กวี ชูกิจเกษม เผยท่วงทำนองศิลปะการเล่นหุ้นที่ต้องรู้ - Forbes Thailand
X

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Finance & Investment
  • News >
  • กวี ชูกิจเกษม เผยท่วงทำนองศิลปะการเล่นหุ้นที่ต้องรู้

กวี ชูกิจเกษม เผยท่วงทำนองศิลปะการเล่นหุ้นที่ต้องรู้

กัมปนาท กาญจนาคาร

ทรัพย์สินในโลกนี้มีสองประเภท ประเภทที่เป็นค่าใช้จ่ายและประเภทที่เป็นการลงทุน “หุ้น” คือสินทรัพย์ประเภทที่เป็นการลงทุนและสามารถสร้างผลตอบแทนให้เราในอนาคต

ในขณะที่ผู้รักการลงทุนในหุ้นก็มีสองประเภทเช่นกันคือผู้รักการถือหุ้นระยะสั้นและการถือหุ้นระยะยาว ไม่ว่ารูปแบบการถือหุ้นจะเป็นอย่างไรต่างได้รับผลตอบแทนทั้งในแง่กำไรและขาดทุน กวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ หลักทรัพย์กสิกรไทย ได้เผยประสบการณ์การลงทุน สำหรับมือใหม่การลงทุนหรือมือเก๋าเก่าวงการ ได้อย่างน่าฟัง

“สำหรับมือใหม่ที่ไม่เคยลงทุนในหุ้น ถ้าไม่รู้ว่าหุ้นคืออะไร การลงทุนจะไร้จุดหมายมาก ในทางกลับกัน ทำไมเราถึงกล้าซื้อหวยเพราะว่าเรารู้ว่าหวยคืออะไรและให้ผลตอบแทนเราเท่าไหร่ ดังนั้นเราต้องรู้ด้วยว่าหุ้นจะให้ผลตอบแทนเราเท่าไหร่ เราถึงจะกล้าซื้อ เช่นเดียวกันสินทรัพย์บางอย่าง เรากล้าลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์ เพราะเราเชื่อว่าถ้าเราไม่อยู่ เราปล่อยเช่า เราจะได้ผลตอบแทน ทั้งหมดนี้เรากล้าลงทุน เพราะรู้ว่ามันคืออะไร และให้อะไรตอบแทนกับเรา” กวี ชูกิจเกษม กล่าวและเสริมอีกว่า

“โดยส่วนตัวผมมองว่าหุ้นมีเสน่ห์ตรงที่ว่า เมื่อคุณซื้อและได้เป็นเจ้าของกิจการแล้วต่อให้ราคาหุ้นจะขึ้นหรือจะลง สิ่งที่คุณได้แน่ๆ คือคุณจะได้ปันผลแน่นอน ดังนั้นให้คิดเสียว่ามันคือสินทรัพย์ที่ซื้อเพื่อความเป็นเจ้าของเพราะเพียงหุ้นเดียวก็เป็นเจ้าของได้ เมื่อคุณเป็นเจ้าของคุณมีสิทธิ์ที่จะโหวตเลือกผู้บริหารในงานนั้นๆ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าคุณมีสิทธิ์แค่หุ้นเดียวจากจำนวนหุ้นทั้งหมด และเมื่อบริษัทที่คุณซื้อมีกำไร คุณก็จะได้ผลตอบแทนกลับมา”

เลือกลงทุนในแบบที่เราเป็น

เมื่อการ “ฝากเงินคือการซื้อหุ้น” “การถอนเงินคือการขายหุ้น” ที่เราสามารถถอนและฝากได้ตลอดเวลา หลักการซื้อขายหุ้นใกล้เคียงกัน เพียงแค่เปลี่ยนจากการเปิดบัญชีเงินฝาก เป็นการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นกับโบรกเกอร์ ยิ่งในยุคดิจิทัล เทคโนโลยีทำให้ชีวิตนักลงทุนหุ้นสะดวกสบาย ไม่ว่าการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นผ่านอินเทอร์เน็ต การซื้อขายหุ้นผ่านระบบออนไลน์

“เมื่อเปิดบัญชีเรียบร้อยก็ถึงเวลาของการซื้อขายหุ้น ขั้นตอนนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่านักลงทุนมีหลายประเภท” กวี กล่าว

แบบแรกคือนักลงทุนระยะยาว หากสังเกตถ้าเป็นรุ่นพ่อแม่ได้แล้วจะถือยาวมาก ตั้งแต่เจ็ดพันบาทจนถึงทุกวันนี้คือสองหมื่นบาท ซึ่งนั่นคือได้กำไรมหาศาล ส่วนของหุ้นถ้าคุณถือยาวและได้กำไรต่อเนื่อง นั่นคือ คุณลงทุนกับบริษัทที่ดี ส่วนนี้เรียกว่าเป็นพฤติกรรมของนักลงทุนระยะยาว ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องเลือกบริษัทที่มีพื้นฐานดีมากๆ และลงทุนเพื่อกินเงินปันผล

แบบที่สองคือนักลงทุนระยะสั้น ขณะที่มีคนถือทองระยะยาว ซื้อเจ็ดพันจนได้มูลค่าสองหมื่นบาท ก็จะมีคนอีกกลุ่มที่สนุกกับการซื้อมาเจ็ดพันบาทและขายไปที่เจ็ดพันห้าร้อยบาท นี่คือนักลงทุนระยะสั้น ไม่ชอบถืออะไรนานๆ กลุ่มนักลงทุนประเภทนี้คือชอบอ่านตลาด ว่าหุ้นตัวไหนจะมา จะไป จะขายอย่างไร จะซื้อตัวไหนช่วงนี้ ซึ่งต้องเก่งพอสมควรในแง่ของการอ่านตลาด ซึ่งจะมีโบรกเกอร์เป็นตัวช่วย

“การจะบอกว่าตัวเองเป็นนักลงทุนประเภทไหน ให้ประสบการณ์เป็นตัวบอกเรา บางคนคิดว่าเราชอบลงทุนระยะยาว แต่กลับไปลงทุนในอีกประเภทคือการลงทุนระยะสั้น ดังนั้นแยกตัวเองให้ออกนะครับ บางครั้งการพลาดก็จะเป็นการยืนยันชัดเจนว่าเราเป็นนักลงทุนแบบไหน มันคือการเรียนรู้ซึ่งมันต้องใช้เวลา ดังนั้นในช่วงเรียนรู้ แนะนำว่าให้ใช้ปริมาณเงินที่ไม่เยอะมาก” กวี กล่าวและเสริมว่า

หนึ่งในสุภาษิตที่ชอบคือ “ไม่ว่าคุณจะขึ้นเขาทางไหน ถึงจุดสูงสุดของภูเขา คุณจะเห็นวิวเดียวกัน” ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว ถ้าคุณศึกษาให้ถึงแก่นจริงๆ คุณสามารถประสบความสำเร็จได้ทั้งนั้น

ความสำเร็จในตลาดหุ้น

สินทรัพย์หุ้นถือเป็นการลงทุนที่แปลก มีเพียงผู้ลงทุน 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จสูงสุด  อีก 20 เปอร์เซ็นต์คือประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่แค่ธุรกิจหุ้นเท่านั้นที่มีนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ อย่างสตาร์ทอัพ ประวัติศาสตร์ยังบอกว่าใน 10 บริษัทมีสำเร็จและอยู่รอดเพียงแค่แห่งเดียวที่อยู่ได้เกิน 5 ปี

“สำหรับหน้าใหม่จริงๆ เริ่มต้นในวงเงินจำกัดที่สามารถรับความเสี่ยงนั้นได้ อย่าไปทุ่มทั้งร้อยที่มีอยู่ เผื่อเวลาให้ตัวเองศึกษา และเรียนรู้ เพื่อให้รู้ว่าตัวตนของเราคือนักลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว จากนั้นศึกษาทางที่จะไปให้ถึงแก่น ส่วนตัวผมมองว่าคนที่ไม่ประสบความสำเร็จคือเขาไม่รู้ตัวเองว่าเป็นนักลงทุนประเภทไหน และเขาไม่รู้ว่านักลงทุนในแบบที่เขาเป็นควรเล่นหุ้นอย่างไร เมื่อเขาไม่รู้ เขาจะประสบความสำเร็จในการลงทุนได้อย่างไร” กวี ชูกิจเกษม กล่าว

ในขณะเดียวกัน เรื่องการเล่นหุ้นมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องหุ้นมากมาย ช่วยให้คุณลงทุนผ่านโบรกเกอร์เหล่านี้ได้ เรียกว่าฝากให้มืออาชีพทำงานไป แต่ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมเป็นเรื่องปกติ หรือดูต้นแบบจากนักลงทุนที่ประกาศออกมาในแต่ละปีได้และใช้เป็นต้นแบบลงทุนหุ้นเหล่านั้น

จำตัดใจ

การเก็งกำไร ถือเป็นอีกกลยุทธ์ที่เพิ่มสีสันให้กับการลงทุน ควรถือนานเมื่อได้กำไรเพิ่มขึ้นและหากขาดทุนต้องตัดใจปล่อย กวีได้อธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า “คนที่ไม่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะไม่ยอมตัด ขาดทุนนิดเดียวแต่ก็ยังเลือกที่จะเก็บไว้ ส่วนที่ได้กำไรเยอะๆ กลับปล่อยออก เชื่อไหม นักลงทุนส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ ขาดทุนนิดๆ ยังเก็บไว้ แต่ถ้าได้กำไรนิดนึงแล้วก็ปล่อยเลย ลองทำตรงข้ามสิ กำไรเยอะๆ เก็บไว้ ส่วนที่ขาดทุนตัดออก”

สำหรับนักลงทุนระยะสั้น จำต้องตัดใจ อย่าคิดว่าหุ้นจะกลับมาใหม่ “นักลงทุนระยะสั้นไม่เน้นจำนวนครั้งที่ได้กำไร แต่เน้นปริมาณที่ได้กำไร นี่คือความลับสวรรค์ที่ทุกคนรู้ แต่ไม่ทำ”

ส่วนของนักลงทุนระยะยาว  แนะนำให้ดูย้อนหลัง สิบปี ว่ารายได้เติบโตสม่ำเสมอไหม จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอหรือเปล่า ทิศทางการเติบโตเป็นอย่างไร พร้อมกับลองคาดการณ์ว่าสิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร การคาดการณ์ไม่มีผิด ไม่มีถูก แต่ขอแค่ให้คิด และถ้ามันแตกต่างไป เราจะได้รู้ว่ามันต่างไปจะได้ขายหรือกลับตัวทัน แต่ถ้าเลือกถูกก็จะมีเงินปันผลไปเรื่อยๆ

ถ้าจะเอาให้ลึกกว่านั้นอีก ลองดูผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ดู ถ้าจะให้ลึกกว่าเดิมก็ต้องดูด้วยว่าบริษัทนี้มีหนี้มากน้อยแค่ไหน

“ส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนระยะยาวไม่ซื้อหุ้นเยอะ ถ้าจะซื้อเยอะไปซื้อกองทุนรวมดีกว่า แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จนะ ทุกคนต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในแต่ละด้านก็ไม่ได้ถือหุ้นตัวเดียวกัน แต่โดยส่วนตัวผมมองว่าการถือหุ้นระยะยาวซับซ้อนน้อยกว่าการลงทุนระยะสั้นนะ”

ทั้งนี้ กวี ยังเผยถึงสัญญาณความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องระวัง ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือ “ความเคยชิน” สิ่งนี้จะทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราลงทุนไม่มีความเสี่ยง มันทำให้เราประมาทมาก และ “สัญญาณเงินเฟ้อ” ที่ปรากฎทุกครั้งก่อนเกิดวิกฤตการเงินการลงทุน

เทคโนโลยีกับการลงทุนหุ้น

กวี ยังได้ตกผลึกประสบการณ์การทำงานตั้งแต่ยุคแรกของการซื้อขายหุ้นที่ต้องเขียนบอร์ด ใช้โทรศัพท์เพื่อผ่านตลาดหลักทรัพย์ พัฒนามาจนถึงการดูผ่านคอมพิวเตอร์ และถูกย่อส่วนเข้ามาที่โทรศัพท์สมาร์ทโฟน

“เทคโนโลยีช่วยเราเล่นหุ้นได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยให้เราประสบความสำเร็จในหุ้น เพราะเรื่องหุ้นยังคงต้องการความรู้และความเข้าใจในการจัดการกับมัน เช่นเดียวกับเครื่องบินถึงจะมี Auto Pilot แต่ก็ต้องมีผู้เชี่ยวชาญคอยควบคุมระบบนั้น เพื่อให้สามารถใช้เครื่องมือที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้เราประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีต” กวี กล่าวและเสริม

ด้านธนาคารกสิกรไทย มี แอพพลิเคชั่นที่เรียกว่า KS Super Stock เครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนมีข้อมูลในการตัดสินใจลงทุน ที่รวบรวมสูตรลับเฉพาะของ  KS  ไว้หลากหลายสูตรที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการของนักลงทุน ทั้งข้อมูลทางด้านพื้นฐานและข้อมูลด้านเทคนิค รวมถึงการ Live การอบรมก็มีให้ดูแบบไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเข้าคลาสแล้ว


หนังสือสำหรับนักลงทุน

สำหรับเส้นทางด้านการเงินการลงทุน กวี เผยถึงประสบการณ์ที่สะสมมากว่า 10 ปี ไว้ว่า “ถามตัวเองว่าประสบความสำเร็จตั้งแต่วันแรกไหม ตอบเลยว่าไม่ ครั้งหนึ่งหลังจากที่ผมผิดหวังกับการลงทุน มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ทำให้ผมได้แรงบันดาลใจดีๆ มันทำให้ผมรู้ว่าตัวเองลงทุนผิดแบบจากสไตล์ที่เป็น”

หนังสือมีชื่อว่า Bufffettology (ศาสตร์แห่งบัฟเฟตต์) หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนชีวิตผม ผมนับถือ Warren Buffett เป็นอาจารย์ท่านหนึ่ง แต่อาจจะเหมาะกับนักลงทุนระยะยาวมากกว่านักลงทุนแบบเก็งกำไร

กวี ทิ้งท้ายสะท้อนประสบการณ์ทางด้านการการลงทุนไว้อย่างอย่างน่าสนใจ “จากประสบการณ์ นักลงทุนส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จซึ่งได้เจอะเจอมีนิสัยคล้ายกันอย่างหนึ่งคือ หนึ่ง เริ่มต้นใช้ชีวิตด้วยความประหยัด ทานข้าวที่บ้านเป็นหลัก ทำให้มองได้ว่าทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากการเก็บ ซึ่งต่างจากคนสมัยนี้ที่สร้างหนี้ก่อน คือซื้อรถก่อนมีเงินเก็บ (เกิดความสงสัยว่าทำไมไม่ใช้ระบบขนส่งสาธารณะก่อน)

สอง ต้องมีความอดทน ล้มได้แต่อย่าท้อ ต้องกลับมาสู้ใหม่ และสาม ต้องมีวินัยในแง่ของการลงทุน ถ้าเป็นนักลงทุนระยะยาวต้องมีวินัยในการถือหุ้น และถ้าเป็นนักลงทุนระยะสั้นก็ต้องมีวินัยในการตัดใจจากหุ้นตัวที่ขาดทุน ถึงตรงนี้ผมยังยืนยันเหมือนเดิมว่าไม่ใช่ทุกคนที่ควรลงทุนในหุ้น ถ้าคุณถนัดพระเครื่องให้ไปทางนั้น ถ้าชอบซื้อภาพเขียนก็ทำได้เลย มันคือความสุขและการลงทุนที่เหมือนกัน”

 

BACK TO TOP