technology / ASIA

ทะยานสู่ระดับยูนิคอร์นพันล้าน

Nadiem Makarim ลงมือปั้น Go-Jek จนเติบโตกลายเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าทะลุ 1 พันล้านเหรียญแห่งแรกของอินโดนีเซีย

ณ เวลา 11 โมงเช้าของวันหนึ่งในช่วงกลางเดือนธันวาคม บริเวณนอกอาคาร Pasaraya Grande ย่านจัตุรัส Blok M ในเมือง Jakarta มีกลุ่มคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างในชุดยูนิฟอร์มสีเขียวสดราว 14 คนกำลังพากันส่งเสียงอย่างตื่นเต้น พวกเขากำลังรอถ่ายรูปกับ Nadiem Makarim ผู้ก่อตั้ง PT Go-Jek Indonesia วัย 32 ปี เขาอยู่ตรงกลางและแต่งกายในเสื้อยืดสีดำที่สกรีนคำว่า “Go-Jek” อยู่ด้านหน้า

พวกเขากำมือยกขึ้นกลางอากาศและพร้อมใจตะโกนว่า “Go-Jek, Go-Jek, Go-Jek” ขณะที่ยกกล้องขึ้นถ่ายรูปเซลฟี่กับ Nadiem กระแสตอบรับของคนขับมอเตอร์ไซค์เหล่านี้เป็นเพียงหนึ่งในปรากฏการณ์อันไม่ธรรมดาของ Go-Jek จากบริษัทขนาดเล็กที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2011

ปัจจุบัน Go-Jek ได้ทะยานขึ้นเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จที่สุดของอินโดนีเซียอย่างไม่มีข้อกังขาพร้อมทั้งสร้างความเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ข้อแรก บริษัทได้ปฏิรูปช่องทางทำมาหากินของชาวอินโดนีเซียหลายพันคนรวมไปถึงวิธีจัดส่งสินค้าและบริการที่ได้พลิกบทบาทจากบริการวินมอเตอร์ไซค์แบบดั้งเดิม ส่วนข้อที่สอง บริษัทแห่งนี้คือยูนิคอร์นรายแรกของอินโดนีเซียหรือสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าประเมินกิจการมากกว่า 1 พันล้านเหรียญ และประเด็นสุดท้าย Go-Jek หนุนให้ผู้ประกอบการธรรมดาที่เคยไร้ชื่อเสียง Nadiem กลายเป็นที่จับตาขึ้นแท่นดาวรุ่งดวงใหม่แห่งวงการเทคโนโลยีอินโดนีเซียที่กำลังเติบโต

ในการให้สัมภาษณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ณ สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของ Go-Jek บนอาคาร Pasaraya Grande ชั้นบนสุด Nadiem อธิบายถึงความสำเร็จของ Go-Jek

Go-Jek มีทั้งหมด 15 บริการ เริ่มตั้งแต่แอพฯ รับ-ส่งข้อความไปจนถึงขนส่งเอกสารและพัสดุ โดยระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ Go-Pay จะเชื่อมโยงและรองรับทุกบริการ ส่วนบริการใหม่ที่ชื่อ Go-Points จะช่วยให้ลูกค้าประจำสามารถสะสมคะแนนหรือรับคะแนนพิเศษเมื่อใช้บริการของ Go-Pay ดังนั้น ผู้ใช้จะสามารถเลือกใช้บริการต่างๆ บนระบบของ Go-Jek สำหรับทุกก้าวของการใช้ชีวิตในแต่ละวัน “เรามีผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายพร้อมรองรับทุกความต้องการ” Nadiem กล่าว

เส้นทางของ Go-Jek คล้ายกับผู้บุกเบิกธุรกิจบริการรถโดยสารสาธารณะอย่าง Uber จาก San Francisco ที่ได้ขยายไปยังธุรกิจใหม่ๆ เช่น Eats สำหรับจัดส่งอาหาร Freight เพี่อขนส่งสินค้าและแม้แต่ Moto บริการรถมอเตอร์ไซค์ที่มีรูปแบบคล้ายกับบริการเริ่มแรกของ Go-Jek

Nadiem เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะ มีชีวิตวัยเด็กในหลากหลายประเทศ เขาเกิดที่สิงคโปร์ แต่เติบโตขึ้นที่ออสเตรเลีย สิงคโปร์ สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร “ผมเหมือนนักท่องโลก” เขากล่าว เขาเริ่มก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทำงานกับบริษัท McKinsey ใน Jakarta หลังเรียนจบจากBrown University ในสหรัฐฯ เขาทำงานอยู่ 3 ปีและเริ่มมีความคิดอยากเป็นนายตัวเอง ดังนั้นหลังจากว้าปริญญา MBA จาก Harvard University และ ได้เดินทางกลับมายัง Jakarta เพื่อก่อตั้ง Go-Jek ในช่วงต้นปี 2011 ร่วมกับ Michael angelo “Mikey” Moran

ทั้งนี้ Go-Jek เกิดจากไอเดียของ Nadiem ที่ต้องการพัฒนาบริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่เขาใช้เป็นประจำ ในตอนนั้น Nadiem ใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์หลายครั้งในแต่ละวัน ซึ่งเขาพอใจมากกว่าการเรียกแท็กซี่หรือขับรถยนต์ส่วนตัว จนวันหนึ่งเขาเกิดความคิดที่จะตั้งศูนย์บริการลูกค้าที่ผู้โดยสารสามารถกดโทรศัพท์เรียกบริการรถมอเตอร์ไซค์

ในปีเดียวกัน Go-Jek เริ่มอยู่ในกระแสความสนใจเมื่อบริษัทคว้ารางวัลอันดับหนึ่งจากงาน Global Entrepreneur Program Indonesia (GEPI) ในกลุ่มบริษัทนอกธุรกิจเทคโนโลยีประจำปี 2012 โดย Nadiem ได้แรงหนุนครั้งสำคัญเมื่อ Eric Schmidt พูดถึง Go-Jek โดยนำไปเปรียบเทียบกับ Amazon ระหว่างขึ้นกล่าวบนเวทีที่งาน GEPI

หลังจากระดมเงินทุนได้ ส่วนหนึ่ง Nadiem พร้อมเปิดตัวแอพฯ แรกของ Go-Jek ในเดือนมกราคม 2015 โดยรองรับทั้งระบบ iOs และ Android ขณะที่ก่อนหน้านั้นบริษัทดำเนินการผ่านเว็บไซต์และบริการ call center และการปฏิบัติการส่วนใหญ่ยังไม่ได้เป็นระบบอัตโนมัติ โดยมีทีมนักบิดในเครือข่าย 500 คน หลังจากนั้นบริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดภายใน 6 เดือนมียอดดาวน์โหลดแอพฯ 6 ล้านครั้งและทะลุหลัก 9 ล้าน ณ สิ้นปี

จากการเติบโตทำให้เหล่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างแบบดั้งเดิมรวมตัวกันประท้วง Go-Jek ในช่วงต้นปี 2015 ความขัดแย้งนี้ได้นำไปสู่การประกาศระงับบริการ Go-Jek เป็นเวลา 12 ชั่วโมงในเดือนธันวาคม 2015 จากคำสั่งของรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น แต่ประธานาธิบดี Joko “Jokowi” Widodo ออกมาเพิกถอนคำสั่งด้วยตัวเอง “พวกเขายกเลิกคำสั่งระงับบริการแทบจะในทันที” Nadiem กล่าว

ผู้ให้บริการแอพฯ รถร่วมโดยสารประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ในช่วงต้นปี 2016 มีการประท้วงบนถนน โดยบรรดาคนขับแท็กซี่พากันออกมาเดินขบวนบนถนนหลักของกรุง Jakarta พร้อมจุดไฟและปิดการจราจร“มันทำให้เราเป็นบริษัทที่มีความแตกต่างหลังรอดจากหายนะความรุนแรงเหล่านี้” Nadiem กล่าว “เหตุการณ์เหล่านี้สอนให้เรารู้จักควบคุมความกลัวและรับมือกับความวิตกกังวล”

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางอุปสรรคปัญหาดังกล่าวแต่ Go-Jek ยังคงเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ในเดือนธันวาคม 2016 Go-Jek และ Go-Pay มียอดใช้บริการรวมกันเกือบ 35 ล้านครั้งหรือคิดเป็นมูลค่าราว 1 พันล้านเหรียญ (คำนวณโดยประมาณการเป็นรายได้ต่อปี) และมีการเรียกใช้บริการเฉลี่ยมากกว่า 8 ครั้งต่อวินาที

ข้อมูลจากบริษัทวิจัยการตลาด App Annie เผยว่าปัจจุบันมีการดาวน์โหลดแอพฯ Go-Jek มากกว่า 30 ล้านครั้ง โดยการติดตั้งแอพฯ บน iOs ทะลุ 70% และบน Android มากกว่า 30% ในกลุ่มผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในอินโดนีเซีย (บริการรถร่วมโดยสารได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Go-Ride)

“เราอาจเป็นแอพฯ ด้านธุรกรรมการบริการที่ครองสัดส่วนมากที่สุดในประเทศในแง่อัตราการเข้าถึงผู้ใช้มือถือ” Nadiem กล่าว ทีมขับรถของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 คนและบริการ Go-Pay ของบริษัทซึ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนเมษายน 2016 อาจแตกหน่อธุรกิจเพิ่มเติม “บางธุรกิจของเรากำลังจะแตกลูกแตกหลาน” Nadiem กล่าว

การสนับสนุนครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2016 เมื่อบริษัทได้รับเงินทุน 550 ล้านเหรียญจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งรวมถึง KKR & Co, Warburg Pincus, Farallon Capital และ Capital Group การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในสองประเด็นหลักนั่นคือ จำนวนเงินและนักลงทุน เงินทุนมูลค่า 550 ล้านเหรียญทุบสถิติมูลค่าสูงสุดของการระดมทุนเพื่อเข้าลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับ Go-Jek คือตลาดอินโดนีเซีย Nadiem ระบุชัดเจนว่า Go-Jek จะไม่ขยายธุรกิจไปยังประเทศในอาเซียนหรือประเทศอื่นๆ เหมือน Grab หรือ Uber แทนที่จะขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ Nadiem ต้องการตอกย้ำความแข็งแกร่งในตลาดเดิมที่กำลังไปได้สวยอย่างอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“Go-Jek พุ่งเป้าไปที่อินโดนีเซียเพราะเรามีความเป็นชาตินิยม” Nadiem กล่าว

นอกจากนี้ Nadiem กำลังเตรียมตัวรับมือการเติบโตครั้งสำคัญดังจะเห็นได้จากการย้ายมายังสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ บริษัทเหมาพื้นที่ชั้นบนสุดของอาคาร Pasaraya Grande ซึ่งเต็มไปด้วยโต๊ะและเก้าอี้ที่ยังว่างอยู่ พร้อมแผนสร้างร้านอาหารและระเบียงดาดฟ้ากลางแจ้งสำรับพนักงานที่มีกว่า 1,800 คน ในสำนักงานมีทั้งลังซึ่งจุแน่นไปด้วยน้ำแร่บรรจุขวดพร้อมดื่มสำหรับเติมความสดชื่นและป้ายที่แปะอยู่บนโต๊ะเพื่อบอกว่าแต่ละแผนกอยู่ตรงส่วนไหน

ส่วนบริเวณที่ Nadiem นั่งอยู่ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดโล่งไม่ได้กั้นห้องเช่นเดียวกับคนอื่นๆ มีป้ายติดอยู่เช่นกันโดยเขียนสั้นๆ ว่า BOD “เราจะอยู่ในตลาดอินโดนีเซียนี้ไปอีกนาน” Nadiem กล่าว


คลิกอ่าน "ทะยานสู่ยูนิคอร์นพันล้าน" ได้ที่ Forbes Thailand ฉบับ พฤษภาคม 2560 ในรูปแบบ e-Magazine


Admin System Web
Administrator

Update : 18 มิถุนายน 2560

View : 1,940



vdo

ภาพรวมความสำเร็จงาน Forbes Thailand Forum 2016 Self Made Suc..

Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560

View : 11,912

Most Popular
1

BMW 525d: เทพเจ้าแห่งแรงบิด

Update : 10 กันยายน 2558

view : 18,298

2

MINI Cooper SD ALL4 Countryman สบาย สนุก

Update : 10 กันยายน 2558

view : 8,937

3

“โดรน” เดือด

Update : 22 กันยายน 2558

view : 6,438

top list

คำถามสำคัญปีนี้คือการลดสินทรัพย์ของเฟด..

Update : 31 พฤษภาคม 2560

view : 1,629

การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสและความเสี่ยงต่อกล..

Update : 26 เมษายน 2560

view : 2,107

เศรษฐกิจไทยปีระกา 2017 ท่ามกลางความเสี่ยงของนโยบาย..

Update : 28 กุมภาพันธ์ 2560

view : 3,993


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
ศรีวิภา สิริปัญญาวิทย์
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader
กวี ชูกิจเกษม
รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย
กิติชัย เตชะงามเลิศ
นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน
กันติพัฒน์ วงศ์สุคนธ์
Head of Wealth Advisory บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้
คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ TISCO Economic Strategy Unit (ESU)