UN เตือนอุณหภูมิโลกจะร้อนขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ภายในปี2030 ทั่วโลกต้องปรับตัวยับยั้งภัยพิบัติ - Forbes Thailand
X

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Global
  • News >
  • UN เตือนอุณหภูมิโลกจะร้อนขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ภายในปี2030 ทั่วโลกต้องปรับตัวยับยั้งภัยพิบัติ

UN เตือนอุณหภูมิโลกจะร้อนขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ภายในปี2030 ทั่วโลกต้องปรับตัวยับยั้งภัยพิบัติ

ศิริลักษณ์ หาพันธ์นา

UN เตือนอุณหภูมิโลกอาจจะเพิ่มสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ภายในปี 2030-2050 หากภาวะโลกร้อนยังดำเนินต่อเนื่องในอัตราปัจจุบัน เเนะทุกประเทศต้องดำเนินมาตรการเปลี่ยนเเปลงครั้งใหญ่เพื่อหยุดยั้งภัยพิบัติร้ายเเรง

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การอุปถัมป์ขององค์การสหประชาชาชาติ (UN) เปิดเผยรายงานสรุปในวันนี้ หลังเสร็จสิ้นการประชุมที่กรุงโซลของเกาหลีใต้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกนั้นร้อนขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียสจากระดับช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น และเป็นปัจจัยให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงอื่นๆ เช่น พายุขนาดใหญ่ น้ำท่วมฉับพลันและภัยแล้ง โดยอุณหภูมิเฉลี่ยยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น 3-4 องศาเซลเซียส

หากทั่วโลกยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับปัจจุบันต่อเนื่อง จะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยพุ่งเกิน 1.5 องศาเซลเซียส จากระดับก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมภายในปี 2030 และไม่เกินครึ่งศตวรรษนี้ 

“สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ได้เกิดขึ้นแล้ววันนี้” Jennifer Morgan ผู้อำนวยการบริหาร Greenpeace International ให้สัมภาษณ์กับ AFP

โดยก่อนที่จะมีการลงนามข้อตกลงภูมิอากาศปารีสเมื่อปี 2015 งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกือบ 10 ปีได้ตั้งเป้าหมายยับยั้งอุณหภูมิเฉลี่ยไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส เพื่อคงระดับสภาพอากาศโลกให้ปลอดภัยแก่การอยู่อาศัยของมนุษย์

credit photo : AFP

 

ตามรายงานของ IPCC เสนอเเนะว่าทั่วโลกจะต้องสร้าง carbon neutral (ความเป็นกลางทางคาร์บอน) ให้ได้ภายในปี 2050 เพื่อโอกาสอย่างน้อย 50/50 ที่จะสามารถรักษาอุณหภูมิของโลกไว้ในระดับไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

“ทุกๆ 1 ตันของก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ที่เราปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศจะต้องถูกชดเชยด้วยการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 1 ตันเช่นกัน” Myles Allen หัวหน้าโครงการวิจัยสภาพอากาศของมหาวิทยาลัย Oxford กล่าว

นอกจากนี้ จะต้องมีการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดเเทน เช่น พลังงานน้ำ พลังงานเเสงอาทิตย์เเละพลังงานลม จาก20% เป็น 70% ภายในปี 2050 อีกทั้งยังต้องลดการใช้พลังงานถ่านหินที่ใช้ในปัจจุบันมากถึง 40% ให้เหลือแค่ตัวเลข 1 หลัก ซึ่งมีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางเเละรวดเร็ว ในเรื่องการใช้ที่ดิน อุตสาหกรรม การก่อสร้าง คมนาคมเเละการพัฒนาเมือง

โดยทั่วโลกยังมีความจำเป็นที่ต้องลงทุนด้วยเงินไม่ต่ำกว่าปีละ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้พุ่งเเตะ 1.5 องศาเซลเซียส เเละต่อยอดพัฒนาระบบพลังงานใหม่ ในปี 2016 ถึง ปี 2035 คิดเป็นราว 2.5% ของจีดีพีโลก 

ที่มา

  • https://www.afp.com/en/news/23/un-warns-paradigm-shift-needed-avert-global-climate-chaos-doc-19u8db3
BACK TO TOP