entrepreneurs / THAILAND

ราชา แห่งอาณาจักรน้ำมันรำข้าว

กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงไม่หยุดเดินหน้า เผชิญทุกความท้าทายและทลายทุกอุปสรรคหมายมาดสร้างธุรกิจให้ยิ่งใหญ่ด้วยเป้าหมาย 6.5 พันล้านบาทในปีนี้

ของขวัญล้ำค่าจากผืนดินอันอุดมสมบูรณ์คือ “ข้าว” ที่กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงที่ประกอบไปด้วย 3 บริษัท คือ บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด บริษัท ไทยร่วมใจน้ำมันพืช จำกัด และ บริษัท ไทยร่วมใจโคราช จำกัด เป็นหัวแรงหลักในการเปิดตลาด “น้ำมันรำข้าว” ในไทยให้เติบโต

กว่าจะมาถึงวันนี้ กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ แต่ ประวิทย์ สันติวัฒนา กรรมการบริหาร กลุ่มน้ำมัน รำข้าวคิง และผู้อำนวยการสายธุรกิจอาหารของน้ำมันบริโภคไทย พร้อมพี่น้องต่างไม่ย่อท้อและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง กระทั่งแบรนด์คิงครองอันดับ 1 ในตลาดน้ำมันรำข้าวแบบค้าปลีกด้วยสัดส่วน 90% พร้อมขยายสู่ธุรกิจ non-oil แตกไลน์ สินค้ารุกอุตสาหกรรมอาหารมากขึ้น และมองหาอนาคตอันสดใสในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง

ล้มลุกคลุกคลาน

จากการถอนทุนของเพื่อนของแม่ที่ลงทุนทำธุรกิจน้ำมันหมูบรรจุปี๊บถอนทุนออกไป แม่ของประวิทย์จึงเข้าไปดูแลแทนและเป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจใหม่ของครอบครัว โดยมี “น้ำมันหมูผสมน้ำมันรำข้าว” เป็นตัวเชื่อมให้ครอบครัวรู้จักกับนักธุรกิจชาวไต้หวันที่ทำโรงงานน้ำมันรำข้าวแบรนด์คิง ที่ประกาศขยายธุรกิจให้ลูกค้าที่รู้จักกันจากเหตุการณ์ “14 ตุลา 2516” และ “6 ตุลา2519”

ประสพ พี่ชายคนโตของประวิทย์ (ปัจจุบันประสพเป็นประธานคณะกรรมการบริหาร กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง) เห็นว่าข้าวเป็นสินค้าเกษตรของไทย อย่างไรเสียวัตถุดิบก็จะยังคงมีในระยะยาว อีกประการคือข้าวมีคุณประโยชน์สามารถนำมาพัฒนาต่อได้อีกมากจึงร่วมกับเพื่อนซื้อธุรกิจมาดำเนินการ นำสู่การก่อตั้ง บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด ขึ้นในปี 2520 มีโรงงานผลิตอยู่ที่ปู่เจ้าสมิงพราย อ. พระประแดง จ. สมุทรปราการ

ขณะนั้นประวิทย์-ลูกคนที่ 9 ของครอบครัว ซึ่งกำลังขึ้นปี 2 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เปลี่ยนใจจากการเลือกเรียนสาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเลเพื่อช่วยธุรกิจนากุ้ง มาเป็นเรียนสาขาเคมีเพื่อมาประยุกต์ใช้กับน้ำมันรำข้าว หลังจากจบปริญญาโทด้าน Organic Chemistry จากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา และกลับมาหาประสบการณ์ในบริษัทยาได้ 2 ปี พี่ชายก็เรียกตัวให้เข้ามาช่วยงาน เริ่มที่แผนก QA ดูแลคุณภาพสินค้าโดยมี ประเวศและปราโมทย์ พี่ชายคนที่ 5 และคนที่ 7 ร่วมกันเป็นกำลังหลักขององค์กร (ขณะนี้ประเวศเป็นรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และปราโมทย์เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร)

“สิบปีแรกของธุรกิจเรียกได้ว่าล้มลุกคลุกคลาน เพราะตลาดจะรู้จักน้ามันปาล์มซึ่งราคาถูก น้ำมันถั่วเหลืองที่มีงานวิจัยสนับสนุนน่าเชื่อถือ ส่วนภาพของน้ามันรำข้าวยังผูกติดกับรำข้าวซึ่งเป็นอาหารสัตว์ ทำให้สร้างตลาดค่อนข้างยาก” ประวิทย์วัย 59 ปี เล่าความตั้งใจสร้างตลาดด้วยการมีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์มารองรับผลักให้ประวิทย์ใช้เวลาว่างไปกับการค้นคว้าในห้องสมุด และพบว่าน้ำมันรำข้าวมีสาร Gamma Oryzanol ช่วยต้านอนุมูลอิสระซึ่งไม่พบในน้ำมันพืชชนิดอื่น

ประวิทย์เล่าด้วยว่าช่วงนั้นสภาวะทางธุรกิจก็ไม่ค่อยดีนักเพราะต้องขายในราคาถูก อาจขายแพงกว่าน้ำมันปาล์มได้นิดหน่อยแต่ก็ไม่มาก จะขายถูกหรือเท่ากับน้ำมันปาล์มก็ทำไม่ได้ “ตอนนั้นคิดหนักมากว่าจะทำอย่างไรให้อยู่รอด ก็มาคิดกันว่าต้องปรับปรุงผลิตภัณฑ์และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต



ขุมกำลังสำคัญ “อยุธยา-โคราช”

แม้ช่วงแรกแบรนด์คิงต้องเผชิญปัญหาหลายอย่าง แต่วิสัยทัศน์ของประสพที่เห็นว่าธุรกิจน้ำมันรำข้าวมีแนวโน้มเติบโตทำให้น้องๆ เชื่อมั่นและตกลงใจขยายฐานการผลิตเพิ่มอีก 2 แห่งประวิทย์เล่าถึงที่มาของโรงงานแห่งที่ 2ในปี 2531 ภายใต้ชื่อ บริษัท ไทยร่วมใจน้ำมันพืช จำกัด บนพื้นที่ราว 50 ไร่ ในอ. บางไทร จ. พระนครศรีอยุธยา ว่าเนื่องจากเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของไทยและเหตุผลด้านโลจิสติกส์


โรงงานที่ จ.อยุธยา

ก่อนขยายความว่ารำข้าวที่สีออกมาใหม่ๆ จากข้าวเปลือกจะมีเอนไซม์ Lipase เปลี่ยนน้ำมันในรำข้าวให้เป็นกรดไขมันอิสระ หากส่งรำข้าวจากพระนครศรีอยุธยาหรือนครปฐมเข้าโรงงานที่ปู่เจ้าสมิงพราย จะใช้เวลารวมการจราจรติดขัด 5-6 ชั่วโมง ค่ากรดจะขึ้นซึ่งไม่เป็นผลดี และเมื่อสกัดเอาน้ำมันออกแล้วก็ต้องเอารำสกัดน้ำมัน (กากรำ) กลับมาขายในพื้นที่เดิม สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

เพื่อจูงใจให้เกษตรกรนำรำข้าวมาขายที่โรงงาน บริษัทได้เดินกลยุทธ์ “ของดีแถมเงิน ของไม่ดีหักเงิน” โดยกำหนดราคารำข้าวที่ 10 บาท/กิโลกรัม หากเป็นรำข้าวสดใหม่ดีกว่าที่กำหนด ผู้ขายจะได้ 10.50 บาท/กิโลกรัม หากมีคุณภาพตามที่วางไว้ก็จะได้ราคาเกณฑ์ เมื่อ จ. นครราชสีมา มีพื้นที่ปลูกข้าวมากเป็นอันดับต้นๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้นในปี 2552 กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงจึงขยับตัวครั้งใหญ่ด้วยการก่อตั้ง บริษัท ไทยร่วมใจโคราช จำกัด สร้างโรงงานแห่งที่ 3 บนเนื้อที่ 300 ไร่ ใน อ. สีคิ้ว ใช้งบกว่าพันล้านบาทลงทุนกับเครื่องจักรสกัดน้ำมันรำข้าวและเครื่องจักรผลิตน้ำมันรำข้าว ทำให้มีกำลังการสกัดรำข้าวสูงสุดรวมทุกโรงงาน 480,000 ตัน/ปี (ปัจจุบันผลิตได้ 85% ของกำลังการผลิตสูงสุด) ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรำข้าวรายใหญ่ของโลกไปโดยปริยาย


โรงงานที่ จ.นครราชสีมา


ผงาดสู่เบอร์หนึ่ง

ปัจจัยที่ทำให้น้ำมันรำข้าวทะยานขึ้นมามีส่วนแบ่งในตลาดรวมได้เกือบ 10% เกิดจากการที่กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงเห็นว่าตลาดในประเทศยังไม่ค่อยให้การยอมรับ ราวปี 2542 จึงเริ่มส่งออกน้ำมันรำข้าวเพื่อบริโภคไปต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฯลฯ ซึ่งรู้จักน้ำมันรำข้าวอยู่แล้ว จนสัดส่วนส่งออกขึ้นเป็น 60% ภายใน 6-7 ปี

“ตลาดต่างประเทศโตเร็วมากจนเราแทบจะไม่ขายในประเทศ กระทั่งตอนหลังเราดึงกลับมาหน่อย เพราะมองว่าฐานในประเทศคือฐานที่มั่นคง” ผู้บริหารแบรนด์คิงกล่าวและเพิ่มเติมว่าทุกวันนี้สัดส่วนการส่งออกน้ำมันรำข้าวเพื่อบริโภคลดลงเหลือ 40% และจำหน่ายในประเทศ 60%

ขยายฐาน Non-Oil

กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงจัดสรรงบที่คำนวณจากรายได้ฝั่งธุรกิจอาหารมาลงด้าน R&D อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2558 ใช้ไป 0.3-0.4% ของรายได้ดังกล่าว ส่วนปี 2559 ใช้ไป 0.4-0.5% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก้าวต่อไปคือการปลุกปั้นธุรกิจ non-oil ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ 4-5 ปีก่อนให้เติบโตอย่างมั่นคง นำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อเป็น “strategic ingredient” หรือส่วนผสมกลยุทธ์สร้างความแตกต่างในตลาด สินค้าที่ใช้เจาะอุตสาหกรรมอาหาร คือ “shortening น้ำมันรำข้าว” (เนยขาว) เป็นshortening ที่ผลิตจากน้ำมันรำข้าวรายแรกของโลก ด้านสินค้าอุตสาหกรรมเครื่องสำอางซึ่งคิดค้นเมื่อ 1-2 ปีมานี้ คือ “rice butter” และ “rice bran wax” ใช้แทนส่วนผสมในการผลิตลิปสติกครีม

ทุกวันนี้มี “รุ่น 2” เข้ามาช่วยแบ่งเบาบ้างแล้ว เช่น ลูกๆ ของประสพรับผิดชอบด้านการส่งออกและทรัพยากรบุคคล ลูกของปราโมทย์ ช่วยดูแลด้านการตลาด เป็นต้น ส่วนลูกๆ 2 คนของประวิทย์ซึ่งจบปริญญาโทจากต่างประเทศ ขอหาประสบการณ์นอกองค์กรก่อนหนึ่งในประเด็นที่สมาชิกครอบครัวหยิบยกมาพูดคุยอยู่เสมอคือจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือไม่

ด้านหนึ่งเงินทุนของกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงยังมีเพียงพอและความเป็นเจ้าของก็ยังอยู่แต่ด้านหนึ่งหากพิจารณาด้านการบริหารจัดการ การเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็เป็นเรื่องน่สสนใจ “เรายังไม่ปิดโอกาสนี้ไปเสียทีเดียว” ประวิทย์เผยกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงฝ่าฟันอุปสรรคและสร้างความสำเร็จจนอายุ 40 ปีในปีนี้พร้อมวาดเส้นทางที่ยาวไกลด้วยอาวุธคือนวัตกรรมที่ใช้สร้างสรรค์สินค้าครองใจผู้บริโภคอย่างไม่หยุดนิ่ง


อ่าน "“ราชา” อาณาจักรน้ำมันรำข้าว" ฉบับเต็มได้ที่ Forbes Thailand Magazine ฉบับ กันยายน 2560 ในรูปแบบ e-Magazine


สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor

Update : 10 พฤศจิกายน 2560

View : 406



vdo

ภาพรวมความสำเร็จงาน Forbes Thailand Forum 2016 Self Made Suc..

Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560

View : 16,259

Most Popular
1

อู้ฟู่แบบ “เถ้าแก่กู้” ผู้ไม่ง้อแบงก์ สร

Update : 13 ธันวาคม 2557

view : 103,220

2

กะทิออร์แกนิคเมืองจันท์ปั้นแบรนด์ไทยสู่ค

Update : 06 กุมภาพันธ์ 2560

view : 24,036

3

พี่น้องตระกูล “เสรีโยธิน” แห่งขอนแก่น ผู

Update : 12 พฤศจิกายน 2557

view : 12,586

top list

ประธานเฟดคนใหม่ และทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่อา..

Update : 03 พฤศจิกายน 2560

view : 954

เกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ หรือวิกฤตจะซ้ำรอย..

Update : 06 ตุลาคม 2560

view : 5,309

ความผันผวนที่มากขึ้นจากการดำเนินนโยบายการเงินที่แต..

Update : 06 ตุลาคม 2560

view : 1,682


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
ศรีวิภา สิริปัญญาวิทย์
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader
ธิติ ตันติกุลานันท์
ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย
คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ TISCO Economic Strategy Unit (ESU)
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
กวี ชูกิจเกษม
รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย