6 คำถามที่ทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นเหมือนการทำธุรกิจ (ตอน 2) - Forbes Thailand
X

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Commentaries
  • Investment Outlook >
  • 6 คำถามที่ทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นเหมือนการทำธุรกิจ (ตอน 2)

6 คำถามที่ทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นเหมือนการทำธุรกิจ (ตอน 2)

ปุณยวีร์ จันทรขจร

ต่อเนื่องจากรอบที่แล้วที่เขียนค้างไว้ครับ กับ 6 คำถามที่ทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นเหมือนการทำธุรกิจ รอบที่แล้วเราคุยกันไปสามข้อแล้วว่า เราต้องเข้าใจสินค้าที่เราเทรดอยู่ ต้องเข้าใจที่มาของกำไรและวัดความผันผวนของมันให้ได้ และที่สำคัญต้นทุนเป็นสิ่งที่ต้อง Focus อย่างมากที่สุด วันนี้เรามาต่อกันสามข้อที่เหลือ ที่น่าจะช่วยให้เราได้ “รวย” ไม่แพ้คนทำธุรกิจครับ 

4. รู้จักการใช้เครื่องมือในการ Leverage 

วันนี้เครื่องมือในการเอื้อประโยชน์ในการทำกำไรในตลาดหุ้นที่มีให้เรามีไม่น้อยนะครับ สำหรับคนทำธุรกิจเอง การ Leverage หรือการใช้คานงัดโดยทั่วไปก็คือการกู้แบงก์ Advance ขึ้นมาอีกนิดก็ใช้พลังของตลาดทุนระดมทุน IPO สร้าง Wealth ให้กับตัวเองได้เริ่มเป็นร้อยเท่าในชั่วข้ามคืน

สำหรับเทรดเดอร์เองนอกจากการซื้อหุ้นถือยาวๆไปกับกิจการแล้ว ยังมีสินค้าที่มี Leverage เป็นตัวช่วยให้เราทั้ง Future และ Options ซึ่งโดยหลักการในเบื้องต้นสินค้าเหล่านี้จะให้ “อำนาจซื้อ” เรามากขึ้นประมาณ “สิบเท่าตัว” แน่นอนว่าถ้าถูกทาง มันเหมือนการเอาเงินล้านไปงัดเงินสิบล้าน แต่ถ้าผิดทางความเสียหายมันก็เป็นเท่าทวีคูณเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ผมว่านี่คือโอกาสชั้นดีในการสร้าง Wealth ได้อย่างนึงในฐานะเทรดเดอร์ อารมณ์คล้ายกับการเห็นที่ดินผืนงามที่จะมีถนนตัดผ่านในอีกหกเดือนและราคาน่าขึ้นแน่นอน ถ้าเงินคุณมีไม่พอจำเป็นต้องกู้แบงก์และแบงก์ไม่ให้ผ่านคุณก็ต้องปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไป แต่ในตลาดหุ้น มันมีเครื่องมือนี้อำนวยความสะดวกให้เราตลอดเวลา อยู่ที่ว่าเราจะใช้มันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน

5. เข้าใจความได้เปรียบของรายย่อย

เจอหัวข้อนี้เข้าไปอาจจะมึนๆ นะครับ เพราะรู้สึกว่ารายย่อยจะได้เปรียบยังไง ฐานทุนก็น้อยกว่า เครื่องมือก็น้อยกว่า ตกเป็นเหยื่อในสนามนี้ได้มากกว่าจะเป็นผู้ล่า แต่ลองมาคิดดีๆ นะครับ การเป็นรายย่อยเองมันทำให้เราได้เปรียบอย่างน้อยสองเรื่อง หนึ่ง “เวลา” และสอง “ผลลัพธ์”

เรื่องเวลาหลายคนมองข้ามไปครับ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญมาก ลองนึกถึงนักกีฬามืออาชีพที่เฝ้าฝึกซ้อมมาเป็นปี มาถึงวันแข่งปรากฏว่าท้องเสียจะขอเลื่อนการแข่งไปก็ไม่ได้ คนดูก็ไม่สนว่าคุณจะมาสภาพไหน แต่วันนี้วันแข่งคุณก็ต้องลงแข่ง และในวันที่สภาพร่างกายกับจิตใจไม่พร้อม ผลจะออกมาดีได้ยังไงจริงมั้ยครับ

ใช่แล้ว ! ผมกำลังโยงมาถึงประโยชน์ของความเป็นรายย่อยคือ คุณไม่โดนเวลามาบีบบังคับ ว่าวันนี้ต้องซื้อต้องขาย วันนี้ต้องลงทุน วันไหนคุณไม่พร้อม งานยุ่งอารมณ์ไม่ดี หรือช่วงไหนติดงานยาวๆคุณสามารถพักการเทรดได้เลย จังหวะไหนรู้สึกเฮ้ยไม่ใช่หน้าเทรดเราแฮะ ก็รอต่อไป ไม่จำเป็นต้องลงสนามครับ

และโยงมาถึงเรื่องที่สองคือ “ผลลัพธ์” เพราะในฐานะรายย่อยคุณไม่จำเป็นต้องเร่งผลตอบแทนให้สูงมากๆ ไม่จำเป็นต้องทำ NAV ปิดไตรมาสเหมือนกองทุน ไม่ต้องเทรดทุกวันเหมือน prop Trade  เรารอได้ครับและไมจำเป็นต้องเร่งด้วย เรามีเวลาคิด เรามีเวลาดูแบบใจเย็น เราทำให้การลงทุนและการเทรดเป็นส่วนนึงของชีวิตได้ อย่าลืมข้อได้เปรียบข้อนี้ไป

ที่สำคัญอย่าปล่อยปละละเลยเกินไปจนเสียวินัย เมื่อเราได้เวลากลับมาในการควบคุมของเราแล้วพยายามจัดระบบให้ดี อย่าลืมรักษาวินัยให้เคร่งครัดถึงแม้จะไม่โดนบังคับก็ตาม

6.  Focus และตั้งใจทำให้มันเป็นธุรกิจจริงๆ 

ทุกวันนี้ กระแสการลงทุนมีมากเรียกได้ว่าแทบทุกปีจะมีของเล่นใหม่ๆ ให้เราได้เลือกเล่นสมอ ย้อนไปห้าปีที่แล้วนับมาตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ในการสร้าง Passive Income หันมาฝั่งไอทีมีกระแส Start-up ที่ชวนสร้างฝันไปแตะระดับ Unicorn จนมาถึงการลงทุนในเหรียญคริปโตและการออก ICO ที่เหมือนเสกเงินจากอากาศได้  ทำให้ทุกๆการลงทุนเหมือนจะกลายเป็นโอกาสที่เราต้องคว้าไว้ทุกอัน

ผมเคยเป็นคนนึงที่ถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าสิ่งที่ทำอยู่ในวันนี้มันใช่มั้ย มันมีสิ่งที่ดีนี้กว่ารึเปล่า ในฐานะเทรดเดอร์และผู้จัดการกองทุนที่ทำอยู่ทุกวันนี้ มันคือสิ่งที่ดีที่สุดของทางเลือกในชีวิตแล้วรึยังส่วนตัวแอบไปศึกษาการลงทุนทางเลือกอื่นๆตลอดครับ ทั้งขับรถไปดูที่ดิน ซื้อคอนโดในเมืองปล่อยทีม หาทีมทำแอพหวังเป็นเจ้าของ Start-up เอาเงินบางส่วนลงในคริปโตหวังผลตอบแทนเป็นพันเปอร์เซนต์แน่นอนว่าการเปิดโอกาสให้กับตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด แต่ในความเป็นมืออาชีพจริงๆ ผมว่าเราต้องเป็น Expert สักเรื่อง

เรื่องที่เรากล้าพูดได้อย่างเต็มปากในช่วงวัย 30 ว่าผมคือผู้เชี่ยวชาญในสายนี้ และผมจะ Focus ในงานสายนี้ต่อไปเพราะผมมีความสุขและสนุกที่จะเรียนรู้กับมัน
ที่สำคัญห้ามหนี !

ที่ต้องทิ้งท้ายแบบนี้มาจากประสบการณ์คนข้างๆ ที่บาดเจ็บจากการเทรดสินค้านึงแล้วไปเทรดสินค้าที่กำลังเป็นกระแสนิยม แล้วก็โดนกลับมาอีก แล้วก็เลิก แล้วก็วิ่งหาตัวใหม่ วนลูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ
อยากทำการเทรดให้เป็นธุรกิจจริงๆ ต้องอยู่และเข้าใจกับสินค้านั้นๆจนครบ Cycle แล้วทำความเข้าใจโครงสร้างทั้งหมด เพราะถ้าคุณไม่สนใจศึกษาในตลาดขาลง จะเป็นการยากถ้าจะหาความได้เปรียบในตลาดขาขึ้นอีกครั้ง

ศึกษาทั้งทีศึกษาให้ลึกครับ เพราะมันยาก มันซับซ้อนในบางเรื่องมันเลยทำให้ยังมีคนบางกลุ่มต้องขาดทุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับมีคนบางกลุ่มไม่ยอมแพ้ด้วยโฟกัสที่เข้มข้น เรียนรู้แบบกัดไม่ปล่อยและได้ชัยชนะมาในที่สุด

เป็นกำลังใจให้กับเทรดเดอร์มือใหม่และมือเก่าทุกท่านครับ


คลิกอ่าน 6 คำถามที่ทำให้การลงทุนในหุ้นเป็นเหมือนการทำธุรกิจ (ตอน 1)

BACK TO TOP