commentaries / INVESTMENT OUTLOOK

คว้าโอกาสเกษตรและอาหารรุ่ง ‘AMARC’ ดึงทุนติดอาวุธเครือข่าย

AMARC ฉวยจังหวะตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารกำลังสดใส ติดอาวุธห้องแล็บและสาขา มุ่งต่อยอดธุรกิจ ผลักดันรายได้-กำไรเติบโตมากกว่าเท่าตัว เดินหน้าแต่งตัวเข้าตลาด mai หวังข้ามกำแพงโตต่างแดน และดึงพันธมิตรต่างชาติเสริมแกร่ง

อังกูร ฉันทนาวานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลลาดพร้าว จำกัด (มหาชน) หรือ LPH ในฐานะบริษัทแม่ ของ บริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเชีย จำกัด หรือ AMARC เปิดเผยว่า LPH มุ่งผลักดันให้ AMARC เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai เพื่อสร้างการเติบโตให้กับองค์กร และลดการพึ่งพาบริษัทแม่

เบื้องต้นคาดว่าจะยื่นไฟลิ่งแก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ภายในไตรมาส 1 ปี 2562 และน่าจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชน (ไอพีโอ) และเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในไตรมาส 2 ปี 2562

“จริงๆ ตอนนี้ AMARC ก็พร้อมในแง่ของผลการดำเนินงานต่างๆ แต่เราต้องการรอให้ผลประกอบการของ AMARC สะท้อนถึงมูลค่าที่แท้จริงก่อน จึงจะผลักดันให้เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai โดยหากว่าผลประกอบการครึ่งแรกปี 2561 เป็นไปตามที่คาดหวัง ก็จะดำเนินการเรียกที่ปรึกษาทางการเงินเข้ามาหารือและเตรียมความพร้อมในเรื่องการทำไฟลิ่งทันที”

ทั้งนี้ AMARC ดำเนินธุรกิจบริการศูนย์วิจัยและปฏิบัติการที่มีธุรกิจหลักครอบคลุมบริการ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1. ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์อาหารและผลผลิตทางการเกษตร 2. ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์และเภสัชศาสตร์ 3. ห้องปฏิบัติการสอบเทียบเครื่องมือวัด และ 4. ห้องปฏิบัติการเพื่อการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์

โดยลูกค้าหลักของบริษัทคือหน่วยงานรัฐ ซึ่งประกอบด้วยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และองค์การเภสัชกรรม และลูกค้าภาคเอกชน ซึ่งยังมีสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย

ทั้งนี้ รายได้หลักของ AMARC มาจากการตรวจสอบและรับรองคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อการส่งออกเป็นหลัก โดยคิดเป็นสัดส่วนรายได้สูงถึง 90% ขณะที่อีก 10% เป็นรายได้จากห้องปฏิบัติการสอบเทียบเครื่องมือวัด

“ลูกค้าหลักของเราคือภาคการเกษตร ซึ่งเราก็มีบริการห้องปฏิบัติการตรวจสอบสินค้าเกษตรทั้งอาหาร และไม่ใช่อาหาร การตรวจสอบคุณภาพของเราค่อนข้างครอบคลุมสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเล ผักผลไม้ แปลงข้าว”

อังกูรกล่าวว่า จุดเริ่มต้นของ AMARC เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งขณะนั้นเป็นหนึ่งในหน่วยธุรกิจของ รพ.ลาดพร้าว ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เข้าใจได้ว่าธุรกิจนี้ยังมีความจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่นำสมัยจากต่างประเทศค่อนข้างสูง 

“เรียกว่าตอนที่ทำธุรกิจนี้ 6-7 ปี ขาดทุนมาตลอด แต่เราเป็นคนทำงาน จึงได้เห็นถึงความต้องการด้านนี้ว่ามีอยู่จำนวนมาก อีกทั้งภาคการส่งออกเองก็มีความสำคัญกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก เราจึงเชื่อว่าตลาดนี้มีความน่าสนใจและต้องเติบโตได้อีกมาก”


อาคารห้องปฏิบัติการของ AMARC

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3-4 ปีก่อน บริษัทศูนย์ปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพชั้นนำของโลกได้ติดต่อเข้าซื้อธุรกิจนี้จากรพ.เพราะมองเห็นศักยภาพการเติบโตของตลาดในประเทศไทยและต้องการใช้ศูนย์ฯ ที่ไทยเป็นสะพานเชื่อมไปสู่ตลาด AEC ทั้งนี้แม้ทาง รพ. และคู่ค้าต่างประเทศรายนี้ได้เจรจากันแล้วเสร็จ ทว่าแผนการเข้าซื้อธุรกิจสะดุด เนื่องจากทางคู่ค้ามีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของบริษัทแม่ เป็นเหตุให้ รพ. ตัดสินใจดำเนินธุรกิจนี้ต่อด้วยตัวเอง

และจากการสานต่อธุรกิจเรื่อยมา ทำให้ AMARC มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น โดยปี 2560 ที่ผ่านมา มีรายได้รวม 137 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.02% จากปีก่อนหน้าที่มีรายได้รวม 115 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิในปี 2560 จำนวน 5.32 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 7.40 ล้านบาท

ส่วนปี 2561 AMARC วางเป้าหมายการเติบโตของรายได้ 100% หรือมีรายได้มากกว่า 200 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธินั้น วางเป้าหมายขั้นต่ำที่ 20 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นการเติบโตมากกว่า 100%

“ถามว่ามั่นใจได้อย่างไรว่ารายได้ของ AMARC จะเป็นไปตามเป้าหมาย ก็เพราะว่าเราผ่านบททดสอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขอใบอนุญาตเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานสินค้ามาแล้ว ผ่านการลงทุนด้านเทคโนโลยี รวมถึงบุคลากรมาแล้วเช่นกัน ตั้งแต่ที่เราเริ่มมีกำไร เราก็รู้แล้วว่าจะต้องทำธุรกิจอย่างไรให้กำไรเราเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ”

แผนธุรกิจปี 2561 AMARC จะรุกสร้างการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยการขยายตัวในประเทศจะใช้รูปแบบของศูนย์ปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและเพิ่มสาขาสำหรับรับสินค้ามาตรวจสอบในต่างจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านสินค้าเกษตรและอาหาร ไม่ว่าจะเป็นผลไม้หรืออาหารทะเลก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีแผนรุกไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตอาหารมีการย้ายฐานการผลิตไปยังกลุ่มเหล่านี้ จึงมีความต้องการศูนย์ปฏิบัติการตรวจสอบมากยิ่งขึ้น

โดยล่าสุด AMARC ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันกับ สปป.ลาว ซึ่งแต่งตั้งให้ AMARC เป็นที่ปรึกษาในการจัดตั้งและดำเนินกิจการศูนย์ปฎิบัติการตรวจสอบคุณภาพสินค้า โดยเบื้องต้นตามที่หารือกันไว้คือจะเปิดเป็นห้องปฏิบัติการตรวจสอบเทียบก่อน

“กระทรวงเกษตรของ สปป.ลาว ต้องการตรวจสอบข้าวเพื่อการส่งออก ก็อยากให้เราไปเปิดสาขาที่ลาว ซึ่งต้องเป็นการร่วมทุนกับบริษัทใน สปป.ลาว คาดว่าภายในปีนี้น่าจะมีแล็บเปิดใน สปป.ลาว ด้วย และจะเป็นจุดเริ่มต้นของ AMARC ในการขยายธุรกิจ และคิดว่าประเทศอื่นๆ ใน CLMV จะเริ่มตามมา”

ภาพรวมของตลาดในประเทศ มีความเชื่อมั่นมากว่ายังมีพื้นที่ให้ AMARC เติบโตได้อีกมาก เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นฐานเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าทางการเกษตรและอาหารเพื่อการส่งออก ซึ่งการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก ในขณะที่ผู้ให้บริการด้านการตรวจสอบนี้มีเพียง 2 รายใหญ่ ที่สามารถให้บริการตรวจสอบสินค้าได้ครอบคลุมความต้องการ รายแรกคือ เซ็นทรัลแลบ ซึ่งเป็นของรัฐบาลที่เปิดให้เอกชนเป็นผู้บริหารจัดการ ซึ่งถือเป็นแล็บที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และรายที่ 2 ก็คือ AMARC

ทั้งนี้ ยอมรับว่าขนาดองค์กรของ AMARC เล็กมากเมื่อเทียบกับเซ็นทรัลแลบ แต่เมื่อเทียบกับตลาดรวมที่ใหญ่มาก ซึ่งตีมูลค่าตามภาคการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่อยู่ที่ 2-3 พันล้านบาท ก็จะเห็นว่า AMARC ยังมีพื้นที่ให้เติบโต และภายหลังการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ในปี 2562 แล้ว เชื่อว่า AMARC จะสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดไม่ยาก

 

เรื่อง: ศนิชา ละครพล
ภาพ: จันทร์กลาง กันทอง


คลิกอ่านเรื่องราวทางธุรกิจที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ Forbes Thailand Magazine ฉบับ มิถุนายน 2561 ในรูปแบบ e-Magazine


Admin System Web
Administrator

Update : 30 กันยายน 2561

View : 659




vdo

Forbes Thailand Forum 2018: The Next Tycoons

Update : 27 กรกฎาคม 2561

View : 1,692

Most Popular
1

Airbus A340-500 หายนะหลายหมื่นล้าน

Update : 27 มีนาคม 2558

view : 237,281

2

เพราะเป็น ‘เจนวาย’ จึงเจ็บปวด กลุ่มคนที่

Update : 11 พฤษภาคม 2560

view : 70,762

3

ราคาทองคำไตรมาส 4 โอกาสลงมากกว่าขึ้น

Update : 19 พฤศจิกายน 2557

view : 39,544


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
พิชญ ช้างศร
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
เอกรัตน์ สาธุธรรม
Business Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
Former Editor in Chief
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Former Lifestyle Editor
ปุณยวีร์ จันทรขจร
ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ จำกัด
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Coins.co.th
รุ่งโรจน์ ตันเจริญ
Chief Executive Officer - Rabbit Digital Group