X

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Cover Story
  • People >
  • มหาเศรษฐีตระกูล Shah เล็งปรับพอร์ตสินทรัพย์ โล้คลื่นดิสรัปชั่น โต “ยกกำลัง”

มหาเศรษฐีตระกูล Shah เล็งปรับพอร์ตสินทรัพย์ โล้คลื่นดิสรัปชั่น โต “ยกกำลัง”

พิชญ ช้างศร

Nishita Shah Federbush ทายาทสาววัย 38 ปี ผู้มั่งคั่งอันดับ 32 ในไทยปี 2561 เตรียมจัดพอร์ตการลงทุนครั้งใหญ่ให้กับ GP Group มุ่งหน้าสู่ธุรกิจยุคใหม่เพิ่มความมั่งคั่งอีก 5 เท่าตัว สู่เป้า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายใน 10 ปีข้างหน้า

GP Group of Companies ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 4 แห่ง และกิจการนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งในและต่างประเทศอีกกว่า 100 แห่ง กำลังก้าวเข้าสู่จุดพลิกผันที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ 150 ปีของพวกเขา ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากชมพูทวีปเมื่อ Khetsee Khinsi Harbham เดินทางรอนแรมจากบ้านเกิดในเมือง Kutch อันยากจนข้นแค้น มาแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในเมืองใหญ่อย่าง Bombay เริ่มกิจการค้าข้าวขนาดเล็กที่ได้เติบโตและแผ่ขยายอาณาจักรออกไปไกลถึงประเทศเพื่อนบ้าน คือ เมียนมา และประเทศไทย

สมาชิกตระกูล Shah 3 คนซึ่งเป็นกำลังหลักในการดูแลสินทรัพย์และการลงทุนของครอบครัวในปัจจุบัน ได้แก่ Nishita Shah Federbush ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ พ่อของเธอ Kirit Chimanlal Shah ผู้ดำรงตำแหน่งประธาน และ Ishaan Kirit Shah น้องชายคนสุดท้องวัย 30 ปี ร่วมกันเปิดเผยถึงแผนการปรับพอร์ตการลงทุนของครอบครัว ซึ่งอาจจะมีการขายหุ้นในกิจการดั้งเดิมบางแห่ง เพื่อเดินหน้าสู่ธุรกิจยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

(จากซ้าย) Ishaan Kirit Shah น้องชายคนสุดท้องวัย 30 ปี, Nishita Shah Federbush กรรมการผู้จัดการ และ Kirit Chimanlal Shah คุณพ่อของพวกเขา ผู้ดำรงตำแหน่งประธาน ภายในเครื่องบินเจ็ตส่วนบุคคลของบริษัท Mjets ที่ GP Group ร่วมทุนกับ William Heinecke แห่ง ไมเนอร์ กรุ๊ป

ปัจจุบัน GP Group ครอบคลุมกิจการตั้งแต่ธุรกิจเดินเรือ ยาและอาหารเสริม ก่อสร้าง พลังงาน โลจิสติกส์ เหมืองแร่ เคมีภัณฑ์ โรงแรมและการท่องเที่ยว การผลิตแท่งอะลูมิเนียมอัลลอย นายหน้าประกันภัย ธุรกิจส่งออกสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม ไปจนถึงธุรกิจซอฟต์แวร์ บริการเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว และอื่นๆ

โดยมีกิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 4 แห่ง ได้แก่ บมจ.พรีเชียส ชิพปิ้ง (PSL) บมจ.เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ (Mega) บมจ.คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) (CNT) และ บมจ.สุธากัญจน์ (SUTHA) ซึ่งมียอดรายรับรวมกันมากกว่า 4 หมื่นล้านบาทในปี 2560

GP Group เพิ่งฉลองครบรอบ 100 ปีของการก่อร่างกิจการในไทย และ 150 ปีทั่วโลกไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ทางธุรกิจที่น่าตื่นเต้นของตระกูล Shah ดูเหมือนจะเพิ่งเริ่มต้นอย่างจริงจังในเดือนมิถุนายน 2517 เมื่อ Kirit ตัดสินใจยุติการเรียนในมหาวิทยาลัยแล้วเดินทางจาก Bombay มากรุงเทพฯ เพื่อมาขอทำงานกับ Chimanlal Shivjee Shah คุณพ่อของเขาซึ่งยุคนั้น เขาเป็นผู้ค้าข้าวชาวอินเดียเพียงรายเดียวในไทยท่ามกลางหมู่พ่อค้าชาวจีน

Chimanlal ยื่นสมุดเก็บนามบัตรรายชื่อลูกค้าที่เก็บสะสมมาเป็นเวลา 50 ปี และขอให้ลูกชายวัย 20 ต้นๆ ของเขาออกเดินทางไปเยี่ยมลูกค้าและคู่ค้าที่เขามีอยู่หลายร้อยรายทั่วโลก รวมเบ็ดเสร็จแล้ว Kirit ใช้เวลาทั้งหมด 9 เดือนในการเดินทางไปเยี่ยมลูกค้าและคู่ค้าของบริษัท Gangjee Premjee & Co ของคุณพ่อ การเดินทางครั้งนั้นเป็นที่มาให้ Kirit ได้แนวคิดการขยายธุรกิจเทรดดิ้งไปสู่สินค้าอื่นนอกจากข้าว เช่น  ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่ว รำข้าวสาลี มันสำปะหลัง ผลไม้และอาหารกระป๋อง กระเบื้องเซรามิก ท่อเหล็ก ท่อพีวีซี ฯลฯ

 

ล้มละลายจากวิกฤตต้มยำกุ้ง

Kirit เป็นนักสร้างธุรกิจที่ใช้โมเดลการลงทุนคล้ายคลึงกับ “angel investor” ที่รู้จักกันในปัจจุบัน เขาได้สร้างธุรกิจขึ้นมาจำนวนมาก ผ่านวิธีการให้เงินทุนตั้งต้นแก่พาร์ทเนอร์และทาเลนต์ผู้ฉายแววในการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ

ทว่าข้อแตกต่างที่สำคัญของ Kirit กับ angel investor ในยุคนี้คือ Kirit ไม่เคยขายธุรกิจของเขา จนกระทั่งวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่สถานการณ์บังคับให้เขาต้องขายและปิดกิจการธุรกิจไปนับร้อยแห่ง

แม้อัตราหนี้สินต่อทุนของบริษัทขณะนั้นจะอยู่ในระดับประมาณ 1:1 เท่านั้น แต่การไหลร่วงลงของค่าเงินบาทก็ทำให้ความมั่งคั่งของเขาต้องสูญสิ้นไปจนอยู่ในระดับที่เรียกว่าล้มละลาย

อย่างไรก็ตาม เงินบาทที่อ่อนค่าทำให้อุตสาหกรรมส่งออกฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลดีให้ธุรกิจเดินเรือของ PSL สามารถพลิกฟื้นและจ่ายคืนหนี้ให้สถาบันการเงินได้เป็นบริษัทแรกของเครือ

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Forbes Thailand Magazine (@forbesthailand) on

หลังจากนั้น Nishita จึงถูกเรียกกลับมาช่วยพลิกฟื้นกิจการของครอบครัวในทันทีที่เธอเรียนจบปริญญาตรีทางด้านบริหารธุรกิจจาก Boston University สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2545 Kirit ประกาศเกษียณตัวเองในปีถัดไป แม้ในความเป็นจริงเขายังเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศแต่เช้าทุกวันจนถึงปัจจุบัน

 

เล็งหาธุรกิจใหม่

Nishita กล่าวว่า GP Group สนใจลงทุนในธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่สร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด อาทิ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยา สุขภาพ หรือการศึกษา

พ่อพูดอยู่บ่อยๆ ว่า เราไม่ต้องรอถึง 50 ปีเพื่อสร้างความมั่งคั่งอีกต่อไปแล้ว ในโลกยุคนี้ คุณสามารถสร้างฐานะได้ภายใน 5 ปีหรือน้อยกว่านั้น” Ishaan กล่าวเสริม

“ผมไม่คิดว่าผมสามารถเกษียณอายุได้จริงๆ หรอก เพราะผมไม่มีงานอดิเรกอะไรเลย ผมสนุกกับการทำงาน” – Kirit Shah

Kirit เปิดเผยว่าปัจจุบันทางครอบครัว Shah ได้เริ่มเข้าไปลงทุนในบริษัทเทคที่มีศักยภาพเติบโตเร็วแล้วหลายสิบบริษัท โดยลงเงินเฉลี่ยประมาณบริษัทละ 1 ล้านเหรียญ ซึ่งทั้งหมดเป็นสตาร์ทอัพในต่างประเทศ อาทิ สตาร์ทอัพด้าน smart agriculture ที่ใช้เทคโนโลยี analytics มาช่วยเพิ่มผลผลิตให้ภาคการเกษตร

Nishita กล่าวว่ากรุ๊ปพร้อมจะลงเงินในระดับ 200 ล้านเหรียญหากพบกิจการที่ดี อย่างไรก็ตามพบว่าปัญหาหลักคือการหาทีมงานที่มีความแข็งแกร่งที่จะเข้ามาช่วยบริหารธุรกิจเหล่านี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

ตราบใดที่มีทีมงานที่ดี เราไม่สนใจว่าจะเป็นธุรกิจอะไร เราพร้อมที่จะพิจารณาทุกๆ ธุรกิจ

 

ธุรกิจดั้งเดิมแข็งแกร่ง

Kirit เน้นว่าธุรกิจดั้งเดิมของกรุ๊ปยังมีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะ Mega ซึ่งมีความโดดเด่นที่สุดในขณะนี้ด้วยอัตราการเติบโตถึง 20% ต่อปี

เนื่องจากการออกผลิตภัณฑ์ยาและอาหารเสริมจะต้องได้รับการรับรองจากองค์กรอาหารและยาในประเทศต่างๆ ซึ่งขั้นตอนการอนุมัติต้องใช้เวลาหลายปี จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้ผลิตรายใหม่จะเข้ามาแข่งขัน ขณะที่ Mega ได้จดทะเบียนผลิตภัณฑ์ไปแล้ว 200-300 ผลิตภัณฑ์ใน 45 ประเทศทั่วโลก และกำลังจดเพิ่มอีกในอัตราเฉลี่ย 20-30 ผลิตภัณฑ์ต่อประเทศในแต่ละปี

Mega เป็นเรือธงที่ทำรายได้ให้ GP Group มากที่สุดในปัจจุบัน

Mega ยังมีความได้เปรียบจากการมีฐานการผลิตในออสเตรเลียซึ่งองค์การอาหารและยาที่นั่นโดยเฉลี่ยแล้วจะใช้เวลาในการอนุมัติผลิตภัณฑ์ยาเพียงประมาณ 6 เดือน ในขณะที่ประเทศไทยใช้เวลาถึง 2 ปี จึงทำให้บริษัทสามารถเริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้บริษัทกำลังสร้างโรงงานใหม่ในเมียนมาซึ่งได้รับสิทธิพิเศษจากการเป็นประเทศในโลกที่สามที่ได้รับการยกเว้นจากกฎหมายด้านสิทธิบัตรยา

 

เคล็ดลับความสำเร็จ

สำหรับ Kirit แล้วเขามองว่าไม่มีทางเลี่ยงอื่นใดสำหรับผู้ต้องการประสบความสำเร็จ นอกจากการอุทิศตนทำงานหนัก ยังต้องแวดล้อมตัวเองด้วยคนที่ซื่อสัตย์และให้รางวัลตอบแทนที่ดีแก่พวกเขา ซึ่งในส่วนตัวเขาเองใช้วิธีการให้เงินทุนตั้งต้น 100% แก่หุ้นส่วนที่ไว้ใจได้เหล่านี้เพื่อร่วมกันสร้างธุรกิจและให้หุ้น 5-20% ในกิจการแก่พวกเขา

ตัวอย่างเช่น GP Group มีบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ชื่อ Eka ซึ่ง Kirit ให้เงินตั้งต้น 1 ล้านเหรียญแก่ Manav Garg อดีตเทรดเดอร์ประจำสำนักงาน G Premjee Trading ของเขาในสิงคโปร์ เพื่อไปทำการวิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์ CTRM (Commodity Trading Risk Management) ช่วยผู้ค้าสินค้าโภคภัณฑ์ในการเทรดและบริหารความเสี่ยง Kirit กล่าวว่า Eka กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในอัตรา 40-50% ต่อปี

ด้วยซอฟต์แวร์ analytics เวอร์ชั่นใหม่นี้ เราสามารถนำเสนอลูกค้าแทบจะทุกบริษัทที่มีข้อมูล และมีความจำเป็นต้องซื้อวัตถุดิบและแทนที่จะเป็นโปรแกรมราคา 5 ล้านเหรียญที่ใช้เวลา 3 ปีในการวางระบบ โปรแกรมนี้มีราคาเพียง 200,000 เหรียญและสามารถนำมาติดตั้งใช้งานได้ภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์

“ตราบใดที่มีทีมงานที่ดี เราไม่สนใจว่าจะเป็นธุรกิจอะไร เราพร้อมที่จะพิจารณาทุกๆ ธุรกิจ” – Nishita Shah

ผู้บริหารตระกูล Shah ทั้งสามคนมองว่าความท้าทายสำคัญของ GP Group คือการสร้างทีมงานรุ่นใหม่ โดยพวกเขากำลังร่วมกันเฟ้นหาทีมงานคนรุ่นใหม่จำนวน 40 คน ที่จะมาเป็น “A-team players” ช่วยสรรหาธุรกิจใหม่และขับเคลื่อนธุรกิจของเครือต่อไปในอนาคต คุณสมบัติ A-team players ประกอบด้วย ความคิดสร้างสรรค์ สติปัญญา practical สามารถพูดได้หลายภาษา ยินดีทำงานหนัก ชอบเดินทาง สามารถปรับตัวและชอบเรียนรู้อะไรใหม่ๆ

Kirit เชื่อว่า GP Group จะหาธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดได้อย่างน้อย 6-12 ธุรกิจภายใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นรากฐานใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเครือได้ต่อไปอีก 20-30 ปี

                                                                       

 

เรื่อง: พิชญ ช้างศร และเอกรัตน์ สาธุธรรม
ภาพ: ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี, GP Group


คลิกอ่าน “มหาเศรษฐีตระกูล Shah เล็งปรับพอร์ตสินทรัพย์ โล้คลื่นดิสรัปชั่น โต “ยกกำลัง” ฉบับเต็มได้ที่ Forbes Thailand Magazine ฉบับเดือนตุลาคม 2561

BACK TO TOP