X

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Global
  • Motoring
  • News
  • Property >
  • รถยนต์ไร้คนขับอาจทำลายวลี “ทำเล ทำเล ทำเล” ของธุรกิจอสังหาฯ

รถยนต์ไร้คนขับอาจทำลายวลี “ทำเล ทำเล ทำเล” ของธุรกิจอสังหาฯ

พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล

ขณะนี้ยังเป็นแค่ยุคเริ่มต้นของธุรกิจ robo-taxi หรือรถแท็กซี่ที่ขับเคลื่อนด้วยหุ่นยนต์ ด้วยรถ Waymo ของบริษัท Alphabet Inc. ที่เพิ่งจะเริ่มบริการรถไร้คนขับตามสั่ง (on-demand) ในเมือง Phoenix แต่ผลกระทบต่อพื้นที่สำนักงานให้เช่าได้ถูกคาดการณ์ไว้แล้วว่า ถ้าหากเทคโนโลยียานยนต์อัตโนมัติสามารถทำราคาได้ต่ำ และทำให้ความเครียดในการเดินทางลดลง สิ่งนี้จะมีผลลบต่อตลาดออฟฟิศบิลดิ้งภายใน 1 ทศวรรษ อ้างอิงจากการศึกษาของ CBRE Group

ทำเลที่เนื้อหอมที่สุดสำหรับการพัฒนาออฟฟิศในตลาดหลักของประเทศสหรัฐอเมริกา มักจะแปรผันตามความใกล้ชิดของทำเลนั้นกับสิ่งอำนวยความสะดวกในเมืองและระบบขนส่งมวลชน

แต่ความสัมพันธ์ของสองสิ่งนี้ที่มีมาแต่ดั้งเดิมอาจจะถูกทำลายล้างลงเมื่อการศึกษาจาก CBRE บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ พบว่า คนทำงานจำนวนมากขึ้นมีแนวโน้มจะยอมเดินทางไปกลับบ้านกับที่ทำงานได้ไกลขึ้น ถ้าหากการเดินทางนั้นเป็นประสบการณ์ที่ดีกว่า

CBRE รายงานว่า ผลของแนวคิดดังกล่าวทำให้ มีความเป็นไปได้ว่าสัดส่วน VMT หรือจำนวนไมล์การเดินทางด้วยพาหนะของคนทำงานที่เดินทางไปกลับแต่ละวันนั้น อย่างน้อย 11% ของ VMT ทั้งหมดจะถูกครอบครองโดยรถยนต์อัตโนมัติภายในปี 2030 และถ้าหากการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับทำได้รวดเร็วกว่าที่คาด ตัวเลขนั้นอาจจะเพิ่มไปถึง 27% เลยทีเดียว

“วลีที่โด่งดังในธุรกิจอสังหาฯ คือ ‘ทำเล ทำเล ทำเล’ เราเชื่อว่าวลีนี้จะไม่ใช่หนทางแห่งอนาคตเสียแล้ว” David Eisenberg รองประธานอาวุโสด้านเทคโนโลยีและการใช้งานดิจิทัล แห่ง CBRE กล่าวกับ FORBES “ในอนาคต ผู้คนยินดีที่จะเดินทางไกลขึ้นเพราะการเดินทางไปกลับที่ทำงานกลายเป็นสิ่งที่น่ารื่นรมย์มากขึ้น เนื่องจากพวกเขาไม่จำเป็นต้องขับรถด้วยตนเอง และยังมีสื่อบันเทิงคุณภาพสูงติดตั้งอยู่ในรถ ที่สำคัญคือมีอินเทอร์เน็ตความเร็ว 5G คอยบริการ”

เมื่อบริการรถยนต์ไร้คนขับเข้ามาในตลาดและขยายตัวขึ้นในอนาคต ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบสูงสุด “เนื่องจากเป็นตลาดที่คนทั่วไปใช้รถยนต์ และระบบทางด่วนก็มีการขยายตัว” Eisenberg กล่าว

ผลกระทบจากเทคโนโลยีต่ออสังหาริมทรัพย์กลายเป็นปัจจัยหนึ่งสำหรับวางแผนก่อสร้างอาคารในอนาคตเรียบร้อยแล้ว Gensler บริษัทสถาปนิกกล่าวถึงประเด็นนี้เมื่อช่วงต้นปีว่า เทคโนโลยีทำให้การออกแบบโครงสร้างที่จอดรถของอาคารต้องเตรียมการให้สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่เป็นออฟฟิศหรือพื้นที่รีเทลได้ในอนาคต รวมถึงปรับแบบบริเวณจุด drop-off รับส่งคนของอาคารให้ใหญ่กว่าปกติ

เมื่อเวลาผ่านไป รถยนต์ไร้คนขับอาจทำให้เกิดโอกาสการเรียกคืนพื้นที่ทางเท้าที่ถูกนำไปทำเป็นจุดจอดรถ และทำให้ปั๊มน้ำมันในทำเลทองของเมืองถูกนำมาพัฒนาเป็นสิ่งอื่น เนื่องจากรถยนต์จำนวนมากขึ้นจะกลายเป็นรถในระบบแบ่งปันและเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แต่ทั้งนี้ ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มจากการเข้าสู่ตลาดจริงของรถยนต์ไร้คนขับ

Waymo ซึ่งเป็นแบรนด์ที่พัฒนามาจากโครงการรถยนต์ไร้คนขับของ Google นับได้ว่าเป็นรถยนต์อัตโนมัติเชิงพาณิชย์ที่พัฒนาไปไกลมากที่สุดในขณะนี้ ถึงแม้ว่าบริษัทจะระมัดระวังอยู่ว่าการพัฒนาไปถึงการให้บริการด้วยจะเป็นขั้นตอนดำเนินงานธุรกิจที่ยาวนาน

Ruth Porat ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Alphabet กล่าวในงานแถลงข่าวผลประกอบการประจำไตรมาสเมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า Waymo นั้น “ก้าวเข้าสู่ยุคแรกเริ่มแห่งการพัฒนาเชิงพาณิชย์” ด้วยผู้โดยสารจำนวนหนึ่งในเมือง Chandler รัฐ Arizona ที่เปิดตัวบริการนี้เริ่มจ่ายเงินเพื่อรับบริการการเดินทางแล้ว อย่างไรก็ตาม ย้อนไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2018 John Krafcik ซีอีโอแห่ง Waymo ยังกล่าวกับเหล่าผู้ว่าการรัฐในงานสัมมนาว่าธุรกิจนี้ “จะใช้เวลาพัฒนานานกว่าที่คุณคิด” กว่าที่ยานยนต์ไร้คนขับจะมีอยู่ทั่วไปในตลาด

Waymo บริการรถยนต์ไร้คนขับของ Alphabet ที่เริ่มทดลองจริงบนถนนแล้ว (PHOTO CREDIT: Waymo)

ด้าน General Motors (GM) วางเป้าหมายเปิดตัวแท็กซี่ขับเคลื่อนอัตโนมัติภายในปี 2019 จากการพัฒนาของหน่วย Cruise ของบริษัทที่ San Francisco ขณะที่ Ford, Toyota และอีกหลายบริษัทรถยนต์ ร่วมด้วยผู้เล่นอีกมากในตลาดเทคโนโลยี มีความตั้งใจที่จะเปิดตัวบริการเช่นนี้ภายในปี 2020 หรือช้ากว่านั้น ทว่า การที่หน่วยงานภาครัฐยังไม่มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการใช้งานยานยนต์อัตโนมัติ รวมถึงความจำเป็นที่ต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือในการนำมาใช้งานในพื้นที่จริงอย่างละเอียด ก็อาจจะทำให้การนำมาใช้จริงในตลาดสหรัฐฯ ช้ากว่าที่คาด

อย่างไรก็ดี รายงานฉบับนี้ได้ตั้งสมมติฐานว่า ถ้าหากอุปสรรคเหล่านั้นถูกทลายลงสำเร็จ ก็เป็นไปได้ว่าการพัฒนาออฟฟิศบิลดิ้งจะเพิ่มสูงขึ้นในเขตชานเมืองไปจนถึงภูมิภาคอื่นที่อยู่นอกเขตเมืองหลักของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่น่าสนใจมาก่อนเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยขนส่งสาธารณะหรือไม่ได้อยู่ใกล้แหล่งบุคลากรชั้นแนวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Inland Empire พื้นที่ที่อยู่รอบนอกของเมือง Los Angeles หรือชานเมืองของเขต Bay Area ทางด้านตะวันออกของเมือง Oakland รัฐ California เป็นจุดที่น่าจะดึงดูดการพัฒนาออฟฟิศใหม่ได้

รถยนต์ไร้คนขับในอนาคตจะทำให้คนขับกลายเป็นผู้โดยสาร การเดินทางแม้ใช้เวลามากขึ้นก็น่าอภิรมย์กว่า เพราะจะสามารถทำอะไรก็ได้ในรถ (PHOTO CREDIT: Volvo)

“ถ้าออฟฟิศของคุณได้ราคาพรีเมียมเพราะทำเลที่ใกล้ชิดฮับขนส่งมวลชนหรืออยู่ในศูนย์กลางพาณิชยกรรม คุณกำลังจะสูญเสียค่าพรีเมียมพวกนั้นไป” Eisenberg กล่าว “ค่าเช่าราคาพรีเมียมนั้นกำลังจะไหลออกไปสู่สถานที่อื่นที่ตอนนี้ยังไม่น่าสนใจ แต่จะดึงดูดค่าเช่านั้นมาได้ในอนาคตเพราะความต้องการวิธีการเดินทางไปกลับออฟฟิศของผู้คนจะเปลี่ยนไป”

วันหนึ่ง เทคโนโลยีจะบรรเทาความเครียดในการขับรถโดยปล่อยให้หุ่นยนต์เป็นผู้จับพวงมาลัยแทน (คาดว่าจะเกิดขึ้นในยานยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์) ในขณะที่การเชื่อมต่อสัญญาณ 5G จะสร้างความมั่นใจให้การสื่อสารและความบันเทิงระหว่างการเดินทางไร้รอยต่อและไม่สะดุด ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่เราต้องหาวิธีแก้ข้อจำกัดความจุกระเพาะปัสสาวะของเราเมื่อต้องเดินทางไกลเท่านั้นเอง

 

แปลและเรียบเรียงจาก Self-Driving Cars May Kill That Old Real Estate Mantra Of ‘Location, Location, Location’ โดย Alan Ohnsman ตีพิมพ์ใน forbes.com

BACK TO TOP