาวน์ได้  3-6 เดือน ตามเงื่อนไขของแต่ละโครงการ

 

คนแต่ละกลุ่ม แต่ละช่วงวัย พอใจกับมาตรการรัฐแตกต่างกัน

ถ้าหากจำแนกตามกลุ่ม 62% ของกลุ่มที่ยังพักอาศัยอยู่กับครอบครัว ต้องการให้ลดดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อบ้านใหม่และบ้านที่กำลังผ่อนอยู่สูงที่สุด เนื่องจากกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่อาจกำลังวางแผนที่จะมีบ้านหลังแรกเป็นของตัวเองในอนาคต

สวนทางกับกลุ่มนักลงทุนที่มองว่าไม่ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้มากนัก แต่จะคาดหวังกับให้ลดดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเพิ่มสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ เพราะน่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้มากกว่า อยู่ที่ 66% เช่นเดียวกับกลุ่มเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ (Land lords) กลุ่มเจ้าของที่อยู่อาศัย (Home Owner) อยู่ที่ 62% และ 57% ตามลำดับ

ขณะที่กลุ่มที่พักอาศัยอยู่กับครอบครัว และกลุ่มผู้เช่า คาดหวังมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรกสูงสุดอยู่ที่ 59%  และ 53% ตามลำดับ เพราะถ้าหากอยากมีที่อยู่อาศัยของตัวเอง ซื้อบ้าน-คอนโด หลังแรก ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท จะได้รับประโยชน์มากกว่า สามารถลดค่าใช้จ่ายได้จำนวนไม่น้อย

เมื่อจำแนกแต่ละวัย วัยกลางคน ช่วงอายุ 40-49 ปี และวัยทำงาน 30-39 ปี คาดหวังมาตรการลดดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อบ้านใหม่และบ้านที่กำลังผ่อนมากที่สุด อยู่ที่ 66% และ 60% ตามลำดับ เพราะนอกจากจะเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยย่นระยะเวลาการผ่อนชำระให้สั้นลงได้อีกด้วย

ต่างจากวัยเริ่มต้นทำงาน อายุ 22-29 ปี ที่คาดหวังมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรก และลดชำระเงินดาวน์ในช่วงนี้มากที่สุด อยู่ที่ 54% และ 32% ตามลำดับ เนื่องจากเป็นวัยเพิ่งเริ่มวางแผนซื้อบ้าน-คอนโด และยังเหลือระยะเวลาการผ่อนที่ยาวนานกว่า

ส่วนวัยใกล้เกษียณ อายุ 50-59 ปี และผู้สูงวัย 60 ปีขึ้นไป คาดหวังมาตรการลดดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเพิ่มมากที่สุดอยู่ที่ 52% และ 57% ตามลำดับ เพื่อนำเงินที่เหลือโปะบ้าน-คอนโดให้หมดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาตรการด้านที่อยู่อาศัยจากภาครัฐ เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในยุคนี้ ซึ่งนอกจากจะช่วยเอื้อต่อการซื้อบ้านใหม่แล้ว ยังเอื้อต่อผู้ที่ซื้อบ้านแล้ว และกำลังผ่อนอยู่ด้วย

DDproperty.com เว็บไซต์มาร์เก็ตเพลสด้านอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ที่รวบรวม ทิปส์ในการซื้อขายอสังหาฯ และรีวิวโครงการใหม่ ทั้งไทยและอังกฤษ ไว้กว่า 10,000 บทความ

 

BACK TO TOP