WORLD / AMERICA

การแข่งขันเพื่อคว้าสุดยอดพนักงานเป็นเหมือนกับสหภาพแรงงานยุคใหม่

บริษัทสัญชาติอเมริกันใช้เวลาหลายทศวรรษในการลดจำนวนพนักงาน ตัดสวัสดิการต่างๆ และให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นมากกว่าลูกจ้าง แต่รู้ไหมว่าบริษัทที่อยู่ในการจัดอันดับ “The Just 100” ซึ่งจ่ายค่าจ้างอย่างงามและปฏิบัติต่อพนักงานเป็นอย่างดีนั้นมีผลประกอบการดีกว่า

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าลูกจ้างมีอำนาจต่อรองน้อยกว่าที่เคยมีในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับมีตำแหน่งงานที่เสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติและการย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ ขณะที่กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นจนเป็นสถิติใหม่ แต่ค่าจ้างมัธยฐานแทบไม่มีการปรับเพิ่มเลยกระทั่งปีที่ผ่านมา 

ความกังวลดังกล่าวปรากฏให้เห็นใน The Just 100 ซึ่งเป็นการจัดอันดับโดยพิจารณาจากสิ่งที่คนอเมริกันคาดหวังจากบริษัท 

ประมาณ 80% ของคนอเมริกัน 72,000 คนซึ่ง Just Capital ได้สำรวจความคิดเห็นตลอด 3 ปีที่ผ่านมากล่าวว่าบริษัทต่างๆ ไม่แบ่งปันความสำเร็จขององค์กรกับพนักงานอย่างเพียงพอ เมื่อถามว่าสิ่งสำคัญอันดับแรกของบริษัทควรเป็นอะไร 33% ตอบว่าพนักงานหรือตำแหน่งงาน ขณะที่ 6% ตอบว่าผู้ถือหุ้นหรือฝ่ายบริหาร

(อ่านเพิ่มเติม: [The Just 100] 15 อันดับบริษัทชั้นนำแห่งสหรัฐอเมริกา)

บริษัทที่ติดอันดับใน The Just 100 พยายามสร้างความจงรักภักดีของพนักงานต่อองค์กรขึ้นมาใหม่ในรูปแบบของศตวรรษที่ 21 ซึ่งไม่ใช่การประกันการว่างงาน 

หากแต่เป็นการจ่ายค่าจ้างอย่างเป็นธรรม เงินโบนัส โอกาสในการซื้อหุ้นของบริษัท สวัสดิการรูปแบบใหม่ๆ (เช่น การลาเพื่อดูแลบุตรเกิดใหม่โดยที่ได้รับค่าจ้าง การลาหยุดพักผ่อนระยะยาว และการช่วยชำระคืนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา) รวมถึงโครงการต่างๆ ที่ช่วยสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิตของคนยุคมิลเลนเนียล ความเสมอภาคในที่ทำงานและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน


Brian Krzanich ซีอีโอ Intel บริษัทอันดับหนึ่งใน The Just 100 และมีโครงการภายในที่ช่วยฉุดรั้งไม่ให้พนักงานที่ดีลาออก

การปฏิบัติต่อคนงานอย่างดีจะส่งผลดีกับผู้ถือหุ้นในที่สุด บริษัทจาก The Just 100 ให้ผลตอบแทนมากกว่าค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของบริษัทที่อยู่ใน S&P 500 ในอัตรา 3% ต่อปีตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

ข้อยืนยันถึงความเชื่อมโยงระหว่างผลตอบแทนของบริษัทกับการปฏิบัติต่อพนักงานสะท้อนในงานวิจัยเมื่อปี 2012 Alex Edmans ศาสตราจารย์ด้านการเงินของ Penn’s Wharton School ซึ่งปัจจุบันประจำอยู่ที่ London Business School ได้วิเคราะห์ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นในช่วง 27 ปีของบริษัทสหรัฐฯ ที่ได้รับเลือกให้เป็นบริษัทที่น่าร่วมงานด้วย บริษัทเหล่านี้มีผลประกอบการที่ดีกว่าตลาด 2.3-3.8% ต่อปีตลอดเวลาที่ทำการวิเคราะห์ ไม่ว่าเศรษฐกิจในภาพกว้างจะเป็นอย่างไร 


บริษัทที่ปฏิบัติกับพนักงานดีจะมีผลประกอบการที่ดีกว่าตลาด 2.3-3.8% โดยไม่ขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ในประเทศที่ตลาดแรงงานมีกฎระเบียบเข้มงวดอย่างเยอรมนี ซึ่งมีระเบียบและสัญญาของสหภาพแรงงานเป็นพื้นฐานของการกำหนดสวัสดิการ และมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการอยู่น้อย การให้สิทธิพิเศษเพิ่มเติมกับคนงานนั้นให้ผลตอบแทนกับองค์กรน้อย แต่ในตลาดแรงงานที่มีความยืดหยุ่นอย่างในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร การปฏิบัติต่อคนงานดีขึ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นกับองค์กร

 

สวัสดิการแรงงานในหน้าประวัติศาสตร์อเมริกา

แนวคิดเรื่องการปฏิบัติต่อพนักงานอย่างดีไม่ใช่สิ่งใหม่ หากแต่เป็นเรื่องที่ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว ในปี 1875 American Express ได้เป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกที่จัดทำแผนเกษียณอายุให้พนักงาน ในช่วงต้นทศวรรษ 1900s ซึ่งเป็นช่วงที่บ่อยครั้งอัตราการลาออกของพนักงานสูงเกิน 100% 

บรรดานักธุรกิจผู้มีวิสัยทัศน์ต่างก็ทดลองใช้วิธีใหม่ๆ เพื่อดึงดูดพนักงานใหม่และรักษาพนักงานที่มีคุณภาพเอาไว้ Henry Ford เริ่มจ่ายค่าจ้าง 5 เหรียญต่อวัน Milton Hershey และ George Pullman สร้างเมืองและที่พักอาศัยให้กับพนักงานของตน บริษัท Norton Grinding ริเริ่มการให้พนักงานลาพักผ่อนโดยได้รับค่าจ้างภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ได้หยุดความใจดีของนายทุนเหล่านี้


The Town of Pullman (ตั้งอยู่ใกล้เมือง Chicago) สร้างเสร็จในปี 1884 และในยุคแรกมีคนอาศัยอยู่ 350 คน เมืองนี้เป็นสวัสดิการให้พนักงานของ Pullman เช่าพักอาศัย ถึงแม้ค่าเช่าจะแพงกว่าที่พักอื่นในเมืองเล็กน้อย แต่คุณภาพชีวิตดีกว่ามากเพราะมีห้องน้ำในบ้านและมีน้ำประปา (Photo Credit: pullman-museum.org)

แต่หลังจากนั้นรัฐบาลและสหภาพแรงงานเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์แห่งชาติปี 1935 ได้รับรองให้คนงานมีสิทธิในการรวมตัวและผละงานประท้วง และสหภาพแรงงานก็เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ตลอดช่วง 3 ทศวรรษต่อมา รวมถึงระบบบำนาญภาคเอกชนที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ดีสหภาพแรงงานเริ่มตกต่ำลงในช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งเป็นช่วงที่ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายนายจ้างออกมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ Wall Street ก็มีบทบาทสำคัญในช่วงนี้ด้วย เพราะเป็นช่วงที่การซื้อกิจการแบบ leveraged buyouts ที่มุ่งเน้นการรีดไขมันและมองพนักงานเป็นต้นทุนมากกว่าที่จะเป็นสินทรัพย์ของบริษัทได้รับความนิยม

บริษัทต่างๆ เริ่มเปลี่ยนสวัสดิการพนักงานจากแผนสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับหลังเกษียณอายุเป็น “การส่งเงินสมทบตามจำนวนที่กำหนดไว้” ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว นอกจากจะทำให้งบดุลของบริษัทมีความสมดุลมากขึ้นแล้ว ยังให้อิสระกับพนักงาน โดยพนักงานสามารถลาออกไปพร้อมกับเงินออมเพื่อเกษียณอายุจำนวนหนึ่ง


ในยุคที่อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ มีเพียง 4% การแข่งขันเพื่อดึงตัวพนักงานให้อยู่กับองค์กรจึงสูงขึ้น

นั่นทำให้บริษัทที่ติดอันดับต้นๆ ของ The Just 100 ต่างก็เข้าใจแจ่มแจ้งมานานหลายปีแล้วว่า ถ้าหากตอนนี้พนักงานทุกคนมีสถานะเป็นไทต่อตัวเองหรือเป็นเหมือนกับนักกีฬาที่สามารถย้ายทีมได้อย่างอิสระ ความได้เปรียบในการแข่งขันมาจากการที่บริษัทสามารถดึงตัวและรักษาพนักงานผู้มากความสามารถให้ทำงานกับบริษัทต่อไป

 

สร้างสมดุลให้ชีวิตพนักงาน

บริษัทที่ต้องการดึงดูดและรักษาพนักงานอายุน้อยเอาไว้ ก็ทราบดีว่าคนยุคมิลเลนเนียล ต้องการความสมดุลระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิตมากกว่าคนรุ่นพ่อแม่ 

ที่ Zillow (อันดับที่ 51 ใน The Just 100) ซึ่งเป็นบริษัทตลาดอสังหาริมทรัพย์ออนไลน์ Spencer Rascoff ผู้บริหาร Zillow วัย 42 ปี ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ถ้าหากเขาไม่ต้องเดินทางไปไหน เขาตั้งใจจะกลับบ้านไม่เกิน17.30 น. และจะปิดโทรศัพท์มือถือจนถึงเวลา 8.30 น. เพื่อให้เวลากับลูกทั้งสามคน

ไม่เฉพาะในบริษัทเทคโนโลยีเกิดใหม่เท่านั้นที่มีความตื่นตัวในการเสนอสวัสดิการเกี่ยวกับครอบครัวให้กับพนักงาน ในปี 2016 Johnson & Johnson (อันดับที่ 35) ได้เพิ่มสวัสดิการเกี่ยวกับการคลอดบุตรจาก 25,000 เหรียญ เป็น 35,000 เหรียญ


Hershey และซีอีโออย่าง Michele Buck ซึ่งเป็นตัวอย่างของนายทุนผู้มีจิตใจงดงามในยุคแรกกำลังยกระดับการแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งพนักงานชั้นเลิศ

เมื่อปีที่แล้วบริษัทที่มีอายุถึง 123 ปีอย่าง Hershey (อันดับที่ 50) ได้เริ่มนำนโยบาย “SmartFlex” มาใช้กับพนักงานที่ทำงานในสำนักงาน นโยบายใหม่นี้ให้ทางเลือกหลากหลายแบบเกี่ยวกับการลาหยุดสำหรับพ่อแม่มือใหม่ รวมถึงการขยายโอกาสในการทำงานจากที่บ้านหรือชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น

ถ้าหากว่าการแข่งขันกันเพื่อดึงตัวพนักงานผู้มากความสามารถมาร่วมงานในยุคปัจจุบันนำมาซึ่งสิ่งที่สหภาพแรงงานเคยเรียกร้อง การแข่งขันนั้นยังมาแทนที่นโยบายของรัฐบาล หรือมาช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป ค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลกลางไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นเลยนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา

 

เดินไปพร้อมกับพนักงาน

เป็นที่แน่นอนว่าการปฏิบัติต่อพนักงานอย่างดีฟังดูเป็นกลยุทธ์การทำกำไรที่ดีกว่า ใกล้เคียงกับการจ้างงานเต็มที่ แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้ง บริษัทหลายแห่งก็คงกลับไปทำวิธีการอย่างเดิมๆ เป็นแน่

แต่ในอดีตก็เคยมีบริษัทที่ประคับประคองตัวมาได้โดยไม่ต้องเลย์ออฟพนักงาน Eastman Chemical เป็นกรณีศึกษาหนึ่งในช่วงวิกฤตการเงิน แทนที่จะทำการปลดพนักงานครั้งใหญ่ ผู้บริหาร Eastman Chemical เลือกที่จะรับฟังข้อเสนอแนะของพนักงาน และลดค่าจ้างพนักงานทั้งบริษัทคนละ 5% 

Eastman Chemical ได้รับเงินเดือนเต็มจำนวนกลับคืนมาในเวลาไม่นานและหุ้นของบริษัทก็มีราคาเพิ่มขึ้น โดยให้ผลตอบแทนสามเท่าของ S&P 500 นับจากช่วงที่ตลาดตกต่ำที่สุดในปี 2009

“บริษัทที่ไม่ยอมลงทุนในการบริหารจัดการพนักงานที่มีความสามารถจะถูกคู่แข่งทิ้งห่าง” Rascoff ผู้บริหาร Zillow คาดการณ์ปิดท้าย

 

เรื่อง: Maggie McGrath, Lauren Gensler, Samantha Sharf
เรียบเรียง: ริศา


คลิกอ่านฉบับเต็มของ "การแข่งขันเพื่อคว้าสุดยอดพนักงานเป็นเหมือนกับสหภาพแรงงานยุคใหม่" ที่ Forbes Thailand Magazine ฉบับ เมษายน 2561 ในรูปแบบ e-Magazine


Admin System Web
Administrator

Update : 16 พฤษภาคม 2561

View : 848



Most Popular
1

20 อันดับ เศรษฐีอเมริกัน ลำดับที่ 1-10

Update : 11 กุมภาพันธ์ 2560

view : 29,261

2

10 บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลกปี 2017

Update : 14 กันยายน 2560

view : 27,352

3

4 ตระกูลเศรษฐี ซึ่งติดในอันดับ 50 ตระกูล

Update : 07 กุมภาพันธ์ 2560

view : 20,842


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
พิชญ ช้างศร
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
Former Editor in Chief
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Former Lifestyle Editor
ปุณยวีร์ จันทรขจร
ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ จำกัด
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Coins.co.th
ภารไดย ธีระธาดา
Mentor Coach focused on Personal Executive Development
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader