วาดฝันปี 2030 ผู้บริโภคอยากเดินทางด้วย “ไฮเปอร์ลูป” - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • IT
  • News >
  • วาดฝันปี 2030 ผู้บริโภคอยากเดินทางด้วย “ไฮเปอร์ลูป”

วาดฝันปี 2030 ผู้บริโภคอยากเดินทางด้วย “ไฮเปอร์ลูป”

PR

ผลสำรวจประชาชนอเมริกันเกี่ยวกับความคาดหวังเรื่องเทคโนโลยีกับการใช้ชีวิต ชี้ 50% คาดหวังการใช้งานไฮเปอร์ลูปภายในปี 2030 อีก 38% เชื่อมีแท็กซี่ลอยฟ้าให้บริการ 49% หวังใช้หุ่นยนต์แม่บ้านสร้างความสะดวกสบายให้กับชีวิต

Dassault Systèmes ร่วมกับบริษัทวิจัยอิสระ CITE Research เผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในเมืองใหญ่ พบว่า ภายในปี 2030 เทคโนโลยีจะเข้ามาเติมเต็มและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้บริโภคทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมทั้งเชิงบวกและเชิงลบ 

  • การเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง (Hyperloop) 
  • เปลี่ยนบ้านธรรมดาให้กลายเป็นสมาร์ทโฮม (Smart Home) 
  • การใช้จ่ายผ่านอุปกรณ์โมบายล์ (Mobile Payment) 
  • แผนการประกันสุขภาพส่วนบุคคล (Personalized Preventive Health Plan) 

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความต้องการที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาท และอาจจะกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้คนในอนาคต

สอดคล้องกับคำตอบของกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม จากผลสำรวจถึงเทคโนโลยีในอนาคตที่ผู้บริโภคคาดหวัง พบประเด็นสำคัญคือ ภายในปี 2030 การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาเติมเต็มประสบการณ์การใช้งานตามรสนิยมของผู้บริโภคเป็นเรื่องที่แบรนด์ควรตระหนัก ทั้งการใช้ชีวิตภายในบ้าน การเดินทาง สุขภาพ และการจับจ่ายใช้สอย

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายหมวดหมู่ที่น่าสนใจ อาทิ เรื่องความปลอดภัย การใช้พลังงาน ความสะดวกสบาย การเข้าถึง การออม และ ประกันชีวิต ที่คาดหวังว่าจะมอบประโยชน์การใช้ชีวิตของพวกเขาจากเทคโนโลยีอื่นๆ

ข้อมูลที่ได้รับจากการตอบแบบสอบถาม:

1.ประสบการณ์ใช้งานตามรสนิยมของกลุ่มมิลเลนเนียลมีอิทธิพลต่อการพัฒนาเทคโนโลยี ชาวมิลเลนเนียลอายุระหว่าง 18 – 34 ปี ให้ความสำคัญกับการแสดงออกถึงเอกลักษณ์ส่วนบุคคล ดังนั้น เทคโนโลยีควรนำเสนอรูปแบบการใช้งานให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ โดยสามารถปรับเปลี่ยนได้ด้วยตนเองและตลอดเวลา ผู้ตอบแบบสอบถามอายุ 35 ปีขึ้นไป คาดว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอีกด้วย

2.ในปี 2030 บ้านจะยิ่งปลอดภัยและประหยัดพลังงานมากขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 70% กล่าวว่า ในอนาคตจะเลือกใช้อุปกรณ์ที่สามารถรีโมทเพื่อควบคุมและตรวจสอบ การสั่งงานด้วยเสียง และวางระบบภายในบ้านแบบสมาร์ทโฮม หรือ บ้านอัจฉริยะ ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถาม 49% เลือกใช้แม่บ้านอัจฉริยะหรือหุ่นยนต์แม่บ้าน

3.ระบบไฟฟ้าและการเชื่อมต่ออัจฉริยะจะยกระดับระบบขนส่งมวลชนและยานยนต์ ช่วยให้ประหยัดต้นทุน ลดเวลาในการเดินทาง และสร้างความปลอดภัยให้กับผู้เดินทางบนท้องถนนมากยิ่งขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่า 70% คาดการณ์ว่าจะใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือรถไฮบริดในอนาคต ขณะที่กว่า 50% คาดว่า จะเลือกใช้ระบบขนส่งความเร็วสูงหรือรถไฟความเร็วสูง หรือ ไฮเปอร์ลูป ด้านผู้ตอบแบบสอบถาม 38% คาดว่า จะมี “แท็กซี่ลอยฟ้า” เปิดให้ใช้บริการ

ขณะที่ผู้ขับขี่กว่า 75% เชื่อว่า จะได้รับประสบการณ์ขับขี่รถยนต์ที่ดีขึ้นในอนาคต เช่น เทคโนโลยีเพื่อการวางแผนการเดินทางหรือกำหนดเส้นทางและแผนการควบคุมการจราจรในเขตเมือง อย่างไรก็ดี ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ยังไม่ยินดีที่จะเปิดให้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวเพื่อใช้ในการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ 

4.แผนการประกันสุขภาพส่วนบุคคลและการติดตั้งเครื่องมือสำหรับดูแลสุขภาพภายในบ้าน หรือโฮมทรีทเมนท์ (Home Treatment) จะใช้กันแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 80% คาดว่า เทคโนโลยีจะช่วยให้พวกเขาจัดการสุขภาพได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นซึ่งจะช่วยป้องกันโรคและช่วยให้พวกเขาใช้ชีวิตได้นานขึ้น

โดย 83% มองว่าแผนประกันสุขภาพที่ตรงกับพฤติกรรมหรือโภชนาการจะตอบโจทย์มากที่สุด 81% มองว่าจะซื้อเครื่องมือในการดูแลสุขภาพมาติดตั้งหรือนำมาใช้ที่บ้านเอง และ 80% คาดว่าจะมีระบบบันทึกข้อมูลด้านสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์เปิดให้ใช้บริการ

ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถาม เชื่อว่า เทคโนโลยี เช่น แอพพลิเคชั่นสำหรับวินิจฉัยสุขภาพที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองหรือที่บ้านอุปกรณ์สวมใส่ และศัลยกรรมกระดูกเทียมจะถูกนำมาใช้มากขึ้นในอนาคต

5.ร้านค้ารูปแบบเดิมจะยังมีอยู่ สิ่งที่จะเพิ่มเข้ามาคือการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มความสะดวกในการชำระเงินและบริการต่างๆ ในร้านค้า ผู้ตอบแบบสอบถาม 84% เชื่อว่า การเปิดให้ชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ และการเพิ่มความสะดวกสบายด้านการส่งของได้ทุกที่ทุกเวลาช่วยเร่งให้อุตสาหกรรมซื้อขายสินค้าร้อนแรงมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ 45% เชื่อว่า การพัฒนาการซื้อขายผ่านร้านค้าเสมือนจริงให้สำเร็จภายในปี 2030 ยังไกลเกินเอื้อม

หมายเหตุ: ผลการศึกษาฉบับนี้จัดทำขึ้นโดย Dassault Systèmes ผ่านระบบถามตอบแบบออนไลน์ โดยผู้ตอบแบบสอบถามชาวอเมริกันกว่า 1,000 คน ระหว่างวันที่ 19 – 29 พฤศจิกายน 2018

 

อ่านเพิ่มเติม

BACK TO TOP