commentaries / INVESTMENT OUTLOOK

2015 ตลาดหุ้นไทยยังหอมหวน

[บทความประจำฉบับมกราคม 2558]


2014 ที่ผ่านมา นับว่าเป็นอีกปีหนึ่งที่มีหลากหลายเหตุการณ์อันส่งผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุนของโลกอย่างมีนัยสำคัญ ในอดีตนั้นเรามักจะพบว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันค่อนข้างมาก 

 
แต่ในปี 2014 นี้เราได้เห็นพัฒนาการทางเศรษฐกิจรวมถึงแนวทางในการดำเนินนโยบายของภาครัฐในแต่ละภูมิภาคที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เริ่มจากพี่ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาที่มีสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งตัวเลขการจ้างงาน ภาคที่อยู่อาศัย การใช้จ่ายของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในตลาดแรงงานจะเห็นได้ว่าอัตราการว่างงานทยอยปรับลดลงสู่ระดับ 5.8% จากที่เคยสูงสุดที่ระดับประมาณ 10% ในช่วงวิกฤติ โดยสหรัฐเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ทาง IMF ได้มีการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นในปีนี้สู่ระดับ 2.2% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 1.7% เท่านั้น ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐตัดสินใจทยอยปรับลดมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง (QE) ที่ดำเนินมาเป็นระยะเวลานานตั้งแต่ QE1 ในปี 2008 จนสิ้นสุด QE3 ในเดือน ต.ค. 2014 ซึ่งในตอนแรกนักลงทุนค่อนข้างมีความกังวลกันอย่างมากว่า หากธนาคารกลางสหรัฐยกเลิกมาตรการ QE แล้ว จะส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดโลกลดลง เป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก แต่สุดท้ายภายหลังจากการยุติมาตรการ QE  ตลาดหุ้นสหรัฐก็ยังคงทะยานทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเช่นกัน 
 
ทั้งนี้นักลงทุนได้เปลี่ยนไปให้ความสนใจในประเด็นต่อไปว่าธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Fund Rate ที่อยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์เมื่อไหร่ และสินทรัพย์ที่ธนาคารกลางได้ซื้อไว้ในช่วงวิกฤติจนทำให้งบดุลเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจะมีการปรับลดลงอย่างไร จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางภาพรวมตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกในปี 2015 ได้

 
 
ยุโรป เชื่องช้า
ถัดมาเป็นกลุ่มประเทศในแถบยุโรปที่แม้จะเริ่มผ่านพ้นจากสภาวะถดถอยมาได้ แต่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า โดยเฉพาะในประเทศสำคัญอย่าง เยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี แถมยังต้องเผชิญกับปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง จนทำให้เกิดความกังวลว่ายุโรปอาจตกอยู่ในสถานการณ์เหมือนประเทศญี่ปุ่นที่ประสบปัญหาที่เรียกว่าเป็น The Lost Decade ในช่วงปี 1990-2010 ที่อัตราการขยายตัวทางเศรษกิจและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำยาวนาน โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้มีการตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนถึงระดับ 0.05% และปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากข้ามคืนลงจนสู่ระดับติดลบที่ -0.20% และประกาศแผนการที่จะซื้อคืนหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันโดยสินทรัพย์และตราสารหนี้ (ABS and covered bond purchase program) 
 
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคาดการณ์ว่า มาตรการดังกล่าวอาจไม่เพียงพอและธนาคารกลางยุโรปอาจต้องดำเนินมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม แต่จากแนวโน้มค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าลงอาจช่วยหนุนให้การท่องเที่ยวและภาคธุรกิจส่งออกปรับดีขึ้น โดยเฉพาะบริษัทชั้นนำของยุโรปหลายแห่งที่มีการดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก 
 
ดังนั้น ในปี 2015 แม้ว่าตลาดหุ้นยุโรปอาจยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยังรอคอยอยู่ข้างหน้า แต่การลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปยังคงมีความน่าสนใจจากมูลค่าหุ้นที่ยังปรับขึ้นไม่มาก เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังในอดีตอีกด้วย ซึ่งหากการดำเนินนโยบายต่างๆ เป็นผลสำเร็จคาดว่าตลาดหุ้นยุโรปจะกลับมาสดใสได้อีกครั้ง


 
 




ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ยังร้อนแรง
สำหรับภูมิภาคในฝั่งเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น นั้น ในปีนี้ก็มีพัฒนาการที่สำคัญเช่นเดียวกัน โดยผลจากการปรับเพิ่มภาษีการค้าขึ้นในช่วงเดือน เม.ย. ปี 2014 จาก 5% เป็น 8% ส่งผลให้ตัวเลข GDP ไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ของญี่ปุ่นหดตัวลงจากไตรมาสก่อนถึง -1.8% และ -1.6% ตามลำดับ ซึ่งในเดือน ต.ค. ธนาคารกลางญี่ปุ่นได้สร้างความประหลาดใจโดยการประกาศขยายฐานเงินจากปีละ 60–70 ล้านล้านเยน สู่ 80 ล้านล้านเยนเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบกับกองทุนบำเหน็จบำนาญของญี่ปุ่น (GPIF) ที่มีขนาดกองทุนใหญ่ที่สุดในโลกได้ประกาศปรับเพิ่มสัดส่วนการลงทุนหุ้นในประเทศขึ้นจากเดิม 12% เป็น 25% และหุ้นต่างประเทศขึ้นจากเดิม 12% เป็น 25% เช่นกัน พร้อมกับข่าวว่านายกรัฐมนตรี Shinzo Abe อาจตัดสินใจเลื่อนการปรับขึ้นภาษีการค้าขึ้นจาก 8% เป็น 10% ในเดือน ต.ค.ปี 2015 ออกไปอีก 18 เดือน และอาจมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ เพิ่มเติม จากปัจจัยทั้งหมดดังกล่าวข้างต้นส่งผลให้ค่าเงินเยนปรับอ่อนค่าลงเทียบกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐทันที และดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น และเชื่อว่าจะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักต่อภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นต่อเนื่องในปี 2015 
 
อย่างไรก็ตามเราคงจะต้องจับตาดูผลจากการพยายามปฎิรูปในเชิงโครงสร้างจากมาตรการธนูดอกที่ 3 ของ Shinzo Abe ว่าจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของญี่ปุ่นในระยะยาวต่อไปอย่างไร

 
จีนจะฟื้น
อีกประเทศหนึ่งที่ยังคงอยู่ในความสนใจของนักลงทุนได้แก่ ประเทศจีน โดยในปี 2014 ถือได้ว่าเศรษฐกิจจีนเริ่มเข้าสู่ความมีเสถียรภาพมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากตัวเลข GDP ที่ยังคงเติบโตอยู่ในระดับประมาณ 7% และแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ทยอยปรับลดลง และยังคงมีมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องมาเป็นระยะ แม้ว่าในปี 2014 นี้ตลาดหุ้นจีนจะไม่ค่อยมีความหวือหวาเท่าใดนัก แต่ในปี 2015 เชื่อว่าตลาดหุ้นจีนจะกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งหนึ่ง จากการที่คณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์จีนและฮ่องกง ได้รับรองการเชื่อมโยงข้ามตลาดที่ยินยอมให้นักลงทุนใน Shanghai และฮ่องกง สามารถซื้อขายหุ้นได้ในทั้ง 2 ตลาด โดยจะเริ่มต้นในวันที่ 17 พ.ย. 2014 จากเดิมการลงทุนในหุ้นจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ Shanghai (A-Share) จะทำได้อย่างจำกัด นักลงทุนต่างชาติทั่วไปไม่สามารถเข้าไปลงทุนได้อย่างเสรี ซึ่งการเปิดให้บริการดังกล่าวถือเป็นโอกาสอันดีให้ซื้อขายหุ้นประเภท A-Share ได้โดยผ่านตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้าถึงตลาดหุ้นจีนได้มากขึ้น
 
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2014 มีโมเมนตัมฟื้นตัวต่อเนื่องในอัตราที่ค่อยเป็นค่อยไป จากสถานการณ์การเมืองที่มีเสถียรภาพ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุนปรับตัวดีขึ้น การใช้จ่ายภาคเอกชนเริ่มมีสัญญาณบวก แม้ว่าภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ก็ตาม 
 
อย่างไรก็ดีหากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญให้มีผลเป็นรูปธรรม การพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เชื่อว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวสู่ระดับ 3.5-4.5% ได้ในปี 2015 ทางด้านภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ยังคงมีมุมมองเชิงบวกในระยะกลางถึงยาวจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะทยอยฟื้นตัวขึ้น ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ และเริ่มทยอยกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอีกครั้งในช่วงที่ผ่านมา

 
ทุ่มในหุ้น
จากแนวโน้มเศรษฐกิจและภาวะการลงทุนทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น เชื่อว่าทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นปี 2015 น่าจะเป็นอีกปีหนึ่งที่ยังคงให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนทางด้านตราสารหนี้ ดังนั้น ในแง่ของการจัดสัดส่วนการลงทุน (Asset Allocation) จึงเสนอให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารทุน 70% และตราสารหนี้ 30% โดยให้น้ำหนักตลาดหุ้นไทยมากที่สุดที่ 20% ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน และประเทศเกิดใหม่ให้น้ำหนักเท่ากันอย่างละ 10% เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีและเป็นการกระจายการลงทุน ทั้งนี้จากข้อมูลย้อนหลังในอดีตมีตัวเลขทางสถิติที่น่าสนใจอันหนึ่งคือผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยในช่วง 5 ปี 10 ปี และ 15 ปี ที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นหลักอื่นๆ 
 
อย่างไรก็ตามผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันผลตอบแทนในอนาคต ดังนั้น นักลงทุนควรมีการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนเพื่อลดความผันผวนหากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ และควรมีการทบทวนและติดตามข้อมูลอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนตามเป้าหมายที่วางไว้



 






ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ Chief Investment Officer บลจ.กรุงศรี ผู้บริหารกองทุนรวมหุ้นและ LTF ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด ผู้ริเริ่มและวิทยากรโครงการสัมมนา “ลงทุนอย่างไรให้ได้ 100 ล้าน” ที่จัดขึ้นต่อเนื่องมากว่า 5 ปี และมีผู้ฟังแล้วกว่า 8,000 คน



นักเขียนรับเชิญ
Guest Writer

Update : 13 กุมภาพันธ์ 2558

View : 2,396



vdo

ภาพรวมความสำเร็จงาน Forbes Thailand Forum 2016 Self Made Suc..

Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560

View : 9,077

Most Popular
1

Airbus A340-500 หายนะหลายหมื่นล้าน

Update : 27 มีนาคม 2558

view : 221,962

2

คำนิยม ชีวประวัติ แจ็ค หม่า นักสู้ ผู้ยิ

Update : 05 เมษายน 2558

view : 21,729

3

รู้จัก "เครือข่ายธรรมกาย"

Update : 03 กุมภาพันธ์ 2558

view : 15,980

top list

เศรษฐกิจไทยปีระกา 2017 ท่ามกลางความเสี่ยงของนโยบาย..

Update : 28 กุมภาพันธ์ 2560

view : 2,787

Investor searching for yield, Beware real sector

Update : 24 กุมภาพันธ์ 2560

view : 1,138

อเมริกาจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ภายใต้ประธานาธิบดี..

Update : 01 กุมภาพันธ์ 2560

view : 2,284


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
ศรีวิภา สิริปัญญาวิทย์
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader
กวี ชูกิจเกษม
รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย
กิติชัย เตชะงามเลิศ
นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน
กันติพัฒน์ วงศ์สุคนธ์
Head of Wealth Advisory บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้
คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้