WORLD / AMERICA

Forbes 400 ชี้ ฝันชาวอเมริกัน ยังดีอยู่

แม้หัวข้อเรื่องผู้อพยพจะกลายเป็นเป้าให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาบางรายใช้ในการโจมตีเพื่อหาเสียง ทว่า ผลจากการจัดอันดับ Forbes 400 ในปีนี้นั้นกลับตรงกันข้าม เพราะมากกว่า 10% ของสมาชิกทำเนียบอภิมหาเศรษฐีอเมริกาที่ติดอันดับเป็นผู้อพยพ นับเป็นสัญญาณที่ดีของการประกอบธุรกิจในอเมริกาและอัตราการจ้างงานที่เติบโต

ท่ามกลางประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในวงการเมืองว่าผู้อพยพเป็นต้นเหตุของภาวะเงินไหลออกและเป็นความเสี่ยงต่อภัยก่อการร้าย ผู้อพยพกลับประสบความสำเร็จเดินหน้าสู่ความมั่งคั่งในอัตราก้าวหน้า ย้อนกลับไป 10 ปีก่อนหน้านี้ จำนวนมหาเศรษฐีชาวอพยพที่ติดทำเนียบ Forbes 400 มีเพียง 35 คน เทียบกับ 26 คนเมื่อ 20 ปีที่แล้วและ 20 คนเมื่อ 30 ปีก่อนหน้านี้ นอกจากผลผลิตจากอุดมคติแบบ American Dream จะเจริญงอกงามดังที่เห็นได้จากตัวชี้วัดความสำเร็จอย่างการจัดอันดับ Forbes 400 แต่ตัวเลขยังผลิดอกออกผลอย่างแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยผ่านมา ทรัพย์สินสุทธิในครอบครองของ 42 มหาเศรษฐีชาวอพยพมีมูลค่ารวมกัน 2.48 แสนล้านเหรียญ

ข้อมูลจาก Kauffman Foundation ระบุว่าผู้โยกย้ายถิ่นมายังสหรัฯ มีแนวโน้มที่จะเปิดธุรกิจมากกว่าชาวอเมริกันโดยกำเนิดเกือบ 2 เท่า Partnership for a New American Economy องค์กรอิสระไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดก่อตั้งโดย Rupert Murdoch และ Michael Bloomberg ซึ่งติดโผรายชื่อ Forbes 400 เช่นกันรายงานว่า 28% ของการก่อตั้งธุรกิจใหม่ในสหรัฐฯ เมื่อปี 2011 เกิดขึ้นโดยผู้อพยพมาจากต่างถิ่นและการจ้างงานพนักงานชาวอเมริกันทุก 1 ใน 10 คนมาจากธุรกิจเหล่านี้และก่อให้เกิดรายได้ 7.75 แสนล้านเหรียญ แน่นอนว่าบางธุรกิจเป็นกิจการขนาดเล็ก เช่น ร้านอาหารและร้านซ่อมรถยนต์

แต่สำหรับธุรกิจอื่นๆ แล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น National Foundation for American Policy องค์กรวิจัยอิสระเผยว่าจากบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญ 87 แห่ง มี 44 แห่งจากจำนวนนี้ที่ก่อตั้งขึ้นโดยผู้ประกอบการต่างชาติซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของธุรกิจเหล่านี้ติดโผบุคคลร่ำรวยที่สุดของอเมริกาทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ขอบคุณเทคโนโลยีที่ทำให้การปลุกปั้นธุรกิจจนเติบโตเป็นบริษัทใหญ่เป็นเรื่องง่ายกว่าเดิมซึ่งต้องยอมรับว่า ภาคธุรกิจและการประกอบกิจการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอเมริกามาเป็นเวลานานเกือบ 250 ปีนั้น ล้วนถูกปั้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงจากนักธุรกิจผู้เป็นพวกอพยพมาทั้งนั้น



Robert Morris
เดินทางออกจาก Liverpool ตอนอายุ 13 ปี เขาเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนในการปฏิวัติของอเมริกาและเป็นผู้ลงนามในคำประกาศอิสรภาพ (Declaration of Independence) และการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ Stephen Girard ย้ายถิ่นฐานมาจากฝรั่งเศสและได้ก่อตั้งธนาคารซึ่งเป็นผู้ออกโรงค้ำประกันเงินกู้เกือบทั้งหมดของรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงสงครามปี 1812 และได้ช่วยประเทศจากหายนะทางการเงิน John Jacob Astor นักผลิตเครื่องดนตรีหนุ่มจากเยอรมนีสร้างความมั่งคั่งจากธุรกิจค้าขนสัตว์และอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ และขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีผู้บริจาคเงินเพื่อการกุศลมูลค่ามหาศาลที่สุดรายแรกของประเทศ Friedrich Weyerhaeuser เพื่อนร่วมชาติจากเยอรมนีไต่เต้าสู่การเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจไม้รายใหญ่ของสหรัฐฯ Andrew Carnegie เกิดในสกอตแลนด์แต่สร้างความร่ำรวยจากธุรกิจเหล็กในอเมริกา และเช่นเดียวกับ Astor ที่อุทิศเวลาช่วงบั้นปลายชีวิตให้แก่การกุศล ทางด้าน Kraft และ DuPont ผู้ก่อตั้งบริษัท Procter & Gamble ก็เป็นชาวต่างชาติที่ย้ายมาตั้งรกรากในสหรัฐฯ เช่นกันจุดเริ่มต้นแรกของการอพยพย้ายประเทศแฝงไปด้วยรากฐานของความเป็นผู้ประกอบการอันเป็นการตัดสินใจเลือกเสี่ยงเพื่อมุ่งหน้าสู่ชีวิตที่ดีกว่า

โดยรวมแล้วมหาเศรษฐีผู้อพยพที่ติดอันดับ Forbes 400 แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มแรกซึ่งประกอบด้วยผู้มีปูมหลังที่ต้องอพยพเพราะหนีอะไรบางอย่าง อาทิ Sergey Brin ย้ายมายังสหรัฐฯ ตอนเขาอายุ 6 ปีเพื่อหนีจากกระแสการเหยียดเชื้อชาติชาวยิว George Soros รอดชีวิตในช่วงที่กองทัพนาซีเข้ายึดครองประเทศฮังการี ส่วนครอบครัว Igor Olenicoff ถูกบีบให้ออกจากสหภาพโซเวียตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากพวกเขามีความเกี่ยวข้องกับจักรพรรดิของรัสเซีย

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งมีความพรั่งพร้อมและมีทางเลือกจะอยู่ในประเทศใดก็ได้ แต่มองว่าอเมริกาเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยโอกาส Elon Musk เข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนของแอฟริกาใต้ ส่วนพ่อของ Murdoch เป็นผู้จัดพิมพ์โฆษณาหนังสือพิมพ์ชาวออสเตรเลียที่ได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางชั้นอัศวิน ขณะที่พ่อของ Omidyar ประกอบอาชีพศัลยแพทย์ไม่ว่ามั่งมีหรือยากจน แนวคิดแบบผู้ประกอบการคือสิ่งที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกัน ผู้เลือกเส้นทางมาแสวงโชคในอเมริกาชื่นชมโอกาสและเข้าใจถึงการลงมือทำจนประสบความสำเร็จอันหมายความว่าคุณไม่สามารถวาดหวังรอใครมาหยิบยื่นโอกาสหรือความเห็นใจแต่จะต้องลงมือด้วยตนเอง


 



มหาเศรษฐีผู้อพยพแห่ง Forbes 400
Thomas Peterffy และ สามี-ภรรยา ผู้ก่อตั้ง Forever 21



มหาเศรษฐีผู้อพยพแห่ง Forbes 400
Romesh Wadhwani และ Douglas Leone


ร่วมติดตามมหาเศรษฐีผู้อพยพ ซึ่งติดในอันดับ Forbes 400 ในบทความต่อไป และร่วมติดตาม "Forbes 400 ชี้ฝันชาวอเมริกัน ยังดีอยู่" ได้ที่ Forbes Thailand ฉบับเดือนธันวาคม 2559


Admin System Web
Administrator

Update : 27 มกราคม 2560

View : 406



vdo

ภาพรวมความสำเร็จงาน Forbes Thailand Forum 2016 Self Made Suc..

Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560

View : 9,014

Most Popular
1

20 อันดับ เศรษฐีอเมริกัน ลำดับที่ 1-10

Update : 11 กุมภาพันธ์ 2560

view : 22,206

2

4 ตระกูลเศรษฐี ซึ่งติดในอันดับ 50 ตระกูล

Update : 07 กุมภาพันธ์ 2560

view : 18,856

3

กลยุทธ์ล้ม Amazon

Update : 03 กันยายน 2559

view : 7,780

top list

เศรษฐกิจไทยปีระกา 2017 ท่ามกลางความเสี่ยงของนโยบาย..

Update : 28 กุมภาพันธ์ 2560

view : 2,716

Investor searching for yield, Beware real sector

Update : 24 กุมภาพันธ์ 2560

view : 1,128

อเมริกาจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ภายใต้ประธานาธิบดี..

Update : 01 กุมภาพันธ์ 2560

view : 2,273


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
ศรีวิภา สิริปัญญาวิทย์
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
กวี ชูกิจเกษม
รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย
กิติชัย เตชะงามเลิศ
นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน
กันติพัฒน์ วงศ์สุคนธ์
Head of Wealth Advisory บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้
คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้
ธิติ ตันติกุลานันท์
ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย