people / COVER STORY

เพชร โอสถานุเคราะห์ พลิกตำนานบทใหม่ ใส่พลังโอสถสภาสู่เวทีโลก

ห้างขายยาเต๊กเฮงหยู ธุรกิจครอบครัวที่ยืนยงมาถึง 127 ปี ในวันนี้ถึงยุคที่ทายาทรุ่น 4 เพชร โอสถานุเคราะห์ ปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจ พร้อมแปรสภาพกิจการสู่บริษัทมหาชน โดยนำหุ้นออกขายไอพีโอที่ราว 500 ล้านหุ้น เทรดวันแรก 17 ตุลาคมนี้

ยากฤษณากลั่น ตรากิเลน คือตำนานแห่งความสำเร็จของร้านขายยาเต็กเฮงหยู ในยุคเริ่มแรกนับแต่ก่อตั้งกิจการเมื่อปี 2434 โดย แป๊ะ โอสถานุเคราะห์ (เดิมใช้แซ่ลิ้ม) จนเริ่มก่อร่างเป็น บริษัท โอสถสภา (เต๊กเฮงหยู) จำกัด ในปี 2492 ซึ่งนับจากนั้นบริษัทได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุดครอบครัวโอสถานุเคราะห์ติดอันดับที่ 12 ท่ามกลาง 50 อันดับแรกของบรรดามหาเศรษฐีของไทยประจำปี 2018 (Thailand’s 50 Richest 2018) ที่จัดโดยนิตยสาร Forbes ด้วยมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกว่า 7 หมื่นล้านบาท ( 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) 

กระทั่งถึงยุคที่ทายาทรุ่น 4 เพชร โอสถานุเคราะห์ วัย 64 ปี ขึ้นมาเป็นประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ.โอสถสภา หรือ OSP ในปี 2558 ที่เล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปกิจการ ซึ่งเริ่มดำเนินโครงการปรับโครงสร้างธุรกิจในปี 2559 พร้อมเดินหน้าแปรสภาพบริษัทสู่กิจการมหาชนและเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) เป็นจำนวนไม่เกิน 506.75 ล้านหุ้น วันที่ 17 ตุลาคมปี 2561

ปัจจัยที่ทำให้กิจการซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 สามารถสืบสานยาวนานมาถึงวันนี้ได้นั้น ทายาทรุ่น 4 ยกให้เป็นเครดิตของปู่ทวดที่มีความสามารถในการปรุงยาและผลิตยาที่มีคุณภาพ จนได้รับความเชื่อถือในวงกว้าง ส่งผ่านด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและตั้งใจจริงจนถึงสมัยรุ่นปู่ สวัสดิ์ โอสถานุเคราะห์ และต่อมาจนถึงรุ่นพ่อ สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ที่ไม่หยุดพัฒนาและยังนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาสู่บริษัท

แม้เพชรจะเป็นดังวาทยกรที่กำกับจังหวะการดำเนินธุรกิจของ บมจ.โอสถสภา ในฐานะประธานกรรมการบริหาร เมื่อปี 2558 แต่ตัวเขาเองเริ่มเข้ามาบริหารกิจการของครอบครัวอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2526 ในบทบาทของกรรมการผู้จัดการ และยังดำรงตำแหน่งนี้อยู่จนถึงปัจจุบันด้วย

ทั้งนี้ บมจ.โอสถสภา ยังคงเดินเครื่องผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล และธุรกิจให้บริการผลิตสินค้า บรรจุภัณฑ์ และจัดจำหน่ายสินค้า ที่ปัจจุบันทำรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ราว 3 หมื่นล้าน/ปี โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มถือเป็นขุมพลังหลักที่ทำรายได้กว่า 72% ของรายได้รวม

เพชรเล่าถึงที่มาและเหตุผลที่บริษัทต้องปรับตัวครั้งใหญ่สู่การเป็นบริษัทมหาชนนั้นเริ่มจากต้องการความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งเชื่อว่าการเป็น private company หรือ family business ในปัจจุบันและในอนาคตอาจจะไม่ตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืน ซึ่งหมายถึงระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการมีกลยุทธ์อย่างชัดเจน

“อีกเหตุผลคือด้วยเป้าหมายและวิสัยทัศน์ซึ่งกว้างกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ขยายไปสู่ระดับภูมิภาคและเชื่อมโยงไปยังประเทศต่างๆ นอกเอเชียไปถึงยุโรป อเมริกา และจีน ในอนาคตอันใกล้ เราจึงจำเป็นต้องระดมทุน ซึ่งทำให้เราเปลี่ยนตัวเองเป็นบริษัทมหาชน”

 

เพิ่มพลังตลาดนอก

ด้วยความมุ่งมั่นดังกล่าวจึงกลายเป็นวิสัยทัศน์ของ บมจ.โอสถสภา ที่จะเป็นบริษัทด้านสินค้าอุปโภคบริโภคที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีเครือข่ายเชื่อมโยงถึงทวีปอื่นๆ ทั่วโลก 

โดยเพชรถ่ายทอดเพิ่มเติมว่า “วิสัยทัศน์นี้จะเป็นแบบทำทีละก้าว ทีละขั้น ทีละตอน ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เราถนัด”

อย่างไรก็ตาม จากผลประกอบการในปี 2560 บริษัทมีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและของใช้ส่วนบุคคลของบริษัทในต่างประเทศกว่า 16% ของรายได้รวมผ่านสรรพกำลังของบริษัทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ขณะนี้ค่อนข้างแข็งแกร่งในหลายประเทศ ได้แก่ เมียนมา กัมพูชา และ สปป.ลาว 

ทั้งยังจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวม 25 ประเทศผ่านผู้จัดจำหน่ายซึ่งรวมถึงประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา ยุโรปตะวันออก อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้

การขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้รับการสนับสนุนจากจากกลยุทธ์ “ประเทศ ประเภท และช่องทาง” โดยใช้รูปแบบที่หลากหลายในการขยายตัวสู่ตลาดต่างประเทศ ได้แก่ 

(1) การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้เข้ากับรสนิยมของผู้บริโภคในภูมิภาคนั้นๆ (2) การพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดและการส่งเสริมการขายสำหรับตลาดโดยเฉพาะ ด้วยการเชื่อมโยงรสนิยมและพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคผ่านการทำวิจัยทางการตลาดในประเทศนั้นๆ และ (3) การสร้างความเชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในตลาดนั้นๆ ผ่านการดำเนินงานร่วมกับผู้จัดจำหน่ายชั้นนำในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

โดยมีแผนจะเพิ่มรายได้ในระยะกลางจากการขายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและของใช้ส่วนบุคคลในต่างประเทศ ผ่านกลยุทธ์สร้างความมั่นคงในการเป็นผู้นำในตลาดเมียนมาและ สปป.ลาว ขณะที่ขยายส่วนแบ่งตลาดในกัมพูชาและอินโดนีเซียด้วย พร้อมกับพยายามที่จะขยายธุรกิจเข้าสู่เวียดนามในช่วงระยะกลางถึงระยะยาวต่อไป 

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาระยะกลางจนถึงระยะยาว ยังมุ่งเน้นที่จะทำให้ตราสินค้าของบริษัทฯ เป็นที่รู้จักมากขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก และประเทศจีน ผ่านการเข้าเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจและช่องทางการจัดจำหน่ายแบบอี-คอมเมิร์ซอีกด้วย

ด้วยเป้าหมายดังกล่าวสามารถสะท้อนมาสู่ก้าวแรกที่ต้องยกระดับให้ OSP ขยับรายได้จากการขายสินค้าผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในตลาดต่างประเทศ จากสัดส่วน 15.3% ของรายได้รวมในปี 2560 ให้เป็น 20% ในระยะกลาง

 

เด่นที่ทีมเวิร์ก

“เรามีทีมเวิร์กที่ดี ผมพูดได้เต็มปากว่าเราเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีทีมเวิร์กดีที่สุดในประเทศไทย และ (คณะกรรมการ) หลายคนมีประสบการณ์ระดับโลก ไม่ใช่แค่ระดับประเทศ” คือคำยืนยันของซีอีโอแห่ง บมจ.โอสถสภา ที่บอกเล่าถึงรูปแบบการบริหารงานของบริษัท ที่ปัจจุบันตัวเขานั่งหัวโต๊ะของคณะกรรมการบริหารที่มีผู้ทรงคุณวุติหลายคนที่ต่างมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขามาร่วมช่วยกันพิจารณา

ไม่เพียงเท่านั้น การคัดสรรทีมผู้บริหารมืออาชีพก็เป็นอีกหนึ่งตัวกรองที่เพชรให้ความสำคัญ เพราะนอกจากมีความสามารถเป็นที่ประจักษ์แล้ว ยังต้องเป็นที่ไว้วางใจอีกด้วย 

โดยเขาเปิดเผยว่าตัวชี้วัดในครั้งแรกคือ “เรื่องของจิตใจ” นั่นคือ “คุยกันรู้เรื่องหรือไม่ จิตใจดีหรือไม่ เวลาผมรับคนจะเลือกแบบนี้ เรื่องเคมีสำคัญที่สุด” เพราะเขาเชื่อว่าเรื่องศักยภาพของผู้บริหารมืออาชีพแต่ละคนยังต้องใช้เวลาพิสูจน์เมื่อลงมือทำงานจริง ส่วนเรื่องจิตใจเป็นสิ่งที่สามารถสัมผัสได้ตั้งแต่แรก

เพชรยังย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของเขากับ บมจ.โอสถสภา ว่า ตั้งแต่เข้ามาทำงานใหม่ๆ ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานแรกหลังจากเรียนจบทางด้านบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด จาก Southern Illinois University สหรัฐอเมริกา ซึ่งเขาให้คำจำกัดความสถานะในตอนนั้นว่าเป็น “รุ่นใหม่ไฟแรง” จึงต้องการทำงานแบบมืออาชีพและไม่วางตัวแบบลูกเจ้าของ จากจุดนั้นเองที่ทำให้ตัวเขามีความคาดหวังตั้งแต่แรกแบบเงียบๆ ว่าต้องการสร้างให้บริษัทเป็นองค์กรที่ทำงานแบบมืออาชีพระดับสากล

“ในที่สุดวันนั้นก็มาถึง ตอนนี้เราเป็นเช่นนั้นแล้ว จึงมีเป้าหมายต่อไปที่มุ่งมั่นเป็นบริษัทที่มีทีมงานสุดยอดในระดับประเทศและระดับอินเตอร์มาอยู่กับเรา ...ยิ่งหลังจากที่เราเป็นบริษัทในตลาดหุ้น ก็น่าจะมีทุนและได้รับการสนับสนุนอบอุ่น”

 

ภาพ: ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี

อ่านเพิ่มเติม
"วรรณิภา ภักดีบุตร ปรับสูตรโอสถสภาแรงเกินร้อย"


คลิกอ่าน "เพชร โอสถานุเคราะห์ พลิกตำนานบทใหม่ ใส่พลังโอสถสภาสู่เวทีโลก" ฉบับเต็มได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand เดือนกันยายน 2561 ในรูปแบบ e-Magazine


ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor

Update : 11 ตุลาคม 2561

View : 2,629


Most Popular
1

วาสนา ลาทูรัส, NaRaYa กระเป๋าผ้าพันล้าน

Update : 27 กุมภาพันธ์ 2558

view : 40,997

2

ศรีตรังนำทัพยางไทย แจ้งเกิดแบรนด์ระดับโล

Update : 12 กันยายน 2559

view : 31,429

3

ชัยวัฒน์-วนัส แต้ไพสิฐพงษ์ สองรุ่นร่วมสร

Update : 24 กุมภาพันธ์ 2560

view : 29,664


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
พิชญ ช้างศร
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
เอกรัตน์ สาธุธรรม
Business Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
Former Editor in Chief
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Former Lifestyle Editor
ปุณยวีร์ จันทรขจร
ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ จำกัด
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Coins.co.th
รุ่งโรจน์ ตันเจริญ
Chief Executive Officer - Rabbit Digital Group