WORLD / AMERICA

Chris Cline เจ้าพ่อเหมืองถ่านหินคนสุดท้าย

หลายคนเชื่อว่าไม่มีอนาคตสำหรับเชื้อเพลิงอย่างถ่านหินแล้ว แต่อภิมหาเศรษฐีอย่าง Chris Cline กลับมีความเชื่อว่าเชื้อเพลิงที่สร้างมลพิษมากที่สุดชนิดนี้ยังคงมีอนาคตที่สดใส และตัวเขาเองกำลังสร้างเหมืองถ่านหินที่จะดำรงอยู่จนเป็นเหมืองแห่งสุดท้าย

Chris Cline ผู้ประกอบธุรกิจเหมืองถ่านหินรายใหญ่ในวัย 59 ปี เป็นตัวอย่างของนายทุนผู้คร่ำครึและไม่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคนหนึ่ง เขาไม่สนใจว่าใครจะชอบเขาหรือไม่ แต่เขารู้ดีว่าถ่านหินสามารถตอบสนองความต้องการเชื้อเพลิง 40% ของทั้งโลกได้ 

ถึงแม้ว่าปริมาณความต้องการถ่านหินทั่วโลกจะลดลงเนื่องจาก shale gas ได้รับความนิยมมากขึ้น รวมถึงกฎระเบียบในประเทศจีนที่เคร่งครัดมากขึ้นด้วย แต่ข้อมูลขององค์การพลังงานสากล (International Energy Agency) ระบุว่า ความต้องการถ่านหินยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเมื่อปี 2000 ซึ่งอยู่ที่ 7.2 พันล้านตันต่อปีถึง 50% และ Chris Cline ก็มีจุดขายคือการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งตัวเขาสั่งสมประสบการณ์จากการทำธุรกิจเหมืองถ่านหินของตนเอง เขามีความตั้งใจที่จะเป็นคนสุดท้ายที่ยืนหยัดอยู่ในธุรกิจนี้

Cline ก่อตั้งบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งประกอบธุรกิจเหมืองถ่านหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาอย่าง Foresight Energy และอีกสองปีต่อมาเขาได้ขายกรรมสิทธิ์ส่วนใหญ่ของตัวเองไปในราคาเกือบ 1.4 พันล้านเหรียญ จากนั้นเขาลงทุนด้วยวงเงิน 150 ล้านเหรียญไปกับเหมืองแห่งใหม่ใน Nova Scotia ประเทศแคนาดา ซึ่งจะผลิตถ่านหินที่มีราคาดีอย่าง metallurgical coal ได้ถึง 500 ล้านตันภายในระยะเวลาไม่เกิน 50 ปีข้างหน้า นอกจากนี้เขายังมีใบอนุญาตพัฒนาเหมือง Vista ในแคนาดาตะวันตกซึ่งมีปริมาณถ่านหิน 1.7 พันล้านตัน


ต้นตระกูลผู้เป็นคนงานเหมืองใต้ดิน: พ่อของ Cline ใน Appalachi

“คุณต้องไม่เชื่อแน่ๆ เลยว่าผมเริ่มต้นจากจุดไหน” เขากล่าวอย่างหวนระลึกถึงอดีต Paul พ่อของ Cline เป็นผู้รับเหมาทำเหมืองใน Beckley, West Virginia เขารับทำกิจการเหมืองให้กับผู้มีฐานะเพื่อแลกกับส่วนแบ่งของถ่านหินที่ทีมงานของเขาขุดขึ้นมาได้ เมื่อ Cline อายุ 6 ขวบ พ่อให้เงินเขา 1 เพนนีสำหรับการบรรจุดินลงถุงเล็กๆ แต่ละถุงซึ่งจะนำไปใช้ประกอบระเบิดชั้นถ่านหิน 
 
Cline เริ่มทำงานที่เหมืองใต้ดินตั้งแต่อายุ 15 ปี คนงานเหมืองจะพาเขาไปซ่อนตัวเมื่อมีผู้ตรวจสอบมาที่เหมือง เมื่อเติบโตขึ้น Cline มองตัวเองว่ามีฐานะยากจนหรือไม่ เขาตอบว่า ผมจนกรอบเลยล่ะ”
 
ที่เหมืองใต้ดิน เครื่องจักรสำหรับงานเหมืองกำลัง 1,000 แรงม้า ตัดเจาะพื้นผิวถ่านหินด้วยอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายคีมซึ่งหมุนได้ เครื่องใส่สลักตอกท่อนเหล็กเข้าไปในเพดานเพื่อยึดหินด้านบนให้อยู่กับที่ Cline มองออกตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาสามารถผลิตถ่านหินได้ปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมากหากมีเครื่องมือที่ใช้งานได้ดี ความสามารถในการผลิตและกำไรที่ได้สัมพันธ์แนบแน่นกับช่วงเวลาในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของเครื่องจักร หากเครื่องจักรสำคัญชำรุดและต้องการอะไหล่มาเปลี่ยนทดแทน Cline จะส่งเครื่องบินเจ็ทของเขาไปจัดหาอะไหล่มาจากที่ใดก็ได้ในทวีปนี้  มันเป็นหลักการง่ายๆ โดยทุกนาทีที่คนงานของเขาหยุดการขุดถ่านหิน นั่นหมายถึงรายได้หลายร้อยเหรียญที่สูญเสียไป
 

เหมืองของ Foresight Energy ใน Illinois ถ่ายเมื่อปี 2010 (Photo Credit: Andrew Harrer/Bloomberg)
 
ในปี 1980 เมื่อ Cline อายุ 22 ปี พ่อของเขาต้องเข้ารับการผ่าตัดต่อเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ หุ้นส่วนของพ่อเสนอเงินจำนวน 50,000 เหรียญ เพื่อแลกกับการซื้อหุ้นทั้งหมดของพ่อคืน พ่อของผมกำลังจะตกลง” แต่ Cline มีความมั่นใจเต็มที่ว่าตัวเขาจะเป็นบุคคลที่สามารถทำงานหนักมากที่สุดและทำงานอย่างชาญฉลาดที่สุดได้ ผมพูดว่า ทำไมเราไม่ซื้อหุ้นคืนจากเขาแทนล่ะ’” 
 
และในที่สุดสองพ่อลูกก็ได้ซื้อหุ้นทั้งหมดคืนด้วยเงินที่หยิบยืมมา สองสัปดาห์แรก Cline ทำงานหนักถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน กว่าเขาจะเลิกงานพระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าแล้วเขาทำทุกวิถีทางเพื่อหาเงินมาชำระหนี้ และจะทุ่มทุนเพิ่มอีกสองเท่าหลังจากทุกความสำเร็จที่ได้รับ ในยุคแรกๆ ความสำเร็จครั้งใหญ่ของเขามาจาก Pioneer Fuel ซึ่งเป็นเหมืองที่เขาซื้อมาในราคา 1 ล้านเหรียญและขายต่อไปในราคา 17 ล้านเหรียญ
 
อุตสาหกรรมถ่านหินจ้องตาไม่กะพริบเมื่อ EPA ออกมาตรการปราบปรามการปล่อยสารที่เป็นตัวการของฝนกรดอย่างซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 วิธีการที่รวดเร็วที่สุดซึ่งบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าต่างๆ สามารถทำได้เพื่อเป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าวก็คือการหยุดซื้อถ่านหินที่มีปริมาณซัลเฟอร์สูง (เช่น จาก Illinois) แล้วหันไปซื้อถ่านหินที่มีปริมาณซัลเฟอร์ต่ำกว่า (เช่น จาก Wyoming) ผู้ครอบครองแหล่งถ่านหินสำรองที่มีปริมาณซัลเฟอร์สูงซึ่งอยู่ในภาวะตื่นตกใจต่างก็ยอมปล่อยให้สัญญาของตนขาดอายุและผละหนีไป
 

ตู้ล็อกเกอร์ที่ว่างเปล่า: Cline หวังว่าจะสร้างตำแหน่งงานในเหมือง 200 ตำแหน่งขึ้นในเมืองที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่าง Nova Scotia แต่หลังจากที่มีการเลิกจ้าง ปัจจุบันนี้ในเหมือง Donkin มีคนงานเหลือเพียง 81 คนเท่านั้น
 
Cline ใช้ Foresight Energy ที่เขาตั้งขึ้นใหม่ เริ่มต้นสะสมเหมืองที่มีปริมาณสำรองถ่านหินที่มีปริมาณซัลเฟอร์สูงรวมจำนวน 3 พันล้านตันใน Illinois ในราคาไม่ถึง 30 เซนต์ต่อตัน โดยถ่านหินบางส่วนนี้มาจากบริษัทอย่าง ExxonMobil แล้ว Cline รู้อะไรที่คนอื่นไม่รู้หรือ เขามีความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี และมีนวัตกรรมที่ใช้ในโรงไฟฟ้าเป็นตัวเสริม อย่างเช่นระบบดักจับเขม่าควันซึ่งสามารถดักจับสารพิษก่อนที่ควันจะลอยขึ้นไปยังปล่องควัน ซึ่งทำให้โรงไฟฟ้าสามารถใช้ถ่านหินที่มีปริมาณซัลเฟอร์สูงเป็นเชื้อเพลิงได้อย่างถูกต้องชอบธรรม
 
หลังจากนั้น Cline ยังพยายามหาการลงทุนใหม่ๆ เขาบินไปที่ Nova Scotia เพื่อสำรวจเหมืองสำรองทางฝั่งตะวันออกสุดของแหลม Cape Breton ในเมือง Donkin เขารู้สึกพึงพอใจเมื่อพบว่าชั้นถ่านหินมีความหนาถึง 12 ฟุต และเป็นถ่านหินที่ให้พลังงานสูงโดยให้ความร้อนสูงถึง 14,000 บีทียูต่อตัน และสามารถเปลี่ยนเป็นถ่านโค้กซึ่งมีมูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมผลิตเหล็กได้อย่างง่ายดาย Cline ได้ซื้อกรรมสิทธิ์ 75% ในเหมืองดังกล่าวในปี 2014 ในราคาประมาณ 20 ล้านเหรียญ (เขาคว้ากรรมสิทธิ์ส่วนที่เหลืออีก 25% มาครองในปีต่อมา)
 
Ernie Thrasher ซึ่งเป็นหุ้นส่วนด้านโลจิสติกส์ของ Cline กล่าวว่า คำกล่าวที่สั้นและง่ายที่สุดซึ่งสามารถสรุปความเป็นตัวตนของ Cline ได้ก็คือ Cline มองเห็นค่าในสิ่งที่คนอื่นมองข้ามไป”
 
 
Cline รู้สึกประหลาดใจที่คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดๆ ว่าจุดจบของถ่านหินมาถึงแล้ว ถึงแม้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินจะปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง และปริมาณผลผลิตถ่านหินของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 700 ล้านตันต่อปีจะลดลง 30% จากช่วงที่มีปริมาณผลผลิตมากที่สุด แต่สหรัฐฯ เองก็ยังคงต้องใช้ถ่านหินในการผลิตกระแสไฟฟ้ามากถึง 30% เปรียบเทียบกับพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งมีการใช้งานรวมกันเพียงแค่ 7% 
 
ปริมาณความต้องการถ่านหินทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นไปได้ว่า (แต่ไม่ใช่เป็นที่แน่นอนว่า) ปริมาณความต้องการถ่านหินจะเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดในช่วงกลางทศวรรษ 2020 
 
นโยบายและเทคโนโลยีเป็นเหมือนตัวชี้ชะตา Paul McConnell จาก Wood Mackenzie บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานคาดการณ์ว่าความก้าวหน้าในเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ บวกกับภาษีคาร์บอนที่มีการจัดเก็บทั่วโลกมีแนวโน้มทำให้ปริมาณความต้องการถ่านหินลดลง 8% ต่อปี
 
สำหรับจุดจบของถ่านหิน ซึ่งถ้าหากว่ามีอยู่จริงๆ ก็คงอีกนานกว่าที่จะเกิดขึ้นและจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป Cline ตั้งเป้าหมายให้โครงการต่อไปใน Alberta ของเขาเป็นหนึ่งในเหมืองที่อยู่รอดได้ เขาได้กรรมสิทธิ์ในเหมืองที่ Vista โดยผ่านการเข้าครอบครองกิจการ Coldspur ในราคาประมาณ 75 ล้านเหรียญ 
 
ชั้นถ่านหินที่ Vista มีความหนา 70 ฟุตจากพื้นผิว ดังนั้น Cline จะสร้าง Vista ให้เป็นเหมืองแบบเปิดแล้วค่อยทำการขุดเจาะลงไปใต้ดินเพื่อตักตวงประโยชน์จากถ่านหินปริมาณ 1.7 พันล้านตันในที่สุด ผมคิดว่า (Vista) จะเป็นเหมืองแห่งสุดท้ายที่ดำเนินงานอยู่หลังจากที่เหมืองถ่านหินทุกแห่งในโลกต้องปิดตัวลง” Cline กล่าว
 
 
เรื่อง: CHRISTOPHER HELMAN 
เรียบเรียง: ริศา
ช่างภาพ: Jamel Toppin 

Admin System Web
Administrator

Update : 16 มีนาคม 2561

View : 1,269




vdo

Forbes Thailand Forum 2018: The Next Tycoons

Update : 27 กรกฎาคม 2561

View : 1,589

Most Popular
1

10 บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลกปี 2017

Update : 14 กันยายน 2560

view : 30,573

2

20 อันดับ เศรษฐีอเมริกัน ลำดับที่ 1-10

Update : 11 กุมภาพันธ์ 2560

view : 30,348

3

4 ตระกูลเศรษฐี ซึ่งติดในอันดับ 50 ตระกูล

Update : 07 กุมภาพันธ์ 2560

view : 21,079


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
พิชญ ช้างศร
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
เอกรัตน์ สาธุธรรม
Business Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
Former Editor in Chief
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Former Lifestyle Editor
ปุณยวีร์ จันทรขจร
ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ จำกัด
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Coins.co.th
รุ่งโรจน์ ตันเจริญ
Chief Executive Officer - Rabbit Digital Group