commentaries / INSIGHTS

ติดอาวุธทางเทคโนโลยีเพื่อรับมือสงครามการค้า

แม้ว่าระหว่างที่เขียนบทความนี้สหรัฐอเมริกาและจีนได้ผ่อนคลายวาทะและการตอบโต้ที่อาจก่อให้เกิดสงครามการค้าเต็มรูปแบบลงไปแล้ว แต่ด้วยลักษณะการบริหารสงครามทางการค้าที่เอาแน่นอนไม่ได้ จึงไม่มีใครกล้าฟันธงว่าการประหัตประหารกันทางเศรษฐกิจจะไม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการประนีประนอมอย่างคลุมเครือและปราศจากผลลัพธ์ที่จับต้องได้เช่นนี้

สำหรับชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทยที่มุ่งเน้นการส่งออก ผลที่เกิดจากสงครามการค้าระหว่างสองชาติมหาอำนาจย่อมมองได้แง่มุมเดียวนั่นคือความเสียหาย จีนและสหรัฐอเมริกาเป็นคู่ค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียนโดยอยู่ในอันดับ 1 และอันดับ 4 ตามลำดับ

ขณะที่เกือบทั้ง 10 ชาติอาเซียนต่างมีความเกี่ยวข้องกับสายโซ่การค้าและอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศอย่างแนบแน่น การส่งออกของประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วน 70% ของจีดีพี โดยมีจีนเป็นปลายทางการส่งออกอันดับ 1 ในปี 2560 ด้วยสัดส่วน 12.4% ตามมาติดๆ ด้วย สหรัฐอเมริกาที่ 11.2%

นักวิเคราะห์บางคนอาจแย้งว่า การ “แตกหัก” ทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาทำให้เกิดโอกาสสำหรับผู้ผลิตในอาเซียน เนื่องจากชาติมหาอำนาจจะมองหาซัพพลายเออร์ทางเลือกใหม่สำหรับนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปอื่นๆ แทนที่การนำเข้าจากแหล่งเดิม ซึ่งก็เป็นจริงในบางกรณี อาทิ การส่งออกเมล็ดถั่วเหลืองในสหรัฐอเมริกาประมาณ 61.2% หรือมูลค่า 1.42 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ถูกส่งออกไปจีนในปี 2559 นั้นถูกระงับโดยทันที

หลังจากจีนประกาศขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ถึง 25% และถ้าเรามองกลับมายังอาเซียน อินโดนีเซียกำลังเพิ่มกำลังการผลิตถั่วเหลืองเพื่อตอบสนองต่อความต้องการในประเทศ และอาจเห็นโอกาสที่จะเข้าสู่ช่องว่างในตลาดจีนที่เคยเป็นของสหรัฐฯ มาก่อน  ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสิ่งทอในจีนก็อาจเล็งเห็นโอกาสที่เพิ่มขึ้นในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ เมื่อจีนถอนตัวออกไป

ผมตระหนักถึงข้อวิตกกังวลนี้เมื่อได้พูดคุยกับหุ้นส่วนในประเทศไทยโดยเฉพาะในธุรกิจเหล็กกล้าซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่ได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีในสหรัฐฯ บ้างแล้ว และถูกบีบให้ต้องแข่งขันในตลาดโลกที่กำลังถดถอย

ขณะเดียวกัน ถ้าการค้าของจีนได้รับความเสียหายอันเกิดจากความขัดแย้งกับสหรัฐฯ จนทำให้เศรษฐกิจแดนมังกรชะลอตัวอาจส่งผลต่อเนื่องไปถึงการบริโภคของคนจีนในประเทศและทำให้การเติบโตอย่างก้าวกระโดดในภาคการท่องเที่ยวต่างประเทศซึ่งช่วยกระตุ้นหลายชาติอาเซียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาต้องถดถอย เมื่อปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเกือบ 10 ล้านคนเดินทางเยือนประเทศไทย นั่นหมายความว่าตัวเลขดังกล่าวอาจลดลง


รับฟังความเห็นผู้บริหาร

Oxford Business Group ได้พบปะกับผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจของชาติอาเซียนเพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจทั้งในระดับประเทศและระดับโลกที่กำลังกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในประเทศ โดยใช้เครื่องมือบารอมิเตอร์ทางธุรกิจในการสำรวจความคิดเห็นของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Business Barometer CEO) ซึ่งช่วยให้ได้รับฟังความคิดเห็นในหลากหลายประเด็นสำคัญ

การสำรวจความคิดเห็นล่าสุดในหัวข้อ “โอบีจีในอาเซียน” ชี้ให้เห็นว่าความผันผวนของความต้องการของจีนว่าเป็นความเสี่ยงภายนอกที่ใหญ่ที่สุดโดยมีอัตราส่วน 31% ขณะที่การกีดกันทางการค้าตามมาด้วยตัวเลข 20% สำหรับผู้บริหารในประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการค้ากับจีนมากถึง 46% และการกีดกันทางการค้า 13% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้บริหารชาวไทยมองว่าอุปสงค์จากจีนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าสหรัฐฯ


แล้ว “ไทย” อยู่ในสายตาของ “Trump” หรือไม่

ถ้ามองดุลการค้าของประเทศไทยกับทั้งสองชาติมหาอำนาจ พบว่าไทยขาดดุลการค้าแบบทวิภาคีกับจีนมากที่สุดที่ 5.1 แสนล้านบาทในปี 2560 แต่มีการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ มากที่สุดเป็นอันดับ 2 อยู่ที่ 3.8 แสนล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว

ประเทศไทยมีการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ เนื่องจากปริมาณการส่งออกเครื่องจักรกลยาง อาหารทะเล และเครื่องประดับที่สูงมาก ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ มากที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ อาจนำมาซึ่งข่าวร้าย เมื่อ Trump มองการค้าที่ไม่สมดุลกับไทยอาจบีบให้ไทยยอมดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขภาวะขาดดุล เมื่อปีที่แล้วไทยเป็น 1 ใน 16 ประเทศที่ถูกเพ่งเล็งจากรัฐบาล Trump ในการยกระดับการตรวจสอบเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้า


การทำสงครามเพื่ออนาคต

ความตั้งใจอย่างแน่วแน่ของ Trump ที่จะลดภาวะขาดดุลการค้ากับจีนเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลต่อแผนแม่บท “Made in China 2025” อันดุดันของจีนที่มีเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการผลิตและอุตสาหกรรมอันล้ำสมัยอย่างเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีความจริงเสมือน (VR) และหุ่นยนต์ สหรัฐฯ แสดงจุดยืนต่อต้านนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในรูปแบบของการอุดหนุนจากรัฐบาลและข้อกำหนดเกี่ยวกับวัตถุดิบในประเทศจีน แต่เห็นได้ชัดว่าสหรัฐฯ มีความกังวลด้วยว่าพวกเขาจะสูญเสียขีดความสามารถทางแข่งขันซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้

แผนแม่บท Made in China 2025 แสดงถึงภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะยาวมากกว่าแค่การขาดดุลทางการค้า จีนมีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน จึงอยู่ในตำแหน่งที่ยอดเยี่ยมที่จะพัฒนานวัตกรรม AI และการวิเคราะห์บิ๊กดาต้าเพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์ ถ้าสหรัฐฯ ปล่อยให้จีนก้าวนำหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีเจเนอเรชั่นต่อไป แน่นอนว่าเขาจะพ่ายแพ้สงครามเพื่ออนาคตเนื่องจากนวัตกรรมเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและปฏิวัติรูปแบบการดำเนินธุรกิจไปอย่างสิ้นเชิง



Patrick Cooke
Regional Editor– Asia, Oxford Business Group


คลิกอ่านบทความทางด้านธุรกิจเพิ่มเติมได้ที่ Forbes Thailand Magazine ฉบับกรกฎาคม 2561 ในรูปแบบ e-Magazine


Admin System Web
Administrator

Update : 01 กันยายน 2561

View : 974




vdo

Forbes Thailand Forum 2018: The Next Tycoons

Update : 27 กรกฎาคม 2561

View : 1,694

Most Popular
1

Airbus A340-500 หายนะหลายหมื่นล้าน

Update : 27 มีนาคม 2558

view : 237,283

2

เพราะเป็น ‘เจนวาย’ จึงเจ็บปวด กลุ่มคนที่

Update : 11 พฤษภาคม 2560

view : 70,762

3

ราคาทองคำไตรมาส 4 โอกาสลงมากกว่าขึ้น

Update : 19 พฤศจิกายน 2557

view : 39,544


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
พิชญ ช้างศร
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
เอกรัตน์ สาธุธรรม
Business Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
Former Editor in Chief
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Former Lifestyle Editor
ปุณยวีร์ จันทรขจร
ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ จำกัด
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Coins.co.th
รุ่งโรจน์ ตันเจริญ
Chief Executive Officer - Rabbit Digital Group