people / COVER STORY

อิสระ ว่องกุศลกิจ ทางสีเขียวแห่ง “มิตรผล” ความมั่งคั่งสู่ความมั่นคง

การบรรจบกันระหว่างโลกคู่ขนานของผลกำไรทางธุรกิจและประโยชน์เพื่อสังคมสะท้อนชัดในอาณาจักรแสนล้านของมิตรผลที่สามารถสร้างการเติบโตจากไร่อ้อยถึงพลังงานสีเขียวด้วยความมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจบนแนวทาง “From Waste to Value” สู่ต้นแบบองค์กรแห่งความยั่งยืน

เครื่องหีบอ้อยโบราณขนาดราว 2 เมตรตั้งตระหง่าน ณ โถงด้านหน้าของบริษัทผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลอันดับ 5 ของโลกเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงปฐมบทเริ่มต้น และเจตนารมณ์ของกลุ่มมิตรผลซึ่งมีอ้อยเป็นแก่นแกนของการเป็นบริษัทน้ำตาลระดับโลกและผู้นำธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของเอเชีย

แม้สกุล “ว่องกุศลกิจ” จะเป็นลูกหลานชาวจีนอพยพ แต่ก็สามารถก่อร่างสร้างตัวจนขึ้นแท่นหนึ่งในตระกูลเจ้าสัวไทย ด้วยความมุ่งมั่นขยายฐานธุรกิจให้แข็งแกร่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้การขับเคลื่อนของทายาทรุ่นสอง อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการกลุ่มมิตรผล มหาเศรษฐีไทยอันดับที่ 22 จากการจัดอันดับของ FORBES ในปี 2560 ซึ่งมีทรัพย์สินรวม 1.36 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 4.69 หมื่นล้านบาท ผู้นำอาณาจักรวัย 68 ปีพร้อมย้อนถึงจุดเริ่มขององค์กรสีเขียว


 

จากเครื่องหีบอ้อยโบราณด้วยความภาคภูมิใจ นับตั้งแต่ “ว่องจื้อไฉ่” และ “ฉินเหน่าฟ้า” บิดาและมารดาหอบเสื่อผืนหมอนใบล่องสำเภาจากมณฑลกวางตุ้งเทียบท่าที่บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีในช่วงประเทศเปลี่ยนระบอบการปกครองปี 2475 โดยร่วมกับพี่ชายและน้องชายทำธุรกิจกงสีไร่ยาสูบ ปลูกข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง จนกระทั่งสามารถเก็บหอมรอมริบและสั่งสมที่ดินเพื่อทำไร่อ้อยของตนเองกว่า 7 ไร่ และเริ่มต้นอุตสาหกรรมครัวเรือนขนาดเล็กในชื่อ “บ้านเซี่ยงหว่อง” ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่โรงงานที่สามารถทำไร่ควบคู่กับการเปิดบ้านทำโรงหีบเคี่ยวน้ำเชื่อมในสมัยนั้น

ภายใต้การผนึกกำลังของทายาทรุ่นสองพี่น้องตระกูลว่องทั้ง 8 ร่วมแรงผลักดันกิจการน้ำตาลให้เติบโตรุดหน้าได้อย่างรวดเร็วในฐานะบุตรชายคนที่ 7 ซึ่งเกิดและเติบโตพร้อมธุรกิจ อิสระในวัย 24 ปี พร้อมนำความรู้ด้านภาษาอังกฤษและการบริหารจัดการจาก North Carolina University สหรัฐอเมริกา เริ่มต้นเส้นทางธุรกิจครอบครัวจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการดูแลโรงแรมเชียงอินทร์ที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทั้งนั่งเก้าอี้รองกรรมการผู้จัดการของมิตรผลในช่วงเวลาที่บริษัทขยับขยายจากราชบุรีไปยังโรงงานมิตรสยามที่จังหวัดกำแพงเพชร (ปัจจุบันย้ายไปอยู่จังหวัดกาฬสินธุ์และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงงานมิตรกาฬสินธุ์ตั้งแต่ปี 2540)

“ปี 2522 ในยุคที่เหมืองแร่ดีบุกภาคใต้กำลังรุ่งเรือง ญาติส่วนใหญ่ลงไปภูเก็ต ผมจึงอาสาเข้าไปดูแลโรงงานมิตรสยามเพราะไม่มีใครดูแล ผมเข้าโรงงานสัปดาห์ละ 3 วัน ทำให้เห็นปัญหาตอนนั้นว่า ทำไมเราจึงผลิตสู้คนอื่นไม่ได้” อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการกลุ่มมิตรผล  กล่าว

อิสระค้นพบความจำเป็นในการปรับปรุงความรู้และเทคโนโลยีเดิม โดยกลุ่มมิตรผลนับเป็นธุรกิจน้ำตาลรายแรกๆ ที่มีการจัดโครงสร้างองค์กร รวมถึงระบบการบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐาน ด้วยการศึกษาจากโรงงานน้ำตาลยักษ์ใหญ่ของไต้หวันและนำทีมวิศวกรไทยไปศึกษาดูงานที่แอฟริกาใต้พร้อมทั้งการร่วมทุนกับชาวต่างชาติ ทำให้บริษัทได้รับองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีเพิ่มและช่วยพัฒนาด้านระบบบัญชีการเงิน ตลอดจนการจัดทำงบประมาณตามมาตรฐานสากล

“ในปี 2531 ผมเข้ามาดูแลธุรกิจน้ำตาลเต็มตัวในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ส่วนพี่ชาย (วิฑูรย์) ไปดูแลโครงการอัมรินทร์พลาซ่าแทนผม ซึ่งในช่วงนั้นธนาคารส่วนใหญ่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าธุรกิจอ้อยและน้ำตาลเป็นธุรกิจ sunset ไม่มีอนาคต เพราะราคาไม่ดีและเราผลิตไม่เก่ง แต่ผมยังมองเห็นโอกาสการสร้างมูลค่า เพราะทำงานในโรงงานและค้ากากน้ำตาลมานาน”

อิสระโดยกำหนดพันธกิจให้มิตรผลเป็นผู้นำในธุรกิจน้ำตาลและผลผลิตต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านผลผลิตที่มีคุณภาพและต้นทุนต่ำ ด้วยการใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการจัดการภายใต้ปรัชญาการทำงาน จนกระทั่ง วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ภาระหนี้สินของบริษัทเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 8 พันล้านบาทเป็น 1.4 หมื่นล้านบาท และดอกเบี้ยเพิ่มจาก 12% เป็น 25% ทำให้บริษัทตัดสินใจลดเงินเดือนผู้บริหารลง 10% พร้อมสื่อสารให้พนักงานรับรู้สถานการณ์ของบริษัทผ่านสาส์นกรรมการผู้จัดการและแจ้งให้ธนาคารเจ้าหนี้ทราบผลการดำเนินงานของบริษัททุก 3 เดือน

ในวิกฤตก่อเกิดเป็นโอกาส อิสระก่อตั้ง บริษัทมิตรผลวิจัยพัฒนาอ้อยและน้ำตาล จำกัด ในปี 2540 เพื่อค้นคว้าหาแนวทางการพัฒนาผลผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการในไร่อ้อย และให้ความสาคัญกับการถ่ายทอดความรู้ การพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถปรับใช้ในแต่ละชุมชน ซึ่งนำไปสู่การทำไร่อ้อยอย่างยั่งยืน และได้กลายเป็นรากฐานสาคัญของการพัฒนาองค์กรสีเขียวในเวลาต่อมา

“เราสร้างสถาบันวิจัยและส่งเสริมเรื่องอ้อยโดยเฉพาะ ทาให้ชาวไร่เกิดความมั่นใจในการปลูก และเรามีอ้อยซึ่งทำให้ผลิตน้ำตาลเพื่อส่งออกและได้ราคาตามค่าเงินในช่วงนั้น ทำให้เราสามารถฟื้นจากวิกฤตภายใน 3 ปี ที่สาคัญคือ เราสามารถเปลี่ยน mindset ของพนักงานได้ทั้งหมด ทำให้ทุกคนต้องการพัฒนาและตื่นตัวเรื่องนวัตกรรม”

ในปัจจุบันกลุ่มมิตรผลก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตน้ำตาลอันดับ 1 ในประเทศ พร้อมเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลอันดับ 5 ในโลก ด้วยผลผลิตน้ำตาลรวมในประเทศและต่างประเทศกว่า 4 ล้านตันต่อปี โดยมาจากโรงงานน้ำตาล 6 แห่งในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดเลย สุพรรณบุรี สิงห์บุรี ชัยภูมิ ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ กำลังการผลิต20 ล้านตันต่อปี สร้างผลผลิตน้ำตาล 2.4 ล้านตันต่อปี

ไม่เพียงสร้างการเติบโตในประเทศ กลุ่มว่องกุศลกิจยังเล็งเห็นโอกาสในต่างประเทศโดยจัดตั้งบริษัท แปซิฟิค ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจเป็นตัวแทนส่งออกน้ำตาลไปยังตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการขยายอาณาจักรไปยังประเทศจีนด้วยการเข้าซื้อหุ้นโรงงานน้ำตาลในมณฑลกวางสี โดยปัจจุบันมีจำนวนโรงงาน 7 แห่ง กำลังการผลิต 10 ล้านตันต่อปี สร้างผลผลิต 1.3 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้กลุ่มมิตรผลขึ้นแท่นผู้ผลิตน้ำตาลอันดับ 2 ในแดนมังกร นอกจากนั้น บริษัทยังสร้างฐานธุรกิจน้ำตาลใน สปป.ลาวและออสเตรเลียได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเป็นผู้ผลิตน้ำตาลอันดับ 3 ในประเทศออสเตรเลีย ด้วยกำลังการผลิต 4.7ล้านตันต่อปี ผลผลิต 500,000 ตันต่อปี




แม้มิตรผลจะสามารถสร้างอาณาจักรน้ำตาลได้อย่างแข็งแกร่งในระดับโลก แต่ด้วยแนวคิด “ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ” ระหว่างโรงงานและชุมชน ซึ่งบริษัทยึดมั่นในพันธสัญญาดูแลชาวไร่อ้อยร่วม 2 ล้านไร่ที่มากกว่าผลกำไรหรือรายได้มหาศาล อิสระให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยต่อยอดผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่มจากชานอ้อยให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ภายใต้แนวคิดการจัดการลักษณะ “From Waste to Value” หรือ zero waste (ระบบการผลิตให้ปลอดวัสดุเหลือใช้) พร้อมต่อยอดธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์ปุ๋ยเคมี และปุ๋ยตามสูตรที่เกษตรกร การสร้างมูลค่าเพิ่มจากกระบวนการผลิตเอทานอล, ยีสต์ ธุรกิจไฟฟ้าชีวมวล ในปัจจุบันมิตรผลเป็นผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่อันดับ 1 ในไทยและเอเชีย


 

“แม้จะเป็นบริษัทครอบครัว แต่เราให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีองค์กรภายนอกช่วยประเมินและวิเคราะห์การดำเนินงานของเรา เช่น ทริสเรทติ้ง ซึ่งจัดอันดับเครดิตให้เราที่ A+ และการที่เราได้รับมาตรฐาน Bonsucro รายแรกของประเทศเราไม่ได้ทำเพียง CSR แต่เรา Beyond CSR โดยการดูแลชุมชน ชาวไร่ และประเทศด้วยความจริงใจ” อิสระกล่าวถึงความภาคภูมิใจในการเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายแรกในประเทศและรายที่ 2 ในภูมิภาคเอเชีย และเป็นประเทศที่ 5 ของโลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Bonsucro Sustainability Award 2015 ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกในการผลิตอ้อยและน้ำตาลอย่างยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ก้าวต่อไปของอาณาจักรมิตรผลพร้อมขับเคลื่อนธุรกิจตามแผนการลงทุนในประเทศ 5 ปี (2560-2564) ยกระดับธุรกิจรับเทรนด์โลก ภายใต้งบลงทุน 2 หมื่นล้านบาท สร้างโรงงานน้ำตาลแห่งละ 5 พันล้านบาทบนพื้นที่ 1,000 ไร่ กำลังการผลิต 20,000 ตันต่อวันต่อโรงงาน การร่วมทุนกับ Dynamic Food Ingredients (DFI) สหรัฐอเมริกาในการวิจัยสารให้ความหวานจากธรรมชาติเพื่อสุขภาพ ได้แก่ erythritol และ xylitol

“เราทุ่มเทพัฒนาผลผลิตจากอ้อยและน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง โดยเราสู้กับบราซิลเป็นหลักทั้งด้านประสิทธิภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากที่สุดตามเทรนด์ในอนาคต”

ด้วยความมุ่งมั่นสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสิ่งที่เหลือใช้ (From Waste to Value) โดยพยายามนำวัตถุดิบการเกษตรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นเศษวัสดุที่เหลือจากกระบวนการผลิตมาใช้ให้เกิดคุณค่าสูงสุดด้านพลังงาน ด้วยการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ผลิตจากแกลบ กำลังการผลิต 9.9 เมกะวัตต์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและเป็นบริษัทแรกที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากไม้ยางพาราเป็นโรงแรกที่จังหวัดสงขลา กำลังการผลิต 9.9 เมกะวัตต์ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าชีวมวลอันดับหนึ่งของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


 

อิสระกล่าวถึงกลยุทธ์การขับเคลื่อนธุรกิจยกระดับ “New S-Curve” สู่ “Bio Economy” หรือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน โดยเน้นใช้การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตผลทางการเกษตรตามแนวนโยบายการมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 ของภาครัฐ พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการผลิต เทคโนโลยีและช่องทางการจำหน่าย ซึ่งทุกภาคส่วนในประเทศควรร่วมมือกันสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตในระยะยาว “ทิศทางในอนาคตช่วง 5-10 ปีนี้ เราเน้นขยายธุรกิจที่เราถนัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และช่องทางการจำหน่าย ซึ่งเรายังมีโอกาสเติบโตได้จากพื้นที่เพาะปลูกในประเทศและโรงงานที่ออสเตรเลีย รวมถึงการมุ่ง Bio Technology ในช่วงเปลี่ยน mindset เพิ่มมูลค่าตามเทรนด์ของโลก โดยรายได้รวมสิ้นปีของกลุ่มมิตรผลน่าจะอยู่ที่แสนล้านบาทตามราคาตลาดโลกที่ปรับตัวดีขึ้น” อิสระปิดท้ายถึงเป้าหมายอาณาตจักรแสนล้านอย่างมั่นใจ

เรื่อง: พรพรรณ ปัญญาภิรมย์ และ ศรีวิภา สิริปัญญาวิทย์ ภาพ: Benya Hegenbarth

 


คลิกอ่าน "อิสระ ว่องกุศลกิจ ทางสีเขียวแห่ง “มิตรผล” ความมั่งคั่งสู่ความมั่นคง” โฉมใหม่ได้ที่ Forbes Thailand Magazine ฉบับ กรกฎาคม 2560 ในรูปแบบ e-Magazine


พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor

Update : 01 กันยายน 2560

View : 785



vdo

ภาพรวมความสำเร็จงาน Forbes Thailand Forum 2016 Self Made Suc..

Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560

View : 14,765

Most Popular
1

วาสนา ลาทูรัส, NaRaYa กระเป๋าผ้าพันล้าน

Update : 27 กุมภาพันธ์ 2558

view : 28,766

2

ศรีตรังนำทัพยางไทย แจ้งเกิดแบรนด์ระดับโล

Update : 12 กันยายน 2559

view : 25,947

3

ไพบูลย์ อังคณากรกุล สู่ทศวรรษใหม่อาซีฟาห

Update : 05 เมษายน 2560

view : 22,602

top list

แกะรอยที่มาของเงินบาทแข็งค่าและมุมมองในระยะต่อไป..

Update : 06 กันยายน 2560

view : 5,332

ประเทศไทยกับปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ..

Update : 27 กรกฎาคม 2560

view : 2,770

ผลการเลือกตั้งอังกฤษไม่ส่งผลดีต่อ Theresa May..

Update : 28 มิถุนายน 2560

view : 1,212


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
ศรีวิภา สิริปัญญาวิทย์
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader
ธิติ ตันติกุลานันท์
ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย
คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ TISCO Economic Strategy Unit (ESU)
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
กวี ชูกิจเกษม
รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย