WORLD / AMERICA

มหาเศรษฐีผู้อพยพแห่ง Forbes 400 Shalid Khan และ Andrew Cherng

Shalid Khan มหาเศรษฐีชาวปากีสถาน อีกหนึ่งมหาเศรษฐีผู้เดินทางสู่แผ่นดินอเมริกา แม้ประเทศแรกในความคิดที่เขาต้องการย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานน่าจะเป็นสหราชอาณาจักร “แต่อเมริกาคือดินแดนสู่ความรอดอันศักดิ์สิทธิ์สำหรับผมเสมอมา”

มกราคมปี 1967 Khan เดินทางถึงสนามบิน JFK ซึ่งนับเป็นด่านปราการเข้าสู่อเมริกาในยุคนั้น เขาต่อเครื่องเพื่อไปลงที่ Chicago แต่พายุหิมะทำให้เที่ยวบินของ Khan วัย 16 ปีต้องเปลี่ยนเส้นทางลงจอดที่ St. Louis แทนและนั่งรสบัสต่อไปยัง University of Illinois ใน Champaign ซึ่งเขาสมัครเข้าเรียนในระดับปริญญาตรี ทั้งเนื้อทั้งตัวเขามีเงินอยู่ 500 เหรียญ Khan ได้งานทำหลังเลิกเรียนเป็นพนักงานล้างจานในกะกลางคืนด้วยค่าแรงชั่วโมงละ 1.20เหรียญ “ผมตื้นตันใจมากจนอธิบายไม่ถูก คุณจะไม่สามารถหางานเช่นนี้ได้ในประเทศที่ผมจากมา” เขากล่าว “ความคิดที่แล่นเข้ามาในสมองคือ ว้าว! ผมทำงานได้ ผมสามารถยืนบนลำแข้งตัวเองผมกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้”



หลังจากนั้น Khan ได้เข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการแผนกวิศวกรรมของบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ Flex-NGate ในอีกไม่กี่ปีให้หลัง เขาได้นำเงินเก็บในบัญชีและเงินกู้จากหน่วยงาน SmallBusiness Administration รวมกัน 16,000 เหรียญเพื่อก่อตั้งธุรกิจผลิตแผงกันชนรถยนต์ป้อนให้กับบริษัทยานยนต์ ในที่สุดเขาสามารถซื้อกิจการ Flex-N-Gate ต่อจากอดีตนายจ้าง ขณะนี้บริษัทของเขาสร้างรายได้ปีละ 6.1 พันล้านเหรียญและจ้างพนักงานกว่า 12,000 คนในสหรัฐฯ โรงงานใน Detroit ของเขาซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างจะต้องการพนักงานมากถึง 1,000 คนซึ่งจะได้รับอัตราค่าจ้างชั่วโมงละ 25 เหรียญ จากการประเมิน Khan มีมูลค่าทรัพย์สินราว 6.9 พันล้านเหรียญ ในอีกแง่มุมหนึ่ง อาจเรียกได้ว่าเขาโยกย้ายถิ่นฐานไปยังสหราชอาณาจักรเช่นกัน เขาควักกระเป๋าซื้อสโมสรทีมฟุตบอล Fulham ของอังกฤษ แต่อย่าหาว่าลำเอียงเพราะเขายังเป็นเจ้าของทีมกีฬาอันเป็นที่โปรดปรานของมหาเศรษฐีและบ่งบอกถึงความเป็นอเมริกันอย่างยิ่งนั่นก็คือทีมอเมริกันฟุตบอลจากลีก NFL อย่าง Jacksonville Jaguars



Andrew Cherng เกิดในประเทศจีน เขาผ่านประสบการณ์อันเป็นจุดเด่นของอเมริกาที่มุ่งเน้นความรู้ความสามารถของคนเป็นหลักในลักษณะคล้ายกัน เขาเดินทางมายัง Baldwin รัฐ Kansas เมื่อปี 1966 เนื่องจากได้ทุนเข้าเรียนที่ Baker University ในสาขาคณิตศาสตร์ เขาเคยเรียนมัธยมปลายที่ญี่ปุ่นแต่พบว่า “เป็นเรื่องยากสำหรับคนจีนที่จะเข้ากับคนญี่ปุ่น” หนึ่งปีหลังจากนั้นเขาได้พบกับนักศึกษาเข้าใหม่ปี 1 สัญชาติเมียนมาชื่อ Peggy ซึ่งต่อมาพวกเขาได้แต่งงานกัน “ผมไม่ได้มีทรัพย์สินเงินทองอะไรตอนที่มาถึง” Cherng กล่าว “สิ่งที่เป็นพลังผลักดันผมคือการที่ผมยากจน”

ในปี 1973 Cherng เปิดร้านอาหาร Panda Inn ใน California ร่วมกับพ่อของเขาซึ่งเป็นหัวหน้าเชฟที่อพยพตามมาสมทบ หลังจากนั้น 10 ปีเขาและ Peggy ภรรยาเปิด Panda Express สาขาแรกที่ศูนย์การค้าใน Glendale รัฐ California ด้วยความรู้ระดับปริญญาเอกสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและประสบการณ์จากการเป็นวิศวกรด้านพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับการบินและอวกาศ เธอได้นำสิ่งเหล่านี้มาใช้ในการปลุกปั้นหนึ่งในเครือธุรกิจอาหารจานด่วนที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ซึ่งมีสาขากว่า 1,900 แห่งและกวาดรายได้ปีละ 2.4 พันล้านเหรียญ ธุรกิจของครอบครัว Cherng มีพนักงานกว่า 30,000 คน และระดมเงินทุนมากกว่า100 ล้านเหรียญเพื่อการกุศล “ที่อเมริกาไม่มีสิ่งใดจะหยุดคุณได้นอกจากตัวคุณเอง” Cherng กล่าว



อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสนใจว่านอกจาก มหาเศรษฐีผู้อพยพ 42 รายจะติดทำเนียบ Forbes 400 แล้ว บุคคลมั่งคั่งอีก 57 คนที่ติดอันดับยังเป็นเหล่าทายาทของผู้ย้ายถิ่นฐานมายังสหรัฐฯ หรือคิดเป็น 14% จากผู้ติดอันดับทั้งหมด (เทียบกับทายาทของคนเชื้อสายอเมริกันอายุเกิน 18 ปีซึ่งอยู่ที่ 6%) สิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือ ท่ามกลางประเด็นปัญหาที่ร้อนแรงในสหรัฐฯ ดินแดนแห่งผู้อพยพแห่งนี้ยังคงอ้าแขนยอมรับคนจากต่างแดน ผลสำรวจ ปี 2016 โดย Pew Research ชี้ว่าชาวอเมริกัน 59% มองว่าผู้อพยพ “ช่วยให้ประเทศแข็งแกร่งขึ้นเพราะความทุ่มเทตั้งใจทำงานและความสามารถของพวกเขา” (ขณะที่ 33% คิดว่าผู้อพยพ “สร้างภาระให้กับประเทศ”) พลเมืองของเราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าแรงงานอพยพคือปัจจัยกดดันต่ออัตราค่าจ้างตลาดแรงงานที่ขาดทักษะฝีมือ แต่เทียบไม่ได้กับประโยชน์ที่ได้รับจากความสามารถของพวกเขาในการผลักดันให้ธุรกิจเติบโตและเกิดการจ้างงาน

ทว่า กระแสการอพยพกำลังเผชิญกับกำแพงอุปสรรค สหรัฐฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการขอวีซ่าสำหรับผู้ประกอบอาชีพที่มีทักษะความสามารถ (วีซ่าทำงานประเภท H-1B) ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้กำหนดจำนวนโควต้าวีซ่าทำงานสำหรับชาวต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษไว้เท่าเดิมตั้งแต่ปี 2004 แม้ว่าจำนวนผู้ยื่นสมัครขอวีซ่าจะมีจำนวนสูงกว่าโควต้าที่กำหนดอย่างมาก อันที่จริงแล้ว การยื่นขอวีซ่าจากรัฐบาลครบจำนวนโควต้าที่กำหนดตั้งแต่ 5 วันแรกที่เปิดให้ยื่นคำร้องทุกปี นับจากปี 2014 ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจโลกเอื้อต่อโอกาส (หรืออย่างน้อยช่องทางดิ้นรนสู่ความสำเร็จ) สำหรับนักศึกษาต่างแดนที่เพิ่งเรียนจบจากที่นี่หมาดๆ นั่นหมายความว่าเรากำลังดึงดูดทรัพยากรบุคคลที่เก่งและฉลาดที่สุดของโลกเข้ามาในประเทศ เปิดโอกาสให้พวกเขาเรียนรู้ในระบบการศึกษาที่ดีที่สุดของเรา จากนั้นก็เตะพวกเขาออกจากประเทศเพื่อให้มาแข่งขันกับเราทั้งที่ไม่ได้เต็มใจ

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคืออะไร? เราถามหาคำตอบจากมหาเศรษฐีจากอันดับ Forbes 400 ที่อพยพมาจากต่างแดนซึ่งรวมถึง Peterffy, Khan, Wadhwani และ Cherng แม้พวกเขาจะมีปูมหลังความเป็นมาแตกต่างกัน แต่จะพบว่าพวกเขามีความตรงกันในหลักการกว้างๆ 3 ประการ

ประการแรก ผู้อพยพที่มีการศึกษาและความตั้งใจสูงควรได้รับการสนับสนุนให้เข้ามายังสหรัฐฯ ไม่ใช่ถูกขัดขวาง (ประธานาธิบดี Obama เสนอร่างกฎหมายเพื่ออนุญาตให้ผู้ประกอบการชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น โดยจะได้รับวีซ่าสำหรับ “ธุรกิจสตาร์ทอัพ” ถ้าหากได้รับเงินทุนตั้งแต่ 100,000 เหรียญขึ้นไปจากกลุ่มนักลงทุนที่ระบุตามเงื่อนไข แต่แผนนี้ไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสแผนร่างฉบับใหม่ซึ่งแก้เกมด้วยการออกกฎที่ไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรสเพิ่งประกาศโดย Department of Homeland Security เมื่อไม่นานมานี้จะอนุมัติวีซ่าประเภทชั่วคราวให้กับคนต่างชาติที่ถือครองหุ้นส่วนใหญ่และมี “บทบาทสำคัญในการบริหารงาน” ในธุรกิจสตาร์ทอัพสัญชาติอเมริกัน) ส่วนข้อที่สอง การเดินทางข้ามชายแดนควรมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อป้องกันการลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย และ ประการสุดท้าย ควรจัดหาช่องทางให้ผู้อพยพเข้าเมืองแบบผิดกฎหมายแต่พำนักอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ มานานแล้วสามารถเปลี่ยนสถานะเป็นพลเมืองอย่างถูกต้อง ซึ่งรวมถึงการขึ้นทะเบียนเป็นพลเมือง การจ่ายภาษีและปฏิบัติตามกฎหมายบางทีสิ่งนี้อาจช่วยนำทางสู่ฉันทามติที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันซึ่งจะทำให้มั่นใจว่า American Dream ในอุดมคติจะยังคงอยู่ตลอดไป จะมีอะไรเหมาะเจาะไปกว่าการที่ร่างนโยบายนวัตกรรมแห่งชาติเพื่อสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตมูลค่าหลายพันล้านเหรียญนี้เกิดขึ้นจากแนวคิดของผู้อพยพเช่นกัน



Forbes 400 ชี้ ฝันชาวอเมริกัน ยังดีอยู่



มหาเศรษฐีผู้อพยพแห่ง Forbes 400
Thomas Peterffy และ สามี-ภรรยา ผู้ก่อตั้ง Forever 21



มหาเศรษฐีผู้อพยพแห่ง Forbes 400
Romesh Wadhwani และ Douglas Leone

 


คลิ๊กเพื่ออ่านฉบับเต็ม "Forbes 400 ชี้ฝันชาวอเมริกัน ยังดีอยู่" ได้ที่ Forbes Thailand ฉบับเดือนธันวาคม 2559


Admin System Web
Administrator

Update : 27 มกราคม 2560

View : 988



vdo

ภาพรวมความสำเร็จงาน Forbes Thailand Forum 2016 Self Made Suc..

Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560

View : 10,912

Most Popular
1

20 อันดับ เศรษฐีอเมริกัน ลำดับที่ 1-10

Update : 11 กุมภาพันธ์ 2560

view : 23,106

2

4 ตระกูลเศรษฐี ซึ่งติดในอันดับ 50 ตระกูล

Update : 07 กุมภาพันธ์ 2560

view : 19,156

3

กลยุทธ์ล้ม Amazon

Update : 03 กันยายน 2559

view : 8,060

top list

การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสและความเสี่ยงต่อกล..

Update : 26 เมษายน 2560

view : 1,975

เศรษฐกิจไทยปีระกา 2017 ท่ามกลางความเสี่ยงของนโยบาย..

Update : 28 กุมภาพันธ์ 2560

view : 3,806

Investor searching for yield, Beware real sector

Update : 24 กุมภาพันธ์ 2560

view : 1,366


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
ศรีวิภา สิริปัญญาวิทย์
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader
กวี ชูกิจเกษม
รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย
กิติชัย เตชะงามเลิศ
นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน
กันติพัฒน์ วงศ์สุคนธ์
Head of Wealth Advisory บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้
คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ TISCO Economic Strategy Unit (ESU)