people / FABULOUS 40s & 50s

‘วัชมนฟู้ด’ ผลิธุรกิจใหม่ เพิ่มรายได้แตะ 4 พันล้าน

วิภาวี วัชรากร ผู้นำรุ่น 2 แห่งวัชมนฟู้ด เดินหน้าแตกยอดธุรกิจใหม่จากฐานการค้าผลไม้ต่างแดน หวังกวาดรายได้แตะ 4 พันล้านบาท พร้อมกรุยทางระดมทุนในตลาด SET ภายในปี 2563

องุ่นลูกงามจากต่างแดนที่วางขายอยู่ตามชั้นจำหน่ายสินค้าภายในห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ทั่วไทยเกือบทั้งหมดต่างนำเข้าโดยกลุ่มบริษัท วัชมนฟู้ด จำกัด ซึ่งปัจจุบันมีสถานะเป็นผู้ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ทำยอดขายสุทธิกว่า 2 พันล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะทำรายได้ถึง 4 พันล้านบาทภายในปี 2563

ปัจจุบันวัชมนฟู้ดจำหน่ายสินค้าผ่าน 2 กลุ่มหลักคือ 1) ค้าส่งให้แก่พ่อค้าแม่ค้าที่นำไปขายต่อตามตลาดต่างๆ และ 2) ค้าปลีกผ่านห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ได้แก่ Tesco และ Big C

“ในปี 2560 ยอดขายฝั่งค้าปลีกเติบโตมากกว่าค้าส่งมากขึ้น จึงอยู่ที่อัตรา 56 % เมื่อเทียบกับยอดขายรวม” จากการบอกเล่าของผู้นำรุ่น 2 วัย 40 ปี วิภาวี วัชรากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท วัชมนฟู้ด จำกัด


วิภาวี
 วัชรากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท วัชมนฟู้ด จำกัด

แม้วิภาวีจะไม่ใช่ทายาทสายตรงของผู้ก่อตั้ง คือ มนตรี และ วัชรี จียาศักดิ์ แต่ด้วยความสนิทสนมที่ตั้งต้นจากการเป็นเพื่อนร่วมห้องที่หอพักกับลูกสาว คือ ฐิติตา จียาศักดิ์ (ปัจจุบันทำหน้าที่ Chief Financial Officer) เมื่อครั้งเรียนปริญญาตรีที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงทำให้เธอมีโอกาสได้มาช่วยทำงานเมื่อปี 2542

วิภาวีถ่ายทอดเรื่องราวของการกำเนิดวัชมนฟู้ดว่า วัชรีในฐานะผู้ก่อตั้งเริ่มวิชาชีพค้าขายผักด้วยวัยเพียง 10 กว่าปี แล้วขยับมาค้าส่งผักผลไม้ไปฮ่องกงทำให้มีพันธมิตรชาวฮ่องกงตั้งต้นการนำเข้าผลไม้จากจีนในนาม บริษัท วัชมนฟู้ด

ส่วนวิภาวี เมื่อเรียนจบก็มารับหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายขาย ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ติดต่อกับห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น Tesco โดยช่วงนั้นยอดนำเข้าผลไม้ของบริษัทอยู่ที่ราว 150 ล้านบาท และในกลุ่มส่งออกประมาณ 200 ล้านบาท แม้จะยังไม่มีห้องเย็นเป็นของตนเอง ต้องไปฝากแช่ที่ห้องเย็นรับฝากจากตู้ขายในตลาด


องุ่นคือสินค้าขายดีของวัชมนฟู้ด โดยบริษัทมีความเชี่ยวชาญในการนำเข้าองุ่นจนมีลูกค้าขนานนามว่าเป็น King of Grape (Photo Credit: vachamon.com)

ทว่า เมื่อมีการเปิดเสรีการค้าผักผลไม้ไทย-จีน คู่แข่งหน้าใหม่จึงต่างเข้ามาช่วงชิงตลาด ผู้ค้าต่างแข่งขันกันตัดราคาอย่างหนักหน่วง ขณะที่ฝั่งวัชมนฟู้ดตัดสินใจลงทุนสร้างห้องเย็นของตัวเองจึงมีต้นทุนเพิ่มขึ้นและต้องฝ่าวิกฤตการค้าเสรีแบบไม่ทันได้ตั้งตัว จนกระแสเงินสดของบริษัทดำดิ่งไม่พอจ่ายหนี้สิน

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานั้นวิภาวีและฐิติตาเรียนจบด้านบริหารธุรกิจจาก China Europe International Business School ณ เมือง Shanghai ประเทศจีน จึงกลับมาร่วมมือกันเข้ากู้วิกฤตภาระหนี้ให้แก่วัชมนฟู้ดในปี 2549 โดยเดินหน้าเจรจาขอปรับโครงสร้างหนี้กว่า 200 ล้านบาทกับธนาคารพาณิชย์จนสำเร็จ

 

Pre-sale กู้วิกฤต

หลังปลดล็อกภาระที่บริษัทแบกไว้ไปได้ระดับหนึ่ง วิภาวีจึงเร่งมองหาโอกาสที่จะดึงวัชมนฟู้ดให้กลับสู่เส้นทาง โดยเริ่มจากยกเลิกการจำหน่ายสินค้าที่ไร้อนาคตและคัดสรรสินค้าที่มีแววจะไปต่อได้เพราะการแข่งขันไม่สูงมาก เช่น แอปเปิลจาก Washington

“ตอนนั้นเราไม่ได้มุ่งว่าจะขายผลไม้ราคาแพง เพียงแต่เราต้องการค้าในตลาดที่การแข่งขันไม่สูงมากและไม่มีการตัดราคากันรุนแรง”

แต่ไม้เด็ดที่พลิกฟื้นให้วัชมนฟู้ดกลับมาเข้าสู่ลู่ทางที่สดใสและนำให้บริษัทก้าวหน้ามาถึงปัจจุบันคือกลยุทธ์การขายแบบ pre-sale นั่นคือทำให้มียอดจองซื้อผลไม้ก่อนที่จะสั่งสินค้าเข้ามา จึงไม่จำเป็นต้องตั้งราคาขายให้สูงเพื่อครอบคลุมความเสี่ยงที่ผลไม้จะเน่าเสียหากต้องเก็บสต็อกไว้เป็นเวลานาน

จากการนำเสนอแนวคิด pre-sale กับห้างค้าปลีก ทาง Tesco จึงเป็นคู่ค้ารายแรกที่ตกลงซื้อผลไม้กับวัชมนฟู้ดในวิธีการใหม่ที่ทำยอดขายในปีแรกถึง 60 ล้านบาท

จุดเปลี่ยนที่คิดต่างทำให้การขับเคลื่อนธุรกิจของวัชมนฟู้ดเริ่มดีขึ้น ดังที่วิภาวีเปรียบเทียบว่า ต่อลมหายใจให้ยังอยู่ต่อได้” จึงมีรายได้เพียงพอชำระเงินกู้และมีกระแสเงินสดหมุนเวียน

อย่างไรก็ตามกลยุทธ์แบบ pre-sale ไม่ใช่แนวทางที่ยากแก่การเลียนแบบ เมื่อมีคู่แข่งเข้ามาเบียดในช่องทางนี้ ทำให้วัชมนฟู้ดจำต้องหาทางหลีกด้วยบริการที่ดีและรวดเร็วกว่า

หลังจากนั้น การหลุดพ้นจากภาวะน้ำท่วมกรุงเทพฯ เมื่อปี 2554 ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการรับมือกับวิกฤตที่คาดไม่ถึง โดยวิภาวีเปิดเผยว่าวัชมนฟู้ดเป็นบริษัทผู้นำเข้าผลไม้รายเดียวที่ยังดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องได้ ด้วยการย้ายฐานการส่งสินค้าจากตลาดไทที่โดนน้ำท่วมกว่า 2 เมตรไปอยู่ที่แหลมฉบัง จึงพลิกสู่โอกาสกลายมาเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของห้าง Big C และ makro 

 

ธุรกิจใหม่เพิ่มรายได้

สำหรับเป้าหมายที่วัชมนฟู้ดต้องการทำรายได้ไต่ให้ถึง 4 พันล้านบาทในปี 2563 นั้น นอกจากสร้างความหลากหลายของแบรนด์ที่นำเข้าแล้ว ยังจะมีธุรกิจใหม่อีกด้วย

โดยหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของธุรกิจใหม่ คือ service provider ที่น่าจะมีบทบาทมากขึ้นจากนี้จนสามารถครองสัดส่วนรายได้ 30% ของยอดขายรวมภายในปี 2563 

สำหรับบริการเสริมที่วัชมนฟู้ดนำเสนอแก่ลูกค้าก็มีหลากหลาย ได้แก่ การจัดทำแพ็กเกจผลไม้สำหรับห้างใดห้างหนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ที่ดูแปลกใหม่ โดยตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปทาง Tesco จะให้บริษัทดูเรื่องการจัดทำแพ็กเกจสำหรับผลไม้ทุกประเภทที่นำเข้าจากต่างประเทศมาขาย จึงน่าจะทำให้มีรายได้เพิ่มเข้ามา 700-800 ล้านบาทในปีนี้


บริการตัดแต่งผลไม้ หนึ่งในบริการด้าน service provider ของวัชมนฟู้ด

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมตัวจะผลักดันผลิตภัณฑ์ใหม่คือ fruit to go หรือผลไม้ตัดแต่งเป็นชิ้นพร้อมรับประทานที่คัดสรรจากผลไม้สดใหม่สำหรับห้างค้าปลีก จึงแตกต่างจากที่วางขายในปัจจุบันที่มักเลือกผลไม้ที่ใกล้หมดอายุแล้วมาตัดแต่งเป็นชิ้นเพื่อวางขาย

“ปัจจุบันมีลูกค้าสั่ง fruit to go ของเราไปเสิร์ฟตามงานต่างๆ บ้างแล้ว แต่เพื่อให้ลูกค้าสะดวกและประหยัดมากขึ้น จึงวางแผนว่าจะจัดเป็นชุด snack box ซึ่งมีทั้งขนมและผลไม้รวมอยู่ในกล่องเดียวกันที่น่าจะเริ่มภายในกลางปีนี้”

ไม่เพียงเท่านั้น วัชมนฟู้ดจะใช้ร้านกาแฟเป็นช่องทางในการสร้างชื่อเสียงให้แบรนด์วัชมนฟู้ดเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายจากสินค้าที่นำไปวางจำหน่ายภายในร้าน ได้แก่ เค้กที่ใช้ผลไม้เป็นวัตถุดิบ น้ำผลไม้สกัดเย็น ผลไม้อบแห้ง เป็นต้น โดยคาดว่าประมาณสิ้นปีนี้น่าจะเปิดร้านแรกอย่างเป็นทางการ โดยการซื้อกิจการร้านกาแฟที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า มีจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ และยังดำเนินธุรกิจได้ดีอยู่แต่อาจไม่มีกำลังที่จะขยายสาขาเพิ่ม


 fruit to go อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่กำลังแจ้งเกิดในกลุ่มค้าปลีก

อีกหนึ่งโครงการที่วิภาวีอยากจะผลักดัน คือการส่งผลไม้ไทยในรูปแบบเดียวกับ fruit to go ไปวางขายยังห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ในต่างประเทศ ทั้งกลุ่ม EU สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ และญี่ปุ่น โดยมองว่าวิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนการจัดส่ง รวมถึงทำให้ชาวต่างชาติรับประทานผลไม้ไทยได้ง่ายขึ้น คาดว่าจะเริ่มได้ราวปี 2562

“ที่มองว่าน่าจะส่งสินค้าไปขายต่างประเทศเพราะหากพึ่งพารายได้จากในเมืองไทยเพียงอย่างเดียว เมื่อเวลาเกิดปัญหาจนส่งผลกับเศรษฐกิจในประเทศ ก็จะกระทบกับรายได้ของเรา”

วัชมนฟู้ดจากการนำของผู้บริหารรุ่น 2 ยังเริ่มผลักดันให้บริษัทเก็บเกี่ยวรายได้นอกวงจร นั่นคือการแตกยอดไปสู่ food service โดยเลือกที่จะจำหน่ายผลไม้ส่วนประกอบอาหารทุกประเภทแก่ผู้ซื้อถึงครัว เช่น โรงแรม ร้านอาหารตามสั่ง เป็นต้น

ส่วนโจทย์ในอนาคตเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับวัชมนฟู้ด คือการเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในปี 2563 ด้วยจุดหมายสำคัญคือจะเป็นส่วนหนึ่งที่ดึงดูดให้คนเก่งและมีศักยภาพเลือกที่จะมาทำงานกับบริษัทและเป็นกำลังสำคัญที่จะต่อภาพโครงการต่างๆ ที่วางไว้ เพื่อนำมาซึ่งรายได้ที่งอกงามไปไกลกว่ารายได้ 4 พันล้านบาท

 

ภาพ: กิตติเดช เจริญพร


คลิกอ่าน "วัชมนฟู้ด ผลิธุรกิจใหม่ เพิ่มรายได้แตะ 4 พันล้าน" ฉบับเต็มได้ที่ Forbes Thailand ฉบับ มีนาคม 2561 ในรูปแบบ e-Magazine


ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor

Update : 13 เมษายน 2561

View : 5,616




vdo

Forbes Thailand Forum 2018: The Next Tycoons

Update : 27 กรกฎาคม 2561

View : 498

Most Popular
1

วาสนา ลาทูรัส, NaRaYa กระเป๋าผ้าพันล้าน

Update : 27 กุมภาพันธ์ 2558

view : 39,791

2

ศรีตรังนำทัพยางไทย แจ้งเกิดแบรนด์ระดับโล

Update : 12 กันยายน 2559

view : 30,456

3

ชัยวัฒน์-วนัส แต้ไพสิฐพงษ์ สองรุ่นร่วมสร

Update : 24 กุมภาพันธ์ 2560

view : 27,086


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
พิชญ ช้างศร
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
เอกรัตน์ สาธุธรรม
Business Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
Former Editor in Chief
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Former Lifestyle Editor
ปุณยวีร์ จันทรขจร
ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ จำกัด
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Coins.co.th
รุ่งโรจน์ ตันเจริญ
Chief Executive Officer - Rabbit Digital Group