technology / THAILAND

บล็อกเชนคืออะไร? และใช้ทำอะไรได้อีกนอกจากสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency)

บล็อกเชน (Blockchain) เป็นคำที่วนเวียนอยู่รอบตัวเราในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผสมกับคำว่า Cryptocurrency หรือสกุลเงินดิจิทัล คำเหล่านี้อาจสร้างความสับสนให้ใครหลายคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ หรือฟินเทค แต่ความสำคัญของบล็อกเชนทำให้คนในวงการธุรกิจจำเป็นต้องเข้าใจเทคโนโลยีใหม่นี้ให้มากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ทำให้ บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด ภายใต้ ธนาคารไทยพาณิชย์ จัดงานเสวนาหัวข้อ Faster Future Forum ขึ้น เพื่อเจาะลึกเทคโนโลยีบล็อกเชนและการนำไปใช้ซึ่งมากกว่าในวงการการเงิน

พลภัทร อัครปรีดี กรรมการผู้จัดการ หน่วยงาน Corporate Venture Capital บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด รับหน้าที่ปูพื้นให้ผู้ร่วมฟังเสวนาทุกท่านมีความเข้าใจต่อบล็อกเชน และเห็นภาพกว้างมากขึ้นกว่าเดิม โดยเขาระบุว่า บล็อกเชนได้รับการขนานนามว่าเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกในทำนองเดียวกับอินเทอร์เน็ต และจะทำให้เราก้าวเข้าสู่ยุค อินเทอร์เน็ต 2.0

แค่เพียงช่วง 14 เดือนที่ผ่านมา สตาร์ทอัพและธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพิ่มคุณค่าให้สินค้าและบริการมีมูลค่ารวมกันทั่วโลกกว่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มีการประเมินว่าภายในปี 2025 ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.76 แสนล้านเหรียญ และจะพุ่งสูงกว่า 3.1 ล้านล้านเหรียญภายในปี 2030 ซึ่งนั่นใหญ่กว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันถึง 50%

 

อะไรคือบล็อกเชน

พลภัทรชี้แจงก่อนว่า ปัจจุบันยังไม่มีนิยามที่ยอมรับร่วมกันของบล็อกเชน แต่ตัวเขาจะพยายามอธิบายในมุมของตนเองและให้ง่ายที่สุด
 
“บล็อกเชนคือ บัญชีที่บันทึกห่วงโซ่ของบล็อกที่เก็บข้อมูลจำนวนมาก’ บัญชีที่ว่าไม่ใช่แผ่นกระดาษที่เขียนตัวเลขหรือข้อมูลธรรมดา แต่มันใช้การเข้ารหัสข้อมูลที่ซับซ้อนซึ่งพัฒนามาจากเทคโนโลยี Cryptography (ทฤษฎีการเข้ารหัสข้อมูล) ขั้นสูง”
 
 
การทำความเข้าใจความหมายทั้งหมด เราจะต้องย้อนดูวิธีเก็บข้อมูลพื้นฐานที่เคยใช้กันมา นั่นคือยุคแรกของการเก็บข้อมูลจะเป็นแบบ ฐานข้อมูลรวมศูนย์” (Centralized) ข้อมูลทุกอย่างถูกเก็บไว้ที่ศูนย์กลางไม่กี่แห่งที่ถือว่าเป็นแหล่งอันน่าเชื่อถือ เช่น รัฐบาล โรงพยาบาล ธนาคาร เป็นต้น และใครที่ต้องการข้อมูลจะต้องไปที่ศูนย์กลางเท่านั้น
 
ต่อมาเมื่อถึงยุคอินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดการ กระจายฐานข้อมูลแยกศูนย์” (Decentralized) ข้อมูลถูกเก็บในหลายๆ ที่มากขึ้น แต่การเชื่อมต่อแบบ peer-to-peer ก็ยังไม่เกิดขึ้น
 
บล็อกเชนนำมาปฏิวัติการเก็บข้อมูลตรงนี้ คือทำให้การเชื่อมต่อข้อมูลสามารถเชื่อมกันได้ทุกจุดเหมือนกับใยแมงมุม (Distributed) เพราะมีการกระจายข้อมูลด้วยการทำซ้ำสำเนาขึ้นมาให้ใครก็ตามเข้ามาดูข้อมูลชุดนั้นๆ ได้
 
อย่างไรก็ตาม การที่ใครๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ แต่ข้อมูลในบล็อกเชนเมื่อบรรจุไปแล้วจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทำลายไม่ได้ ทุจริตไม่ได้ เพราะต้องอาศัยการเห็นชอบร่วมกันของชุมชนว่านั่นคือข้อมูลที่ถูกต้องหากจะเปลี่ยนแปลงมัน ซึ่งทำให้บล็อกเชนเป็นเครือข่ายที่โปร่งใส
 
“มาถึงตรงนี้คุณอาจจะคิดว่า แบบนี้ใช้คนจำนวนหนึ่งไปยืนยันเปลี่ยนแปลงข้อมูลก็ได้นี่ ทางทฤษฎีแล้วใช่ แต่ในทางปฏิบัติ ยกตัวอย่างเช่นสกุลเงินดิจิทัล Bitcoin ซึ่งนำเทคโนโลยีบล็อกเชนไปใช้ ปัจจุบันมีเหรียญ Bitcoin 1.9 หมื่น node อยู่ทั่วโลก สมมติว่าใครอยากจะเจาะฐานข้อมูล 51% ของ node ที่มีอยู่ จะต้องใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 500 ตัวจึงจะเข้าถึงได้หมด ดังนั้น ข้อมูลที่คุณอยากจะเจาะเข้าไปอาจจะไม่มีค่าพอสำหรับเวลาและราคาที่สูญเสีย” พลภัทรอธิบายและสรุปว่า ด้วยเหตุนี้ข้อมูลในบล็อกเชนจึงมีความปลอดภัยยิ่งกว่าการเก็บไว้ในสมุดบัญชีส่วนตัวของคุณ
 
 
 
บล็อกเชนกับ Digital Identity
 
 
พลภัทรบอกว่า เทคโนโลยีการเก็บข้อมูลแบบบล็อกเชน ทำให้สามารถนำไปปรับใช้ได้ไม่สิ้นสุดในหลากหลายอุตสาหกรรม เขายกตัวอย่างประมาณ 7-8 วิธีการใช้งาน ซึ่ง Forbes Thailand คัดส่วนหนึ่งมาให้ที่นี่
 
Digital Identity (อัตลักษณ์ในโลกดิจิทัล) คือการนำไปใช้แรกๆ ที่มีการคิดค้นขึ้นมาได้จากบล็อกเชน โดยพลภัทรยกตัวอย่างการทำงานของธนาคาร หากลูกค้าต้องการเปิดบัญชีส่วนบุคคล จากนั้นจะเปิดบัญชีสำหรับบริษัท หรือต้องการจะเปิดบัญชีกับธนาคารอีกแห่งหนึ่ง ล้วนต้องกรอกข้อมูลและส่งเอกสารซ้ำๆ เพราะข้อมูลไม่ได้มีการส่งต่อกันระหว่างธนาคารหรือแม้แต่ภายในธนาคารเดียวกัน
 
“ลองจินตนาการว่าข้อมูลที่คุณส่งให้แบงก์ทั้งหมดจะถูกนำขึ้นสู่บล็อกเชน และถูกยืนยันความถูกต้องจากการเข้าถึงของสาธารณะหรือในกรณีนี้อาจอนุญาตเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบข้อมูลซึ่งคุณเลือกไว้ให้เข้าถึงได้ เมื่อข้อมูลได้รับการยืนยันและใช้ได้กับทุกแบงก์ มันจะประหยัดเวลาและเงินให้กับคุณและธนาคารด้วย” พลภัทรกล่าว
 
นอกจากนี้ Digital Identity อาจนำไปใช้กับวงการโรงพยาบาลได้ด้วยในทำนองเดียวกับธนาคาร คือข้อมูลส่วนตัวของคนไข้บนบล็อกเชนจะสามารถเข้าถึงได้จากทุกโรงพยาบาลที่คุณอนุญาตให้เข้าถึง
 
 
 
บล็อกเชนกับ Music Streaming
 
 
ตัวอย่างต่อไปของการใช้บล็อกเชนคือวงการ Music Streaming ซึ่งเป็นบริการเล่นเพลงได้ไม่จำกัดบนแพลตฟอร์ม (โดยเสียค่าใช้จ่ายหรือให้ฟังฟรีเป็นบางส่วน) พลภัทรกล่าวว่า ด้วยบริการแบบนี้ทำให้ธุรกิจดนตรีเปลี่ยนจากเดิมที่ผู้ซื้อซื้อขาดและเป็นเจ้าของอัลบัม/เพลงนั้นๆ กลายเป็นการ เช่า” ฟังเพลงนั้นๆ 
 
“ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตเพลงกับแพลตฟอร์มให้เช่าเพลงก็เปลี่ยน แพลตฟอร์มจะให้ค่าลิขสิทธิ์อย่างไร จะวัดการใช้งานที่เกิดขึ้นจริงในระบบอย่างไรเพราะมันมีปริมาณมหาศาลมาก”
 
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Hugh McIntyre ในเว็บไซต์ FORBES รายงานว่า Spotify คือแพลตฟอร์มฟังเพลงสตรีมมิ่งออนไลน์ที่นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้แก้ปัญหา (โดยการซื้อกิจการสตาร์ทอัพด้านบล็อกเชนชื่อ Mediachain) จำนวนการฟังของ Spotify มีนับพันล้านครั้งต่อวัน และทำให้การจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ตรงกับเจ้าของเพลงที่ถูกต้องมีข้อผิดพลาด หรือบางครั้งข้อมูลของเจ้าของลิขสิทธิ์แท้จริงไม่ได้ถูกนำขึ้นระบบ การนำบล็อกเชนมาใช้จะทำให้การจ่ายค่าลิขสิทธิ์ถูกต้องแม่นยำและทุจริตไม่ได้
 
 
 
บล็อกเชนกับการระบุความเป็นเจ้าของ
 
 
พลภัทรกล่าวถึงการนำบล็อกเชนมาบรรจุข้อมูลทางการ เช่น โฉนดที่ดิน โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์แผ่นดินไหวเฮติเมื่อปี 2553 ที่กาชาดสากลได้รับเงินบริจาคจากทั่วโลกคิดเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่จนถึงปี 2559 กลับมีการนำเงินไปสร้างบ้านช่วยเหลือประชาชนเฮติเพียง 6 หลัง
 
“แต่เหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้มีบ้านแค่ 6 หลัง เป็นเพราะแผ่นดินไหวทำให้โฉนดที่ดินที่ถูกเก็บไว้ในที่ทำการรัฐถูกทำลายไปหมดเช่นกัน เพราะฉะนั้นแม้ว่าคุณจะอยากช่วยสร้างบ้านสักหลังหนึ่งขึ้นมาใหม่ ก็จะมีแต่คนยืนยันว่านั่นเป็นที่ดินของตัวเองโดยไม่มีหลักฐานเอกสาร แต่ถ้าหากบล็อกเชนถูกใช้อย่างกว้างขวาง มันจะสามารถตรวจสอบเจ้าของที่ดินได้อย่างง่ายดายเพราะข้อมูลถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยในระบบออนไลน์” 
 
ทั้งนี้ สำนักข่าว CNBC รายงานว่า แนวคิดดังกล่าวรัฐบาลอินเดียได้เริ่มศึกษาการนำไปใช้แล้วโดยร่วมกับสตาร์ทอัพ ChromaWay เนื่องจากอินเดียต้องต่อสู้กับการติดสินบนเจ้าพนักงานเพื่อปลอมแปลงเอกสารที่ดินมาเนิ่นนาน
 
แนวคิดเดียวกันนี้ยังปรับใช้กับการติดตามข้อมูลทรัพย์สินมูลค่าสูงต่างๆ เช่น อัญมณี กระเป๋า ชิ้นงานศิลปะ ฯลฯ ข้อมูลที่ฝังไว้ในบล็อกเชนทำให้ติดตามได้ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของจริงหรือไม่ เคยมีใครเป็นเจ้าของ และในบางกรณี ตรวจสอบได้ว่าเพชรเม็ดนั้นเป็นเพชรสีเลือด (Blood Diamond) ที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายหรือไร้มนุษยธรรมหรือไม่
 
 
ทั้งหมดคือตัวอย่างการใช้บล็อกเชนที่เปลี่ยนแปลงทุกอุตสาหกรรมได้ พลภัทรสรุปว่า บล็อกเชนเปรียบเหมือนถนนหลวง โดยกิจกรรมต่างๆ ที่นำบล็อกเชนไปใช้ก็คือรถยนต์ที่วิ่งอยู่บนถนนนั่นเอง

พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer

Update : 16 มีนาคม 2561

View : 6,008




vdo

Forbes Thailand Forum 2018: The Next Tycoons

Update : 27 กรกฎาคม 2561

View : 1,626

Most Popular
1

BMW 525d: เทพเจ้าแห่งแรงบิด

Update : 10 กันยายน 2558

view : 19,724

2

Ocado โกดังอัจฉริยะ

Update : 09 มีนาคม 2561

view : 10,789

3

MINI Cooper SD ALL4 Countryman สบาย สนุก

Update : 10 กันยายน 2558

view : 9,826


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
พิชญ ช้างศร
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
เอกรัตน์ สาธุธรรม
Business Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
Former Editor in Chief
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Former Lifestyle Editor
ปุณยวีร์ จันทรขจร
ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ จำกัด
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Coins.co.th
รุ่งโรจน์ ตันเจริญ
Chief Executive Officer - Rabbit Digital Group