people / COVER STORY

ภวัฒน์ วิทูรปกรณ์ พลาสติกพลิกโอกาส

สองพ่อลูก ซิวซี แซ่ตั้ง และภวัฒน์ วิทูรปกรณ์ ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่สร้าง บมจ. อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป (EPG) ด้วยศรัทธาแห่งนวัตกรรมที่ช่วยพัฒนาศักยภาพของพลาสติกและฉนวนกันความร้อนจนพลิกโอกาสสู่กิจการระดับโลกที่ปัจจุบันครอง market cap. กว่า 3.8 หมื่นล้านบาท พร้อมมุ่งทำรายได้ทะลุ 1 หมื่นล้านบาทภายในต้นปี 2560

พรสวรรค์และความหลงใหลที่มีต่อนวัตกรรมในวัยเยาว์ของ ภวัฒน์ วิทูรปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วัย 65 ปี แห่ง บมจ. อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป หรือ EPG คือหนึ่งในรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมความเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรให้คงอยู่มาจนถึงวันนี้

นับจากปี 2517 ที่ภวัฒน์เริ่มเข้ามาช่วยกิจการของครอบครัวที่ริเริ่มโดยผู้เป็นบิดาซิวซี แซ่ตั้ง ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อหลีกหนีความยากจนจากมณฑล Guangdong  (กวางตุ้ง) ประเทศจีนมาสร้างชีวิตใหม่ในเมืองไทยตั้งแต่ปี 2488 จุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของ EPG เติบโตขึ้นจากโรงงานขนาดเล็กย่านคลองเตยที่ผลิตเทปกาวชนิดพิเศษและทุ่นลอยน้ำพลาสติกสำหรับอวน จนค้นพบโอกาสแห่งการนำโพลีเมอร์และพลาสติกไปใช้แทนวัสดุต่างๆ จนกระทั่งเกิดเป็นสารพัดแบรนด์ได้แก่ AEROFLEX (ฉนวนยางกันความร้อน/เย็น) AEROKLAS (ผลิตภัณฑ์พื้นปูรถกระบะ) และ EPP (บรรจุภัณฑ์พลาสติก) ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market cap.) กว่า 3.8 หมื่นล้านบาท (สิ้นเดือนตุลาคม 2559) และตั้งเป้ามีรายได้รวมทะลุ 1 หมื่นล้านบาทภายในปีงบประมาณนี้หรือสิ้นสุด 31 มีนาคม 2560 โดยมุ่งสร้างอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10-15% ทุกปี

ทั้งนี้ ภวัฒน์ยังติดอันดับ 31 และเป็นการติดอันดับครั้งแรกในทำเนียบ 50 อันดับมหาเศรษฐีไทยประจำปี 2559 (Thailand’s 50 Richest 2016) ที่จัดโดย Forbes ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท

สร้างตัว

ก่อนครอบครัววิทูรปกรณ์จะก่อร่างสร้างตัวจนมีกิจการเป็นปึกแผ่นนั้น พวกเขาต้องผ่านความล้มเหลวและต่อสู้กับอุปสรรคมากมาย โดยหลังจากที่ซิวซีเริ่มต้นหาเลี้ยงชีพจากการเป็นลูกจ้างในโรงงานฟอกหนัง เพียง 2 ปีกว่านำเงินสะสมเริ่มต้นบทบาทเถ้าแก่ของโรงงานฟอกหนังซ่าฮิ้นลี่ อันนับเป็นช่วงชีวิตที่ต้องเผชิญปัญหาหนี้สินรุมเร้าด้วยเพราะขัดสนทั้งความรู้ในการบริหารธุรกิจและเงินทุน เพื่อความอยู่รอดของครอบครัว จนกระทั่งวิกฤตน้ำเสีย ซิวชีจึงตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ โดยหันไปเป็นช่างไม้และทำเครื่องเรือนแถวย่านถนนพระราม 4 แต่ด้วย การแข่งขันที่สูงและไม่มีหน้าร้านวางจำหน่ายสินค้า ทำให้เปิดภาระหนี้หลายแสนบาทที่เกิดจากการกู้ยืมเงินนอกระบบ

อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่เคยย่อท้อหาก แต่เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ อยู่เสมอโดยระหว่างปี 2509 เพื่อนของซิวซีได้มอบสูตรทำยางพื้นรองเท้าซึ่งเป็นภาษาจีนให้กับครอบครัว ประจวบเหมาะกับที่มีโรงงานเก่าขายกิจการในช่วงนั้น ซิวซีจึงตัดสินใจวางเดิมพันกับเส้นทางใหม่ด้วยเงินทุนราว 80,000 บาท เพื่อเดินเครื่องธุรกิจผลิตพื้นยางรองเท้า แต่ท้ายที่สุด ด้วยต้นทุนที่สูงมาก จึงทำให้ประสบกับปัญหาขาดทุนอีกครั้ง ส่งผลให้ครอบครัวต้องเผชิญกับภาวะหนี้สินรุมเร้ากว่า 10 ปี

จนกระทั่ง ปี 2513 เมื่อหนังสือเกี่ยวกับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมยางช่วยให้เขาค้นพบคำตอบนำองค์ความรู้ใหม่มาปรับใช้จึงส่งผลให้ธุรกิจเริ่มมีกำไร และพลิกฟื้นสถานะทางการเงินให้ดีขึ้น อีกทั้งยังต่อยอดไปถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าได้รวดเร็วขึ้น ทำให้ครอบครัวเริ่มลืมตาอ้าปากได้ในที่สุดหลังผ่านช่วงยากลำบากมาอย่างยาวนาน กระทั่งก่อให้เกิดบริษัท ตะวันออกโปลีเมอร์อุตสาหกรรม จำกัด ในเวลาต่อมาจนกระทั่ง ก่อเกิดเป็นผลิตภัณฑ์สร้างชื่อให้กับบริษัท



กำเนิด AEROFLEX

แรงบันดาลใจอันเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์ฉนวนกันความร้อน/เย็น AEROFLEX ของภวัฒน์หลังพบว่า ฉนวนกันความร้อนที่ติดตั้งมากับเครื่องปรับอากาศนั้นมีราคาสูงซึ่งทำให้เขาเริ่มเล็งเห็นโอกาสของธุรกิจใหม่ แต่กว่าที่ AEROFLEX จะสามารถแจ้งเกิดได้สำเร็จนั้น ก็ผ่านความยากลำบากไม่น้อยเลยทีเดียว ตั้งแต่ต้นทุนตั้งต้นในการจัดหาเครื่องจักรที่มีราคาสูง ในขณะที่ศักยภาพทางการเงินของบริษัทในขณะนั้นที่ไม่สามารถขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อมาลงทุนได้เพียงพอ แผนการธุรกิจใหม่ของเขาจึงแทบจะต้องพับไป

ทว่า ด้วยใจที่กล้าเผชิญความท้าทายและทัศนคติของภวัฒน์ เขาจึงเริ่มทดลองค้นคว้าด้วยตัวเองจากความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่มี จนในที่สุด เขาเลือกที่จะผลิตฉนวนที่มีความยาวสั้นลงกว่าผู้ผลิตรายอื่นและจากที่นำเข้าจากต่างประเทศซึ่งสามารถผลิตได้ด้วยเครื่องจักรที่มีขนาดเล็กลงและใช้เงินทุนไม่เกิน 500,000 บาท

 

โดยจุดเด่นของ AEROFLEX คือสามารถใช้งานในช่วงอุณหภูมิที่หลากหลาย ระหว่าง-200 ℃ ถึง 125 ℃ โดยไม่ก่อให้เกิดหยดน้ำ (สำหรับฉนวนกันความร้อนหุ้มท่อแอร์) จากความสำเร็จในประเทศทำให้เสริมความแข็งแกร่งของสินค้ามากขึ้น จนสามารถส่งออก AEROFLEX ไปขายยังต่างประเทศเมื่อปี 2523 โดยตลาดส่งออกมีการขยายอย่างต่อเนื่องกระทั่งจำหน่ายไปแล้วกว่า 70 ประเทศทั่วโลก จนขณะนี้มีการพัฒนาไปถึงสินค้ารุ่นที่ 14

อย่างไรก็ตามเมื่อบริษัทได้ไปปักหมุดฐานการผลิตที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้แบรนด์และบริษัทเป็นที่รู้จัก ซึ่งเป็นการเกื้อหนุนให้ศักยภาพของ AEROFLEX ไม่ได้ถูกจำกัดแค่เพียงการใช้งานบนโลกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปด้วยมีโอกาสเข้าร่วมพัฒนาฉนวนกันความเย็นที่มีคุณสมบัติพิเศษ (เกรดซุปเปอร์พรีเมียม) ที่ทนความเย็นได้ถึง -253 ℃ กับบริษัทผู้ผลิตยานอวกาศเพื่อสำรวจดาวอังคารและสถานีอวกาศขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ NASA (National Aeronautics and Space Administration) เพื่อใช้หุ้มถังเชื้อเพลิงและระบบท่อในยานอวกาศ ทั้งนี้หากประสบผลสำเร็จ จะเป็นอีกโอกาสหนึ่งในการขยายธุรกิจไปสู่ฉนวนกันความร้อน/เย็นเพื่อใช้กับรถยนต์ระบบไฮโดรเจน และสถานีเติมไฮโดรเจน ซึ่งจะเป็นเทรนด์ของรถยนต์ในอนาคตต่อไป

สยายปีกสู่ 2 ธุรกิจใหม่

หลังเข้าสู่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายฉนวนยางได้ระยะหนึ่ง ภวัฒน์ก็เล็งเห็นว่าเป็นจังหวะที่ควรเดินหน้าสู่โอกาสที่หลากหลาย จึงเริ่มศึกษาหาข้อมูลในธุรกิจต่างๆ กระทั่งไปซื้อโรงงานผลิตพลาสติกแผ่นเพื่อทำแผ่นโพลีคาร์บอเน็ตสำหรับติดตั้งภายในอาคาร โดยลูกค้ารายสำคัญคือสนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนขยายสู่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ในบทบาทของผู้ผลิตพื้นปูรถกระบะพลาสติก (bed liner) ที่เข้าสู่วงการในนามของ AERO LINER ก่อนจะกลายเป็นแบรนด์ AEROKLAS ในปัจจุบัน แม้ระยะแรกที่เข้าสู่ธุรกิจใหม่กลับเริ่มต้นได้ไม่สวยนัก ด้วยเป็นผู้เล่นที่มาทีหลังเจ้าตลาดเดิม อีกทั้งชื่อเสียงของแบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จักนัก ยิ่งเมื่อต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ทำให้มียอดขาดทุนรวมเกือบ 300 ล้านบาท

จนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการคิดค้นนวัตกรรมแบบ “ไม่เจาะ” ตัวถังรถกระบะในการติดตั้ง ซึ่งเป็นรายเดียวของโลก ปัจจุบัน AEROKLAS เป็นที่ยอมรับของค่ายรถยนต์และเป็นผู้ผลิตกระบะไลเนอร์ใหญ่ที่สุดในโลก โดยพื้นปูกระบะพลาสติกครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย และเป็นอันดับ1 ของโลก ทำให้ส่วนแบ่งตลาดเติบโตจาก 20% กลายเป็นเกือบ 50% ในเวลาเพียง 6 เดือนและเป็น 60% ภายใน 1 ปี”

กำเนิด EPP

ในวิกฤตต้มยำกุ้งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของ EPG ในหลายแง่มุม เช่นเดียวกับที่นำพาไปสู่การขยายธุรกิจอุตสาหกรรมพลาสติกโดยเข้าซื้อกิจการของ บมจ. ไทยโมเดิร์นพลาสติก ซึ่งประสบปัญหาเศรษฐกิจและต้องเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากมีหนี้สินสูงมากจากการใช้เม็ดเงินลงทุนสูงเกินควร ภวัฒน์เจรจาข้อตกลงซื้อกิจการ เองโดยปราศจากที่ปรึกษาทางการเงิน ด้วยเล็งเห็นศักยภาพในการผลิตถ้วยพลาสติกที่ทันสมัยมากที่สุดของไทยในยุคนั้น ภายใต้เครื่องหมายการค้า “EPP” อันพัฒนาขึ้นจากนวัตกรรม Thermoforming หรือการขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์จากแผ่นพลาสติกที่ทำได้หลากหลายรูปแบบ พร้อมทั้งใช้ส่วนผสมทางเคมีที่มีคุณภาพและทนความร้อนได้ถึง 150 ℃ และทนความเย็นได้ถึง -40 ℃

ปัจจุบันแบรนด์ EPP มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ของไทยด้วยสัดส่วนกว่า 30% ซึ่งคาดว่าจะขยายเป็น 40% ภายในอีกสองปี และเป็นอันดับ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้านความทันสมัยและกำลังการผลิตด้วยยอดการผลิตสูงถึงเดือนละกว่า 500 ล้านชิ้น หนึ่งในเสียงตอบรับที่ดีจากตลาดต่างประเทศ เช่น แก้วเบียร์ที่ผลิตโดย EPP จะได้รับความนิยมในหมู่สโมสรฟุตบอลใน Premier League ของอังกฤษ

ปัจจุบันสมาชิกรุ่น 3 ของครอบครัว 7 คนเริ่มเข้ามาช่วยงานใน EPG บ้างแล้วทั้งทายาทสายตรงของภวัฒน์และบรรดาหลานๆ ที่เป็นลูกของน้องชายคนอื่นๆ ทั้งนี้ทางครอบครัวมีหลักเกณฑ์ว่าต้องให้ลูกหลานไปหาประสบการณ์จากธุรกิจภายนอกก่อน 3-5 ปีแล้วจึงจะมาเริ่มทำงานกับเครือ EPG ได้ ซึ่งต้องเริ่มจากตำแหน่งพนักงานระดับล่างขึ้นมาแล้วไต่เต้าสูงขึ้นในภายหลัง

“ครอบครัวเราไม่ได้บังคับให้ต้องกลับมาทำงานที่บ้าน แต่เราสอนให้ติดดินโดยเริ่มเรียนรู้จากงานระดับล่างก่อนแล้วค่อยพัฒนาตัวเองขึ้นมา ซึ่งก็พิเศษกว่าพนักงานอื่นตรงที่จะได้โอกาสเรียนรู้งานได้หลากหลายกว่า”

ทั้งนี้ บริษัทจ้างที่ปรึกษาเมื่อ 2 ปีก่อนเพื่อมาช่วยวางรากฐานที่จะพัฒนาสู่การเป็น global company เพราะในปัจจุบันบริษัทมีเครือข่ายไปยังหลายประเทศทั่วโลกโดยครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการจัดเตรียมองค์กร จัดเตรียมบุคลากร และการสรรหาผู้บริหารรุ่นต่อไป โดยเขากล่าวถึงการกำหนดผู้สืบทอดอาณาจักร EPG ในอนาคตว่า

“คนที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำเบอร์ 1 ของ EPGนั้น หากคนในครอบครัวมีความสามารถพอที่จะขึ้นมาได้ ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่ท้ายที่สุดแล้วเราต้องคำนึงถึงประโยชน์ขององค์กรที่จะต้องขับเคลื่อนต่อไปก่อน เพราะเราเป็นบริษัทมหาชนแล้ว” เขาย้ำในที่สุด


คลิ๊กอ่านฉบับเต็ม "ภวัฒน์ วิทูรปกรณ์ พลาสติกพลิกโอกาส" ได้ที่ Forbes Thailand ฉบับเดือนธันวาคม 2559


ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor

Update : 06 กุมภาพันธ์ 2560

View : 6,093




vdo

ภาพรวมความสำเร็จงาน Forbes Thailand Forum 2016 Self Made Suc..

Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560

View : 16,677

Most Popular
1

วาสนา ลาทูรัส, NaRaYa กระเป๋าผ้าพันล้าน

Update : 27 กุมภาพันธ์ 2558

view : 30,073

2

ศรีตรังนำทัพยางไทย แจ้งเกิดแบรนด์ระดับโล

Update : 12 กันยายน 2559

view : 26,977

3

ไพบูลย์ อังคณากรกุล สู่ทศวรรษใหม่อาซีฟาห

Update : 05 เมษายน 2560

view : 23,120

top list

ประธานเฟดคนใหม่ และทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่อา..

Update : 03 พฤศจิกายน 2560

view : 1,160

เกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ หรือวิกฤตจะซ้ำรอย..

Update : 06 ตุลาคม 2560

view : 5,387

ความผันผวนที่มากขึ้นจากการดำเนินนโยบายการเงินที่แต..

Update : 06 ตุลาคม 2560

view : 1,770


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Coins.co.th
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader
ธิติ ตันติกุลานันท์
ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย
คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ TISCO Economic Strategy Unit (ESU)
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
กวี ชูกิจเกษม
รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย