เทรนด์ "การอยู่อาศัย 2020" เราจะใช้ชีวิตเปลี่ยนไป - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Commentaries
  • Insights >
  • เทรนด์ “การอยู่อาศัย 2020” เราจะใช้ชีวิตเปลี่ยนไป

เทรนด์ “การอยู่อาศัย 2020” เราจะใช้ชีวิตเปลี่ยนไป

Forbes Thailand / Admin
10 Dec 2019 | 10:10 am 8408

เมื่อเข้าใกล้ช่วงแห่งการเปลี่ยนศักราชใหม่ ผู้คนทั่วโลกต่างให้ความสนใจถึงสิ่งที่กําลังจะเกิดขึ้นในปีหน้า เริ่มเกิดคําถามว่า การใช้ชีวิตของเราจะเปลี่ยนแปลงแค่ไหนในอนาคตอันใกล้นี้

โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด เกิด digital disruption ที่ส่งผลให้การใช้ชีวิตของผู้คนในแต่ละวันแตกต่างไปจากวันเก่าๆ อย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ว่าโลกจะมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน แต่ “ที่อยู่อาศัย” ก็ยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานสําคัญของคนทุกคน เราจะเห็นว่าพฤติกรรมการอยู่อาศัยและการใช้ชีวิตของคนก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเช่นกัน มีกระแสใหม่ๆ เกิดขึ้น หยุดไป หรือวนกลับมาเป็นกระแสใหม่ได้อีกหลายๆ ครั้ง

โดยเฉพาะปัจจุบันที่โลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งเรื่องของแนวโน้มอัตราการเกิดของประชากรโลกที่มีการเกิดน้อยลง คนอายุยืนขึ้น จนทําให้หลายประเทศกําลังไปสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศไทยของเราเองก็ประสบกับการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน และคาดการณ์ว่าจะเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2564 ถือเป็นประเทศที่ 2 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์

อีกทั้งยังมีเรื่องความหลากหลายของประชากรโลก เรากําลังเข้าสู่ยุคที่มีประชากรหลายเจเนอเรชั่นอยู่ร่วมกัน ซึ่งคนแต่ละรุ่นก็มีลักษณะ พฤติกรรม และความต้องการที่แตกต่างกัน ตลอดจนเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางภาวะและสิ่งแวดล้อมของโลก สิ่งเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิต ทั้งในปัจจุบันและส่งผลต่ออนาคตเช่นกัน แน่นอนว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นต่างก็เป็นตัวกําหนดเทรนด์การใช้ชีวิตที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า

จากสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของผู้คนในแต่ละวัย รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิต พลัส พร็อพเพอร์ตี้ มองว่าเทรนด์ การอยู่อาศัย ในปี 2020 ประกอบไปด้วย 4 ด้าน ดังนี้

1.Interlock Living การใช้ชีวิตร่วมกันของกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย ดังนั้น โครงการที่อยู่อาศัยจะมีการออกแบบโครงการและพื้นที่ส่วนกลางให้รองรับการใช้ชีวิตของคนทุกช่วงวัย ทั้งเรื่องการทํางานและการใช้ชีวิตอย่าง universal design ภายในโครงการ เช่น การทําราวจับและพื้นลาดเพื่อเป็นทางรถเข็นสําหรับผู้สูงอายุ การมีสนามเด็กเล่นและ kids room สําหรับเด็กเล็ก การมีห้องนั่งเล่นบริเวณพื้นที่ส่วนกลางสําหรับวัยหนุ่มสาว

รวมถึงการมี co-working space สําหรับวัยทํางานหรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือแม้กระทั่งการมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ เช่น มีโซนทําเวิร์กช็อป งานอาร์ต สำหรับผู้ที่ชื่นชอบด้านศิลปะ มีห้องครัวส่วนกลาง (co-kitchen) สําหรับผู้ที่ชอบทําอาหาร ซึ่งหัวใจสําคัญนั้นคือการออกแบบภายใต้แนวคิดของการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้เกิดพื้นที่ที่ทั้งครอบครัวสามารถใช้เวลาร่วมกันได้ ดังนั้น พื้นที่ส่วนกลางจึงถูกให้ความสําคัญมากขึ้น เพื่อใช้เป็นพื้นที่รองรับไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตที่หลากหลาย ตลอดจนการจัดกิจกรรมในโครงการเพื่อให้เพื่อนบ้านได้มีโอกาสพบปะและทําความรู้จัก ได้ใช้เวลาร่วมกัน เติมเต็มประสบการณ์ด้านการอยู่อาศัยได้อย่างตอบโจทย์ทุกความต้องการ

2.Living Technology เทคโนโลยีจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในการใช้ชีวิตในที่อยู่อาศัย  ที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นโครงการขนาดใหญ่มีการพัฒนาและนํา living tech มาใช้เพื่อยกระดับของโครงการแล้ว มีการเกิดขึ้นของบ้านอัจฉริยะ หรือ smart home ที่สามารถควบคุมและสั่งการระบบต่างๆ ภายในบ้านได้ด้วยปลายนิ้วผ่านสมาร์ทโฟน

มีการนําเทคโนโลยีมาเสริมประสิทธิภาพด้านการดูแลบริหารจัดการอาคาร เช่น LIV-24 ศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมงเต็มรูปแบบเป็นแห่งแรกของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างแสนสิริและพลัส พร็อพเพอร์ตี้ เป็นการนําเทคโนโลยี IoT เชื่อมต่อระหว่างศูนย์ควบคุมจากส่วนกลางเข้ากับระบบรักษาความปลอดภัยและควบคุมอาคารในบริเวณโครงการ ทําให้สามารถสังเกตการณ์และดูแลความปลอดภัย ตลอดจนควบคุมระบบวิศวกรรมอาคารจากหลายๆ โครงการพร้อมกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง

3.Green Living เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่อยู่ในกระแสอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องยอมรับว่าคนในยุคปัจจุบันเริ่มตระหนักถึงความสําคัญของการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ และเริ่มเห็นความสําคัญของการใช้ชีวิตที่ไม่กระทบหรือช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เราจึงเห็นว่ามีการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ได้รับออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติและสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่มากขึ้น รวมถึงลดการใช้พลังงานที่ไม่จําเป็น เช่น พัฒนา โครงการที่มีรถพลังงานไฟฟ้าสําหรับให้เช่าในโครงการ เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาวะของโลกอย่างเรื่องฝุ่นละออง PM2.5 ภาวะโลกร้อน ก็มีผลต่อการออกแบบที่อยู่อาศัยและการบริหารจัดการที่ช่วยทําให้สภาพแวดล้อมและบรรยากาศในโครงการปลอดภัยจากมลภาวะตรงนี้

4.Well-being เป็นเทรนด์ที่กําลังอยู่ในความสนใจของผู้คนทุกเพศทุกวัย ซึ่งการมีสุขภาพดีกลายเป็นเครื่องหมายระบุสถานะของคนในยุคปัจจุบัน ทั้งนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพที่ดีหรือ well-being เติบโตอย่างรวดเร็วในทุกปี และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเทรนด์นี้น่าจะมีอิทธิพลต่อการเลือกที่อยู่อาศัยของผู้คนในอนาคต โครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ จึงเร่ิมเน้นพื้นที่ออกกําลังกาย เลนปั่นจักรยาน ลู่วิ่งกลางแจ้งรอบตัวอาคาร

นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคที่น่าสนใจจากงานวิจัยของศูนย์วิจัยบารามีซี่แล็บ เรื่อง Xperience Design Future Trend 2019-2020 ได้นําเสนอเรื่องการผลิตได้ด้วยตนเอง (self-energerate) อย่างการปลูกผักเพื่อบริโภคด้วยตัวเอง อย่างเช่น โครงการ Backyard สวนผักปลอดสารพิษของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ที่ทีมพนักงานดูแลบริหารจัดการอาคารร่วมกันปลูกผักและมอบผลผลิตที่ได้ให้ลูกบ้านนําไปประกอบอาหารรับประทานกันในครอบครัว โดยแปลงผักในแต่ละโครงการไม่ได้ใหญ่มาก เป็นพืชผักที่ใช้เวลาปลูกไม่นาน ให้ผลผลิตสม่ำเสมอ และเป็นพืชผักที่รับประทานง่าย ปลอดสารพิษ ลูกบ้านสามารถนําไปประกอบอาหารประจําวันได้

ดังนั้น การออกแบบ ที่อยู่อาศัย ให้มีพื้นที่เปิดโล่ง สามารถรับแสงและธรรมชาติ รวมถึงมีพื้นที่สําหรับปลูกผัก ล้วนเป็นเทรนด์เกี่ยวกับธรรมชาติท่ีจะช่วยส่งต่อพฤติกรรมและสุขภาพที่ดีของผู้อยู่อาศัย ซึ่งถือว่าเป็นเทรนด์ที่ได้รับความสนใจจากผู้อยู่อาศัยยุคใหม่อย่างน่าจับตา

เทรนด์ต่างๆ เหล่านี้จะถูกนำมาสร้างสรรค์ต่อยอดในการพัฒนาที่อยู่อาศัยและออกแบบการบริการด้าน living management ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในอนาคตได้อย่างไร และเราในฐานะผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง ต้องติดตามและรอดูกันต่อไป

 

อ่านเพิ่มเติม

 

สุวรรณี มหณรงค์ชัย

รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด


คลิกอ่านเรื่องราวทางธุรกิจที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนธันวาคม 2562 ได้ในรูปแบบ e-Magazine

BACK TO TOP