News / THAILAND

ดึงสตาร์ทอัพเข้าระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กระทรวงวิทย์ฯ นัดถกกรมบัญชีกลางแก้ระเบียบ

สตาร์ทอัพเตรียมลุ้นกระทรวงวิทย์ฯ นัดถกกรมบัญชีกลางภายใน 2 สัปดาห์ ถึงความเป็นไปได้ในการแก้ระเบียบเพื่อเปิดช่องให้สตาร์ทอัพมีสิทธิเข้าถึงการประมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พร้อมเปิดกลยุทธ์ 7 ข้อหนุนระบบนิเวศสตาร์ทอัพ 

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในงานแถลงข่าวการจัดงาน STARTUP THAILAND 2018 ว่า จากเป้าหมายการผลักดันให้เกิดระบบนิเวศ (Ecosystem) ของสตาร์ทอัพ (วิสาหกิจเริ่มต้น) ที่สมบูรณ์ในประเทศไทย กระทรวงวิทย์ฯ กำลังอยู่ระหว่างนัดหมายหารือกับกรมบัญชีกลางภายใน 2-3 สัปดาห์นี้ เพื่อหาทางเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพได้ร่วมประมูลในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

“ปัจจุบันเรามีสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพและดำเนินธุรกิจจริงอยู่แล้ว 1,500 ราย เรามองว่าที่ผ่านมาเรามีการดันให้สตาร์ทอัพเริ่มทำธุรกิจไปแล้ว จากนี้เราควรจะดึงเขาเข้ามาหาตลาดของรัฐ เพื่อให้เขารู้ว่าเราไม่ได้ทิ้งเขาให้หาตลาดเอาเอง

ดังนั้นจะหารือกับกรมบัญชีกลางเพื่อตรวจสอบว่าสตาร์ทอัพยังติดขัดเรื่องอะไรบ้างที่ทำให้เข้าประมูลไม่ได้ เช่น บางครั้งหน่วยงานรัฐจะกำหนดให้ผู้เข้าประมูลต้องเป็นบริษัทในบัญชีรายชื่อของกรมบัญชีกลาง เป็นต้น นับเป็นงานใหญ่มากของกระทรวงวิทย์ฯ คาดว่าอีก 2-3 เดือนน่าจะได้ข้อมูลชัดเจน” ดร.สุวิทย์กล่าว

 

เล็งดึงสตาร์ทอัพร่วมงานเทศบาล-อบต.

ด้าน ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวเสริมว่า ในอีกฝั่งหนึ่ง NIA จะพูดคุยกับทางฝั่งสตาร์ทอัพที่ติดปัญหาไม่สามารถประมูลงานภาครัฐได้เพื่อกำหนดโจทย์ว่าควรแก้ไขอย่างไร และคาดว่าจะต้องหารือกับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ด้วยอีกกลุ่มหนึ่ง


(ซ้าย) 
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ (ขวา) ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ทั้งนี้ NIA มองว่าสตาร์ทอัพหลายรายมีศักยภาพพอที่จะสนับสนุนงานบริหารจัดการภาครัฐและงานบริการสาธารณะอยู่แล้วในด้านต่างๆ เช่น กลุ่มที่พัฒนา solutions ด้านระบบบัญชี, solutions การจัดเก็บภาษี, เทคโนโลยีภาคเกษตร (AgriTech), เทคโนโลยีการแพทย์ (HealthTech), การจัดการข้อมูล (Data) เป็นต้น 

ดร.พันธ์ุอาจฉายภาพว่า การดึงสตาร์ทอัพเข้ามาช่วยในระบบบริหารของรัฐเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ โดยโมเดลการทำงานของประเทศต้นแบบที่คาดว่าจะนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้ คือสหรัฐอเมริกาและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) 

โดย UAE จะมีศูนย์พัฒนานวัตกรรมรัฐบาลซึ่งเปิดให้สตาร์ทอัพเข้ามาเป็นพันธมิตร ขณะที่สหรัฐฯ มีระบบการบริหารที่แยกเป็นระดับรัฐและระดับเมือง โดยเมืองต่างๆ เช่น New York, Seattle, Atlanta จะมีประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของเมือง หน้าที่คือผลักดันให้เมืองใช้เทคโนโลยีมาบริหารจัดการให้เป็น Smart City ซึ่งแต่ละเมืองจะมีการเลือกจัดจ้างสตาร์ทอัพมาพัฒนาระบบแตกต่างกันตามความเหมาะสม

“เรามองว่าในประเทศไทยอาจจะนำมาปรับใช้กับฝ่ายบริหารราชการส่วนท้องถิ่น คือ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เพื่อช่วยในการบริการประชาชน” ดร.พันธุ์อาจกล่าว “งบจัดซื้อจัดจ้างแต่ละปีของรัฐบาลสูงถึง 4 แสนล้านบาท เป็นตลาดที่จะสนับสนุนสตาร์ทอัพได้”

 

7 นโยบายพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพ

ความพยายามเปิดช่องให้สตาร์ทอัพเข้าร่วมในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นเพียงนโยบายหนึ่งที่กระทรวงวิทย์ฯ ผลักดัน ดร.สุวิทย์ยังกล่าวถึงนโยบายอื่นๆ ที่กระทรวงวิทย์ฯ กำลังเร่งเครื่องเดินหน้าอยู่รวมเป็น 7 นโยบาย ได้แก่

1.ออกกฎหมาย พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น หรือ พ.ร.บ.สตาร์ทอัพ โดยพ.ร.บ.นี้จะลดอุปสรรคในการก่อตั้งสตาร์ทอัพในไทย เช่น การให้แรงจูงใจแก่นักลงทุนทั้งด้านภาษีและที่ไม่เกี่ยวกับภาษี รวมถึงการให้ทุนและเร่งการเติบโตของสตาร์ทอัพ (Funding และ Accelerator)

2.ออกกฎหมาย พ.ร.บ. Regulatory Sandbox ให้ครอบคลุมสตาร์ทอัพทุกประเภท ทั้งนี้ จะศึกษาเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Regulatory Sandbox ในการกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย

3.เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพร่วมประมูลงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

4.SMART VISA วีซ่าประเภทพิเศษ ซึ่งครอบคลุมถึงชาวต่างชาติที่จะเข้ามาก่อตั้งสตาร์ทอัพในไทยสามารถอยู่อาศัยได้นาน 1 ปี จากเดิม 90 วัน เริ่มเปิดให้ขอวีซ่านี้ได้แล้วตั้งแต่ 1 ก.พ. 61

5.การจัดซื้อจัดจ้างเชิงวิจัยภาครัฐ โดยภาครัฐเป็นผู้ออกโจทย์งานวิจัยนวัตกรรมที่ต้องการและออกงบประมาณวิจัย และให้สตาร์ทอัพเป็นผู้พัฒนา

6.Bayh-Dole Act กฎหมายในรูปแบบเดียวกับ Bayh-Dole Act ของสหรัฐฯ ซึ่งอนุญาตให้มหาวิทยาลัย ธุรกิจขนาดเล็ก หรือองค์กรไม่แสวงหากำไร ที่ใช้งบประมาณรัฐในการวิจัย สามารถเป็นเจ้าของสิทธิบัตรนวัตกรรมนั้นๆ ได้ แตกต่างจากเดิมที่นวัตกรรมเหล่านั้นต้องตกเป็นของรัฐ

7.ย่านนวัตกรรม (Innovation District) โดย NIA เสนอให้มีการพัฒนาย่านนวัตกรรมต้นแบบก่อน 2 แห่ง ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธี บริเวณซอยโยธีซึ่งมีโรงพยาบาลทั้งหมด 16 แห่ง และสตาร์ทอัพมีความร่วมมือกับโรงพยาบาลในการคิดค้นนวัตกรรมอยู่แล้ว NIA ต้องการจะยกระดับให้ความร่วมมือเหล่านี้ขยายไปในระดับโลก อีกแห่งหนึ่งคือ ย่านนวัตกรรมปุณณวิถี ร่วมมือกับภาคเอกชนพัฒนาเป็น True Digital Park ในโครงการวิสซ์ดอม 101 ซึ่งตั้งใจจะให้เป็นแหล่งรวมสตาร์ทอัพ

นโยบายผลักดันสตาร์ทอัพของกระทรวงวิทย์ฯ จะสำเร็จหรือไม่ ต้องติดตามคำตอบ แต่อย่างไรก็ตามดร.สุวิทย์ประกาศชัดแล้วว่า อย่างน้อย “พ.ร.บ.สตาร์ทอัพต้องประกาศใช้ให้ได้ภายใน 6 เดือน”


พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer

Update : 13 พฤษภาคม 2561

View : 1,643


Most Popular
1

วิวาห์แห่งปี "ลูกสาวเจ้าสัวซีพี" ควง "ดร

Update : 07 พฤศจิกายน 2557

view : 122,196

2

กลโกงอีคอมเมิร์ซจีน ส่งพัสดุที่ไม่ได้สั่

Update : 15 ธันวาคม 2560

view : 118,596

3

SC ASSET คำตอบของทุกความคุ้มค่าเหนือกาลเ

Update : 13 กุมภาพันธ์ 2561

view : 114,263

top list

ประเมินความกังวลประเด็นกีดกันทางการค้ากดดันตลาดหุ้..

Update : 23 เมษายน 2561

view : 900

ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลงทั่วโลกเป็นโอกาสหรือความเสี..

Update : 19 กุมภาพันธ์ 2561

view : 1,425

การปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ กับทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ..

Update : 09 มกราคม 2561

view : 1,396


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
พิชญ ช้างศร
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
ปุณยวีร์ จันทรขจร
ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ จำกัด
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Coins.co.th
ภารไดย ธีระธาดา
Mentor Coach focused on Personal Executive Development
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader