technology / THAILAND

ทำงานออฟฟิศ ไม่ฟิตไม่ได้

เรื่อง: Parmy Olson เรียบเรียง: พิษณุ พรหมจรรยา

เมื่อดูจากสถานการณ์โดยรวมของบริษัทต่างๆ ใน Silicon Valley แล้ว Fitbit ไม่น่าจะอยู่รอดได้เลย เพราะบริษัทเริ่มต้นจากการขายอุปกรณ์ gadget สวมใส่เพื่อติดตามการทำกิจกรรมต่างๆ ในขณะที่กิจการ startup ที่ผลิต hardware ส่วนใหญ่ กำลังอยู่ในภาวะยากลำบากในการหาเงินทุน แต่ในตอนเริ่มต้น เจ้าของทั้งสองขายสินค้าไม่ออกสักชิ้นและไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าควรตั้งราคา ที่เท่าไร ยิ่งไปกว่านั้น ในปีที่แล้ว Apple ก็ยังคลอดนาฬิกา smartwatch ออกมาซึ่งทำให้ผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีประเภทสวมใส่ (wearable) กระเจิดกระเจิงไปตามๆ กัน

แต่ Fitbit กลับยังยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง และยังคงรักษาแชมป์ในแง่จำนวนยอดจำหน่ายอุปกรณ์ประเภทนี้เอาไว้ได้ ในขณะที่ James Park และ Eric Friedman ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสามารถระดมทุนได้ถึง 841 ล้านเหรียญจากการขายหุ้น IPO ซึ่งถือเป็นหนึ่งในดีลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในปี 2015 โดยคาดว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิถึง 215 ล้านเหรียญจากยอดรายได้ 1.8 พันล้านเหรียญในปี 2015 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2014 ถึงเท่าตัว

แม้รายได้และกำไรจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่ เพราะส่วนแบ่งตลาดของบริษัทในสินค้าประเภท wearable หดลงจาก 33% เหลือ 22% ในปีที่แล้ว จากการที่ Apple และ Xiaomi ของจีนนำสินค้าของตนออกวางตลาด เพราะ smartwatch ของ Fitbit รุ่น Surge ราคา 250 เหรียญที่ไฮเทคที่สุดแล้วยังห่างชั้นจาก Apple Watch หรือ Samsung Gear อีกไกล นักวิเคราะห์คาดว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะหันไปใช้นาฬิกาที่ทำอะไรได้ มากกว่าแค่การนับก้าว และเมื่อถึงที่สุดแล้ว อุปกรณ์เพื่อติดตามกิจกรรมด้านสุขภาพก็น่าจะไปกองอยู่ก้นลิ้นชักเก็บถุงเท้า หลังจากใช้งานไปได้แค่ไม่กี่เดือน


แต่ Fitbit ก็ยังอยู่ได้เพราะได้อานิสงส์จากตลาด corporate wellness ซึ่งเป็นตลาดที่ไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไหร่ ทั้งนี้นายจ้างอเมริกันประมาณ 80% มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อกิจกรรม อย่างเช่น การให้เงินอุดหนุนค่าสมัครเป็นสมาชิกฟิตเนส หรือ จัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาเพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพแข็งแรง โดย Fidelity Investments ประเมินว่ามีการใช้งบในส่วนนี้เฉลี่ย 693 เหรียญต่อพนักงานหนึ่งคน และ Fitbit ก็มุ่งเป้าไปที่งบก้อนนี้ตั้งแต่วันแรกที่บริษัทเริ่มวางจำหน่ายสินค้าในปี 2009 และคาดว่าในปีนี้จะกวาดเงินจากนายจ้างนับพันๆ รายในสหรัฐฯ ได้ถึง 180 ล้านเหรียญ ซึ่งจะทำให้กลุ่มลูกค้าบริษัทกลายเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดของ Fitbit โดยมีบริษัทอเมริกันขนาดใหญ่มากกว่า 70 บริษัทที่สั่งซื้ออุปกรณ์จาก Fitbit เป็นจำนวนมากเพื่อให้พนักงานใช้ อาทิ Barclays ซึ่งจะช่วยอุดหนุนค่าซื้อ Fitbit ให้กับพนักงาน 75,000 คน ผู้ผลิตอุปกรณ์ wearable เจ้าอื่นอย่างเช่น Jawbone และ Misfit ก็ขายอุปกรณ์ให้กับนายจ้างในตลาดนี้เช่นกัน แต่ยังสู้ Fitbit ไม่ได้

จุดเริ่มต้นของ Fitbit นั้นย้อนหลังไปถึงเช้าวันที่อากาศหนาวเหน็บในเดือนพฤษภาคมที่ San Francisco ในปี 2006 เมื่อ Park ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งต้องยืนตัวสั่นทนสู้กับความหนาวเพื่อต่อคิว ซื้อเกมส์ Nintendo Wii และเมื่อเขานำเกมส์ที่ซื้อมากลับไปที่บ้านก็ต้องตะลึงกับการจัดส่วนผสมอย่าง ลงตัวระหว่างเซ็นเซอร์ที่ซับซ้อนกับการเชื่อมต่อแบบง่ายๆ ตรงไปตรงมาซึ่งทำให้ทั้งเด็กและคนแก่สามารถใช้งานได้อย่างง่ายๆ

ในตอนนั้น เขารีบโทรศัพท์ไปหา Eric Friedman ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของเขาในกิจการ startup ก่อนหน้านี้ “ผมมีไอเดียดีๆ” สำหรับจะสร้างเครื่องนับก้าวซึ่งมีทั้งความซับซ้อนและสามารถใช้งานได้ง่าย เหมือนกับเครื่อง Wii โดยทั้งสองบินไปเจอกันที่ญี่ปุ่น ซึ่งมีการใช้งานเครื่องนับก้าวอย่างแพร่หลาย เพื่อทำการสำรวจว่าคนที่นั่นใช้เครื่องนับก้าวกันอย่างไร ต่อมาในปี 2008 Friedman ได้ซื้อกล่องไม้เล็กๆ และติดตั้งแผงวงจรไว้ข้างในซึ่งถือเป็นอุปกรณ์ต้นแบบของ Fitbit

หลายเดือนต่อมา หลังจากที่เริ่มวางจำหน่าย Fitbit Tracker ราคา 99 เหรียญ Park และ Friedman ก็ได้รับโทรศัพท์จาก Vickie Lee ซึ่งเป็น vice president ฝ่ายบุคคลจากบริษัทผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ Tokyo Electron ที่มีสำนักงานในเมือง Austin รัฐ Texas เธอกำลังอยู่ระหว่างการวางแผนโครงการดูแลพนักงานของบริษัทเป็นครั้งแรก ดังนั้นบริษัทของเธอจึงควักเงิน 120,000 เหรียญเพื่อซื้อ Tracker ให้พนักงานของบริษัทคนละเครื่อง


นักวิจัยของ Fitbit กำลังทำงานกันอย่างหนักเพื่อหาวิธีใหม่ๆ ในการที่จะติดตามภาวะสุขภาพ โดยเมื่อถามถึงความเป็นไปได้ของการที่จะสร้างเครื่องที่มีเซ็นเซอร์สำหรับ ติดตามระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อเจาะเข้าไปสู่ตลาดของผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน Shelton Yuen หัวหน้าแผนก R&D ซึ่งทีมงานของเขาสร้างเซ็นเซอร์สำหรับวัดการเต้นของชีพจรจากม่านตาได้สำเร็จ ก็เพียงแค่บอกว่า “ไม่มีความเห็น” เท่านั้น ใครจะไปรู้ว่าบางทีคนที่จะสามารถแก้ปัญหายากๆ ได้อาจเป็นคนที่อยู่เหนือความคาดหมายของเราก็ได้

คลิ๊กอ่าน "ทำงานออฟฟิศ ไม่ฟิตไม่ได้" ฉบับเต็มได้ที่ Forbes Thailand ฉบับ MARCH 2016 ในรูปแบบ E-Magazine


Forbes Thailand Staff
Forbes Thailand Staff

Update : 21 เมษายน 2559

View : 1,831



vdo

ภาพรวมความสำเร็จงาน Forbes Thailand Forum 2016 Self Made Suc..

Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560

View : 16,204

Most Popular
1

BMW 525d: เทพเจ้าแห่งแรงบิด

Update : 10 กันยายน 2558

view : 18,876

2

MINI Cooper SD ALL4 Countryman สบาย สนุก

Update : 10 กันยายน 2558

view : 9,266

3

“โดรน” เดือด

Update : 22 กันยายน 2558

view : 7,306

top list

ประธานเฟดคนใหม่ และทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่อา..

Update : 03 พฤศจิกายน 2560

view : 911

เกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ หรือวิกฤตจะซ้ำรอย..

Update : 06 ตุลาคม 2560

view : 5,302

ความผันผวนที่มากขึ้นจากการดำเนินนโยบายการเงินที่แต..

Update : 06 ตุลาคม 2560

view : 1,673


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
ศรีวิภา สิริปัญญาวิทย์
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader
ธิติ ตันติกุลานันท์
ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย
คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ TISCO Economic Strategy Unit (ESU)
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
กวี ชูกิจเกษม
รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย