INVESTMENT OUTLOOK

ประเมินความกังวลประเด็นกีดกันทางการค้ากดดันตลาดหุ้นระยะสั้น

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มไตรมาสแรก 2018 ด้วยความผันผวน จากประเด็นกดดันหลายด้าน เริ่มจากการปรับขึ้นของ Bond Yield ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ หลังนักลงทุนเริ่มกลับคาดว่าเงินเฟ้อมีโอกาสเร่งตัว ส่งผลให้ Bond Yield 10 ปี ของสหรัฐฯ ปรับเพิ่มจากระดับ 2.5% ไปแตะใกล้ระดับ 3% และทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงแรงกว่า10% อย่างไรก็ดี ประเด็นแรงกดดันเงินเฟ้อดูเหมือนจะผ่อนคลายลงในช่วงที่ผ่านมา แต่กลับมีปัจจัยกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และ จีนส่งผลให้ตลาดหุ้นกลับมาผันผวนอีกครั้งส่งผลให้ดัชนี S&P500 ปรับตัวลดลงกว่า 7% ในเดือนมีนาคม

หากจะสรุปเรียงลำดับเหตุการณ์ได้ดังนี้

  • 9 มี.. ประธานาธิบดี Donald Trump สั่งให้มีการเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 25% และ 10% บนสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมที่มีการนำเข้าโดยระบุว่าเป็นมาตราการเพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศ
  • 22 มี.. สหรัฐฯ ระบุจีนได้มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสหรัฐฯ สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจต่อปีคิดเป็นมูลค่าราว 5 หมื่นล้านเหรียญ โดยประธานาธิบดี Trump สั่งให้มีการตอบโต้โดยเก็บภาษีเพิ่ม 25% บนสินค้าที่มีการนำเข้าจากจีนมูลค่าทั้งสิ้น 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสินค้าที่จะมีการเก็บภาษีเพิ่มส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่จีนมุ่งเป้าพัฒนาในอนาคตภายใต้โครงการ Made in China 2025 อาทิ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์, เครื่องจักร และ ยา
  • 2 เม.. รัฐบาลจีนได้ออกมาตราการทางภาษีโต้ตอบสหรัฐฯ 128 รายการ มูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อัตรา 15-25% โดยสินค้าที่จะเรียกเก็บภาษีได้แก่ เนื้อหมู, ผลไม้, ไวน์ เพื่อเป็นการตอบโต้การเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก และ อะลูมิเนียมสหรัฐฯ ช่วงต้นเดือน มี.ค.  
  • 5 เม..  รัฐบาลจีนระบุเตรียมขึ้นภาษีกับสินค้านำเข้าสหรัฐฯ 106 รายการ มูลค่ารวม 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตอบโต้การเรียกเก็บภาษีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยสินค้าหลักที่จีนจะเก็บภาษี เช่น ถั่วเหลือง, เครื่องบิน, และ รถยนต์
  • 6 เม..  ประธานาธิบดี Trump ได้ออกคำสั่งให้ผู้แทนการค้าฯ (USTR)  พิจารณาเก็บภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มเติมจากประเด็นการละเมิดทรัพย์สินย์ทางปัญญา
  • อย่างไรก็ดี เรามองว่าประเด็นกีดกันทางการค้าในท้ายที่สุดจะไม่นำไปสู่ภาวะสงครามทางการค้า (Trade War) ด้วยเหตุผลดังนี้
    • มาตราการปรับเพิ่มภาษีของประธานาธิบดี Trump หากทำในระดับที่รุนแรง ย่อมไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯและเนื่องจากสหรัฐฯ จะมีการเลือกตั้งในช่วงเดือน พ.ย. (Midterm Election) การดำเนินนโยบายการกีดกันทางการค้าที่ผิดพลาด อาจทำให้ Trump และ Republican สูญเสียที่นั่งในสภา ดังนั้นแม้นายTrump จะเปิดฉากการเจรจาที่รุนแรงเชื่อว่าท้ายสุดผลของมาตรการน่าจะออกมาในทางที่ผ่อนคลายลง
    • เชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เรียนรู้จากอดีตที่เคยขึ้นภาษีนำเข้าสูงถึง 60% ช่วงปี 1930 ส่งผลลบต่อสินค้าส่งออกสหรัฐฯในท้ายที่สุด
    • การตอบโต้ของจีนที่ผ่านมาไม่ได้รุนแรงมากนัก ทั้งๆ ที่จีนเองสามารถตอบโต้สหรัฐฯ ได้หลายวิธีการ อีกทั้ง สุนทรพจน์ล่าสุดของประธานาธิบดี Xi Jinping ในงาน Bo’ao Forum ในวันที่ 10 เม.ย. ยังไม่ได้ส่งสัญญาณทีจะนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรง
    • นอกจากนี้ ยังมีเวลาที่จะเจรจาต่อรองกันอีกมาก อาทิ กรณีสหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เรามองว่ากว่าจะได้ข้อสรุปจะใช้เวลาอีกหลายเดือน โดยแนวทางที่จะประนีประนอม เช่น การเร่งเจรจาร่วมกับจีนเพื่อหาวิธีอื่นๆใที่สหรัฐจะสามารถลดการขาดดุลการค้า เช่น การให้จีนลดภาษีการนำเข้ารถยนต์, ให้ธุรกิจภาคบริการสหรัฐฯ เข้าไปทำธุรกิจในจีนเพิ่มขึ้น รวมถึงการที่จีนลดกฎระเบียบ บังคับให้บริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในจีนต้องถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยีให้กับจีน

คาดช่วงเดือน เม.. - .. ตลาดหุ้นจะกลับมาเคลื่อนไหวตามรายงานผลดำเนินงาน โดยบริษัทจดทะเบียนสำคัญในตลาดหุ้น S&P จะเริ่มรายงานผลดำเนินงานไตรมาสที่ 1 นับตั้งแต่วันที่ 13 เม.. เป็นต้นไป

  • พื้นฐานเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในช่วงของการขยายตัว และกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตได้อย่างโดดเด่นยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของราคาหุ้น โดยหากพิจารณาการเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ คาด EPS Growth ของตลาด S&P500 จะยังขยายตัวได้ที่ระดับ 18% YoY
  • โดยในช่วงไตรมาสแรก คาดกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะขยายตัวได้ 17% y-yซึ่งถ้าออกมาตามคาดก็จะถือเป็นไตรมาสที่บริษัทมีกำไรขยายตัวได้ดีที่สุดนับแต่ปี 2011 สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะรายงานผลประกอบการเติบโตได้สูงนำโดย  กลุ่ม Energy, Meterials, Information Technology และ Finance
ดังนั้นแม้ช่วงสั้นตลาดหุ้นจะมีปัจจัยมากระทบจากเรื่อง Trade War ซึ่งท้ายสุดยังมองว่าน่าจะออกมาในทิศทางที่ประนีประนอม ทำให้ยังประเมินว่าในภาวะที่ตลาดผันผวน ก็อาจจะเป็นจังหวะให้เข้าลงทุนในตลาดหุ้น เพราะตราบใดที่ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจยังไม่ได้เปลี่ยน เศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัว แนวโน้มดอกเบี้ยยังปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป เชื่อว่าท้ายสุดเม็ดเงินยังน่าจะไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งราคายังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มจากพื้นฐานที่ยังแข็งแกร่ง

โดย
ลลิดา งามวิริยะพงศ์
Wealth Manager บลจ.ทิสโก้

Admin System Web
Administrator

Update : 18 มิถุนายน 2561

View : 1,972




vdo

Forbes Thailand Forum 2018: The Next Tycoons

Update : 27 กรกฎาคม 2561

View : 2,359


Other Category

Editorial & Contributor
พิชญ ช้างศร
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
เอกรัตน์ สาธุธรรม
Business Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
Former Editor in Chief
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Former Lifestyle Editor
ปุณยวีร์ จันทรขจร
ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ จำกัด
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Coins.co.th
รุ่งโรจน์ ตันเจริญ
Chief Executive Officer - Rabbit Digital Group