entrepreneurs / THAILAND

สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ พา ASIMAR ฝ่าคลื่นธุรกิจ

ทายาทรุ่นสองแห่งครอบครัวตัณฑ์ไพบูลย์รับบทกัปตันขับเคลื่อน ASIMAR โต้มรสุมธุรกิจซ่อมและต่อเรือ มุ่งขยายงานราชการพร้อมตีตลาดต่างแดน แตกยอดสู่ธุรกิจวิศวกรรมเชื่อมโครงสร้างเหล็ก เล็งรับงานสนามบินสุวรรณภูมิเฟสสอง

สายน้ำแรกที่นำสู่เส้นทางก่อตั้งธุรกิจนาวาเริ่มต้นจากครอบครัว “ตัณฑ์ไพบูลย์” ผู้ถือหุ้นหลักเดินเครื่องธุรกิจขนส่งทางเรือในนาม หจก. ต.ไพบูลย์ ขนส่ง ตั้งแต่ปี 2500 ด้วยโจทย์ที่ต้องการอู่ซ่อมที่เป็นมาตรฐานเพื่อรองรับงานบำรุงรักษาเรือของบริษัท สู่การก่อตั้ง บริษัทเอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด ขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2524

“หลังจากครอบครัวทำธุรกิจขนส่งทางเรือมาหลายสิบปี ในยุคนั้นประเทศไทยขาดแคลนอู่ซ่อมเรือที่เป็นมาตรฐาน จึงก่อตั้งกิจการขึ้น แต่หลังทำไปได้ระยะหนึ่งกิจการเริ่มดีขึ้น ทำให้บริษัทขยายขอบเขตจากการซ่อมเรือของบริษัทตนเองเป็นการให้บริการกับบริษัทอื่นๆ และเริ่มทำธุรกิจต่อเรือในปี 2529”

สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด (มหาชน) ทายาทรุ่นสองในวัย 43 ปี ผู้รับภารกิจนำพา ASIMAR ฝ่าคลื่นธุรกิจนาวาเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้น “ต้องชมคุณลุง หรือคุณสุเทพ ตัณฑ์ไพบูลย์ ที่ได้รับมอบหมายจากคุณสุธรรม ตัณฑ์ไพบูลย์ ซึ่งเป็นพี่ชายและผู้ก่อตั้งกิจการขนส่งทางเรือเริ่มแรกของครอบครัวที่ให้ริเริ่มทำอู่ซ่อมเรือที่สุขสวัสดิ์ ซึ่งวางรากฐานไว้ดีตั้งแต่แรก จึงทำให้กิจการเติบโตคืบหน้ามาถึงวันนี้” เขากล่าวเสริม

นับตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจต่อเรือจากเรือขนาดเล็กที่ใช้ในประเทศเช่น เรือขนส่งน้ำมันของบริษัท ทีพีไอฯ เรือตรวจการณ์ปืนของกองทัพเรือ เป็นต้น ในปัจจุบันบริษัทต่อเรือจำนวนเกือบ 50 ลำ ก่อนจะแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนในปี 2538 และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด (มหาชน) หรือชื่อย่อ “ASIMAR”






สุรเดชยังคงจดจำได้ดีถึงภาพของเรือที่กำลังเทียบท่า ขณะยังเป็นเด็กชายติดตามบิดารับเรือที่ท่าเรือกรุงเทพ ซึ่งทำให้เขาตัดสินใจเลือกศึกษาด้านการขนส่งระหว่างประเทศคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะคว้าปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจากสหรัฐอเมริกา

หลังจากสวมบทบาทพนักงานขายราว 2 ปี สุรเดชตัดสินใจเริ่มต้นความท้าทายใหม่นอกร่มเงาของครอบครัว โดยก้าวสู่สายธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคระหว่างปี 2547 ถึง ปี 2552 “จากการได้เรียนรู้ระบบการทำงานแบบสากลมาจากบริษัทระดับโลกในแวดวงค้าปลีก ก็สามารถนำความรู้และความเชี่ยวชาญที่ได้มาใช้บริหารงานที่นี่ (ASIMAR) ให้เป็นระบบและมีแบบแผนยิ่งขึ้น” สุรเดชเล่าถึงประสบการณ์ที่สั่งสม เพื่อนำมาปรับใช้ในธุรกิจครอบครัว โดยเข้าสู่กระบวนการสรรหาและแต่งตั้งบุคลากรตามกระบวนการบริษัทมหาชน ไล่เรียงตั้งแต่ผู้จัดการทั่วไป รองกรรมการผู้จัดการ และกรรมการผู้จัดการ ในปัจจุบัน

กว่าจะสร้างอาณาจักรได้อย่างแข็งแกร่ง สุรเดชย้อนถึงช่วงเวลาที่ ASIMAR ต้องเผชิญคลื่นลมแรงและฟันฝ่ามรสุมวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในจังหวะที่บริษัทตัดสินใจซื้อเครื่องจักรขนาดใหญ่จากค่าเงินบาท 25 บาท/เหรียญสหรัฐฯ ในวันสั่งซื้อ ทะยานสู่ 50 บาท/เหรียญ บริษัทใช้เวลาฟื้นตัวราว 3 ปีจึงสามารถปรับเข้าสู่สภาวะปกติได้

ความผิดพลาดในช่วงวิกฤตกลับกลายเป็นบทเรียนสำคัญในแต่ละย่างก้าวของ ASIMAR ในปัจจุบัน ซึ่งเติบโตเป็นธุรกิจอู่ซ่อมเรือและต่อเรือจากฐานการผลิตที่มีพื้นที่ต่อเรือพร้อมลานปล่อยเรือ (slipway) 2 แห่ง ทั้งด้านทิศเหนือและทิศใต้รวมเป็นพื้นที่ประมาณ 20,000 ตารางเมตร อีกทั้งฐานผลิตล่าสุดที่สาขาสุราษฎร์ธานีที่มีลานปล่อยเรือ 1 แห่งคิดเป็นพื้นที่รวมประมาณ 37,000 ตารางเมตร

รวมถึงได้ต่อยอดไปยังธุรกิจก่อสร้างวิศวกรรมต่างๆ และขยายธุรกิจอื่นเพิ่มเติม ทั้งการจัดหาและฝึกหัดแรงงาน ตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักรต่างๆ การร่วมกับ GLOBECO S.p.A. จากประเทศอิตาลีที่ 6.85% เพื่อดำเนินธุรกิจด้านการให้บริการเรือกำจัดมลภาวะทางน้ำ และวางแผนต่อยอดประสบการณ์และผลงานโครงสร้างเหล็กที่สนามบินสุวรรณภูมิเฟสแรก ด้วยการเข้าร่วมประมูลงานจากผู้รับเหมาช่วง เพื่อทำงานโครงสร้างเหล็กที่สนามบินสุวรรณภูมิในเฟสที่ 2 ที่รัฐบาลกำลังจะดำเนินการในอนาคตอันใกล้





สำหรับศักยภาพในด้านซ่อมเรือ (ship repair) มีอุปกรณ์หลัก เพื่อใช้ซ่อมเรือขนาดตั้งแต่ 5,000 ถึง 20,000 เดทเวทตัน ได้แก่ อู่ลอยรูปตัวอักษรยู (U groove) จำนวน 2 อู่ ซึ่งรองรับลูกค้าได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่กำลังการผลิตรวม 75 ลำ/ปี ขณะที่ด้านต่อเรือ (shipbuilding) มีพื้นที่ลานปล่อยเรือและอุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ความยาวไม่เกิน 120 เมตร น้ำหนักไม่เกิน 20,000 เดทเวทตันคิดเป็นกำลังการผลิตรวม 3 ลำ/ปี ไม่เพียงสองงานหลักข้างต้นเท่านั้น รวมถึงบริษัทยังมีศักยภาพในส่วนของงานดัดแปลงเรือ (ship conversion upgrading) ที่ต้องใช้ประสบการณ์และเทคนิคพิเศษ

“ธุรกิจเราก็เหมือนร้านอาหาร ถ้าลูกค้าเข้ามาและออกเร็ว เราก็สามารถรับลูกค้าใหม่ได้มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เราใช้เวลาซ่อมเรือราว 3 ถึง 15 วันต่อลำ นอกจากมีคิวรอซ่อมยาว ก็อาจจะต้องรอคิวนานถึง 1 เดือน”

ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีคู่แข่งด้านการต่อเรือภายในประเทศไทยที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกับ ASIMAR อยู่ราว 4-5 บริษัทซึ่งหากเป็นงานราชการนั้นมักเป็นการแข่งขันกันที่ราคาประมูลงาน ส่วนการแข่งขันกับลูกค้าต่างประเทศ ได้แก่ ผู้ประกอบการจากประเทศจีนและเกาหลีใต้นั้น มักจะเฉือนกันที่ราคาและความชำนาญ สุรเดชย้ำว่า “เราขายที่ฝีมือช่างและคุณภาพของงาน แม้ราคาจะไม่ถูกเท่าจีนแต่ก็ไม่แพงเท่าสิงคโปร์หรือยุโรป” เนื่องจากบริษัทมั่นใจในความได้เปรียบที่เหนือกว่าประเทศจีนด้านความสามารถในการต่อเรือเฉพาะทางและความพร้อมรองรับเทคโนโลยีที่ซับซ้อน

“เรือสนับสนุนการดำน้ำที่เราต่อให้ประเทศซาอุดิอาระเบียมีราคาราว 600 ล้านบาท ซึ่งไม่ต้องทิ้งสมอเพื่อยึดกับท้องน้ำป้องกันไม่ให้เรือเคลื่อนที่ แต่ใช้การเชื่อมต่อผ่านระบบดาวเทียมสั่งงานจากระยะไกลเพื่อควบคุมการขับเคลื่อนของเรือจึงสามารถลอยอยู่กลางทะเลได้โดยไม่ต้องทิ้งสมอเรืออีกทั้งมีช่องสำหรับหย่อนหุ่นยนต์ให้ลงไปทำงานใต้น้ำได้”

สำหรับกลยุทธ์หลักของบริษัทอยู่ที่การควบคุมต้นทุนแรงงานและวัตถุดิบให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อคงอัตราส่วนของกำไรไว้ เนื่องจากปัจจัยการแข่งขันด้านราคา ทำให้บริษัทไม่สามารถคิดค่าบริการอัตราสูง รวมถึงความท้าทายด้านบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการซ่อมเรือและต่อเรือซึ่งเป็นธุรกิจเฉพาะทางดังนั้น ASIMAR จึงจัดตั้งโรงเรียนช่างเชื่อม เพื่อฝึกอบรมช่างเชื่อมขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน ด้วยหวังป้องกันการขาดแคลนแรงงานและการแย่งชิงแรงงานฝีมือ โดยเฉพาะช่างเชื่อมที่ฝีมือดีมักจะเลือกไปทำงานในต่างประเทศซึ่งบริษัทได้ทุ่มเทพัฒนาหลักสูตร “ASIMAR Standard”


 

ทั้งนี้ ผู้นำธุรกิจนาวาของไทยทิ้งท้ายถึงโจทย์สำคัญในการสร้างการเติบโตให้อาณาจักร ภายใต้การกระตุ้นให้ทีมงานเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานและสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ พร้อมแนวทางการดำเนินงานที่คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และแนวโน้มภาพรวมของภาคการขนส่งทางเรือ ตลอดจนราคาน้ำมันซึ่งเป็นความท้าทายที่ส่งผลต่อการบริหารธุรกิจโดยตรง


คลิกอ่าน "สุรเดช ตัณฑ์ไพบูลย์ พา ASIMAR ฝ่าคลื่นธุรกิจ” โฉมใหม่ได้ที่ Forbes Thailand Magazine ฉบับ กรกฎาคม 2560 ในรูปแบบ e-Magazine


ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor

Update : 16 สิงหาคม 2560

View : 545



vdo

ภาพรวมความสำเร็จงาน Forbes Thailand Forum 2016 Self Made Suc..

Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560

View : 14,765

Most Popular
1

อู้ฟู่แบบ “เถ้าแก่กู้” ผู้ไม่ง้อแบงก์ สร

Update : 13 ธันวาคม 2557

view : 102,482

2

กะทิออร์แกนิคเมืองจันท์ปั้นแบรนด์ไทยสู่ค

Update : 06 กุมภาพันธ์ 2560

view : 23,594

3

พี่น้องตระกูล “เสรีโยธิน” แห่งขอนแก่น ผู

Update : 12 พฤศจิกายน 2557

view : 12,164

top list

แกะรอยที่มาของเงินบาทแข็งค่าและมุมมองในระยะต่อไป..

Update : 06 กันยายน 2560

view : 5,333

ประเทศไทยกับปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ..

Update : 27 กรกฎาคม 2560

view : 2,770

ผลการเลือกตั้งอังกฤษไม่ส่งผลดีต่อ Theresa May..

Update : 28 มิถุนายน 2560

view : 1,212


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
ศรีวิภา สิริปัญญาวิทย์
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader
ธิติ ตันติกุลานันท์
ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย
คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ TISCO Economic Strategy Unit (ESU)
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
กวี ชูกิจเกษม
รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย