INVESTMENT OUTLOOK

คำถามสำคัญปีนี้คือการลดสินทรัพย์ของเฟด

คำถามสำคัญที่จะกระทบกับตลาดการเงินในปีนี้คือเรื่องการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งรวมทั้งการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายและโอกาสที่เฟดจะลดสินทรัพย์ในงบดุลลงภายในปีนี้ โดยเฟดได้มีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (fed funds rate) ขึ้น 25bps ไปแล้วในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งจาก Dot Plot เดือนมีนาคม (สะท้อนมุมมองการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด) ชี้ให้เห็นว่าเฟดมีโอกาสที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นทั้งหมด 3 ครั้งทั้งปีนี้ โดยการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งอาจทำได้ในการประชุมเดือนมิถุนายนนี้ หากเราดูความน่าจะเป็น เราเห็นว่าตลาดคาดมองว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 100%

แต่คำถามใหญ่สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดในปีนี้คือเรื่องการลดสินทรัพย์ในงบดุลของเฟดที่ปัจจุบันมีมูลค่าราว 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ โดยตลาดกำลังสงสัยคือเฟดจะลดสินทรัพย์ลงมาเท่าไหร่ ทำอย่างไร และทำเมื่อไหร่

ในมุมมองของเรานั้น เรื่องขนาดการลดสินทรัพย์ของเฟด ทางเฟดสาขา St. Louis, James Bullard เคยกล่าวว่าหากเฟดจะลดควรลดลงมาอยู่ที่ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ครึ่งหนึ่งจากระดับปัจจุบัน เราจึงไปดูว่าเลข 2 ล้านล้านนี้มาจากไหน (โดยหากดูรูปที่ 1) เราจะเห็นสินทรัพย์ของเฟดซึ่งส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และ MBS (mortgage-backed securities) ในส่วนของหนี้สินและเงินทุนนั้น (รูปที่ 2) จะเห็นได้ว่ามี 2 ส่วนสำคัญเช่นกันคือส่วนเงินหมุนเวียนในระบบ (currency in circulation) มูลค่าราว 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ ที่เกิดจากการเข้าซื้อสินทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นตัวพันธบัตรหรือ MBS ซึ่งก็เหมือนกับการใส่เงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ และอีกส่วนคือ “reserves balance” หรือเงินที่ทางธนาคารพาณิชย์นำมาฝากไว้กับธนาคารกลางซึ่งเงินในส่วนนี้มีมูลค่าราว 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเหมือนเป็นเงินที่ทางธนาคารพาณิชย์นำมาแช่เอาไว้กับทางธนาคารกลางและไม่ได้นำมาปล่อยต่อให้กับระบบเศรษฐกิจทำให้หากลดสินทรัพย์จริงก็อาจจะสามารถลดตัว reserve ส่วนเกินอันนี้ลงไปได้ก่อน


Source: Bloomberg, CEIC, Reuters Eikon, KBank



Source: Bloomberg, CEIC, Reuters Eikon, KBank

 

ในส่วนของวิธีการลดสินทรัพย์นั้น หากเฟดหยุดการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่จะหมดอายุก่อน (หยุดการ roll-over ตัวสั้น) ก็จะมีผลเท่ากับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งการที่เฟดจะหยุดการ roll-over ตัวสั้นและยังคงขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอยู่จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นพุ่งขึ้นเร็วเกินไป ทำให้โครงสร้างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ชันน้อยลง (เนื่องจากดอกเบี้ยระยะสั้นเพิ่มขึ้นเร็วกว่าระยะยาว) ผลกระทบที่จะตามมาคือจะทำให้ระบบธนาคารไม่อยากปล่อยกู้ เนื่องจากธนาคารมีผลกำไรจากการกู้สั้นและปล่อยยาวเป็นหลัก โดยหาก(ดูรูปที่ 3) นั้น เราจะเห็นได้ว่าราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (price to book value) ของธนาคารสหรัฐฯ เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับอัตราดอกเบี้ยระยะยาวอย่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 10 ปี เนื่องจากรายได้หลักของธนาคารมาจากการปล่อยกู้ระยะยาวและ spread ระหว่างดอกเบี้ยสั้นและยาว โดยรายได้ที่มากขึ้นก็ทำให้ราคาต่อมูลค่าทางบัญชีเพิ่มขึ้นเช่นกัน


                         
Source: Bloomberg, CEIC, Reuters Eikon, KBank
 


Source: Bloomberg, CEIC, Reuters Eikon, KBank

เราจึงคาดว่าวิธีที่เฟดจะลด balance sheet น่าจะเป็นการทำแบบทางธนาคารกลางญี่ปุ่นอย่างการ target yield curve (คงเส้นอัตราผลตอบแทน) เป็นต้น โดยทางธนาคารกลางญี่ปุ่นคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ -10bps และอัตราดอกเบี้ยระยะยาว 10ปีให้อยู่ที่ 0% ซึ่งทำให้เราคาดว่าเฟดน่าจะทำในลักษณะที่คล้ายกัน โดยอาจเป็นการลด duration ของสินทรัพย์ของเฟดลงมา

สำหรับเวลาในการลดนั้น เราคาดว่าเฟดจะยังคงมีท่าทีที่ระมัดระวังในการดำเนินการลดสินทรัพย์ในปีนี้ โดยอาจเป็นแค่การประกาศแผนและแนวทางในการลดออกมาก่อนในปีนี้เพื่อดูการตอบรับของตลาดก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการ ซึ่งอาจทำได้ในปีหน้า ทั้งนี้ที่เรามองว่าเฟดคงจะระมัดระวังในการลดสินทรัพย์ก็เพราะว่าเฟดได้รับบทเรียนจากตอนที่อีซีบีที่ลดสินทรัพย์ไปแล้วเมื่อปี 2012-2014 โดยทางอีซีบีลดสินทรัพย์ขณะที่เฟดยังคงทำ QE อยู่ ทำให้เงินยูโรในตลาดลดลงขณะที่ดอลลาร์เพิ่มขึ้น ผลที่ตามมาคือเงินยูโรปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ และส่งผลให้อียูกลับมาเจอปัญหาเรื่องเงินฝืดอีกรอบ ซึ่งเรื่องนี้เฟดเองก็กังวลว่าการลดสินทรัพย์จะทำให้ดอลลาร์แข็งค่าจนเกินไป


Source: Bloomberg, KBank



Source: Bloomberg, KBank
 

โอกาสการลดสินทรัพย์ของเฟดปีนี้ จะเป็นอีกแรงส่งสำคัญที่จะดันให้ค่าเงินดอลลาร์ให้กลับมามีทิศทางแข็งค่าอีกครั้ง เนื่องจากปัจจุบันตลาดคาดหวังให้เฟดมีการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ 3 ครั้งและเริ่มการลดสินทรัพย์ ซึ่งหากเฟดสามารถทำได้ตามที่ตลาดคาดหวังจะเป็นแรงบวกให้กับดอลลาร์หลังจากที่ประเด็นเรื่องการเมืองของทรัมป์เข้ามากดดันค่าเงินดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา สำหรับค่าเงิน USD/THB เรามองว่าด้วยการดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างกันของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งน่าจะเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ที่ 1.50% ตลอดทั้งปี ขณะที่เฟดจะยังคงปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทำให้เรายังมองว่าบาทอาจกลับมาอ่อนค่าลงเล็กน้อยได้ในปลายปีเมื่อเทียบกับระดับปัจจุบันที่บาทแข็งค่าลงมาที่กว่า 34.10 โดยเฉพาะหากเฟดสามารถทำได้ตามที่ตลาดหวังในเรื่องการลดสินทรัพย์ในงบดุลลงในปีนี้

(Photo Credit: ภาพเปิดจาก www.federalreserve.gov)


ธิติ ตันติกุลานันท์
ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย

Update : 31 พฤษภาคม 2560

View : 1,630



vdo

ภาพรวมความสำเร็จงาน Forbes Thailand Forum 2016 Self Made Suc..

Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560

View : 11,912

Most Popular
1

วิกฤตเศรษฐกิจโลก

Update : 24 มกราคม 2560

view : 5,241

2

เศรษฐกิจไทยปีระกา 2017 ท่ามกลางความเสี่ย

Update : 28 กุมภาพันธ์ 2560

view : 3,993

3

อเมริกาจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ภายใต้ปร

Update : 01 กุมภาพันธ์ 2560

view : 2,687

top list

คำถามสำคัญปีนี้คือการลดสินทรัพย์ของเฟด..

Update : 31 พฤษภาคม 2560

view : 1,630

การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสและความเสี่ยงต่อกล..

Update : 26 เมษายน 2560

view : 2,107

เศรษฐกิจไทยปีระกา 2017 ท่ามกลางความเสี่ยงของนโยบาย..

Update : 28 กุมภาพันธ์ 2560

view : 3,993


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
ศรีวิภา สิริปัญญาวิทย์
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader
กวี ชูกิจเกษม
รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย
กิติชัย เตชะงามเลิศ
นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน
กันติพัฒน์ วงศ์สุคนธ์
Head of Wealth Advisory บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้
คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ TISCO Economic Strategy Unit (ESU)