commentaries / INVESTMENT OUTLOOK

เตรียมรับมือกับความผันผวนของตลาดหุ้นตลอดทั้งปีนี้

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนในตลาดหุ้นค่อนข้างจะง่าย เพราะตลาดหุ้นนั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นตลอดไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ในยามที่เศรษฐกิจโลกดี ตลาดหุ้นก็ขึ้นตามความคาดหวังของการเติบโตของกำไรที่ดีขึ้น ส่วนในยามที่เศรษฐกิจโลกประสบปัญหา ตลาดก็จะคาดหวังว่าธนาคารกลางจะออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งก็ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีกในที่สุด

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นผมขอยกตัวอย่างตลาดหุ้นโลกในช่วงปี 2014 ซึ่งเศรษฐกิจโลกเผชิญกับความผันผวนของราคาน้ำมันที่ลดลงจาก 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาเหลือเพียง 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงสิ้นปี การลงทุนทั่วโลกหดตัว บริษัทน้ำมันทั่วโลกขาดทุนและส่งผลให้ผลกำไรบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกหดตัวในปีนั้น แต่ผลข้างเคียงของการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันก็ไปกดดันให้เงินเฟ้อติดลบในหลายประเทศ ซึ่งทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) และยุโรป (ECB) ตัดสินใจเพิ่ม QE ในช่วงปลายปี 2014 และต้นปี 2015 ตามลำดับ ซึ่งผลักดันให้ตลาดหุ้นขึ้นในที่สุด หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือในช่วงปี 2016 ซึ่งความกังวลจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีนในช่วงต้นปี ประกอบกับเหตุการณ์ Brexit ในช่วงกลางปี ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตัดสินใจชะลอการขึ้นดอกเบี้ยลงเหลือเพียงแค่ 1 ครั้งในปีนั้น (จากที่เคยคาดว่าจะขึ้น 4 ครั้ง) ส่วนธนาคารกลางอังกฤษที่ตลาดคาดว่าจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ย ก็กลับต้องมาลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นหลังจากเกิด Brexit ซึ่งก็ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นได้ในที่สุด

แต่ภาพในปีนี้อาจจะเป็นตรงกันข้ามกับที่ผ่านมา นั่นคือหากเศรษฐกิจไม่ดี ตลาดหุ้นก็จะลงเพราะในปีนี้ตลาดคงไม่คาดหวังแล้วว่าธนาคารกลางจะกลับมาลดดอกเบี้ยหรือเพิ่ม QE หรือถึงแม้เศรษฐกิจจะดี ก็จะมีความเสี่ยงว่าจะดีเกินไป ซึ่งจะไปทำให้เงินเฟ้อกลับมาเร็วกว่าคาด และกดดันให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยหรือลด QE เร็วกว่าคาด ซึ่งก็เป็นความกังวลที่ทำให้ตลาดปรับฐานในช่วงต้นเดือน ก.พ.

ตามทฤษฎีการเงิน ดอกเบี้ยหรือ Bond Yield ในตลาดถือเป็นอัตราคิดลด หรือ Discount Rate ที่ใช้คำนวณมูลค่าเหมาะสมของสินทรัพย์ทางการเงินทุกชนิด ซึ่ง Discount Rate ที่สูงขึ้น ก็จะส่งผลให้มูลค่าเหมาะสมของสินทรัพย์ลดลง หรือกล่าวโดยสรุปก็คือ Bond Yield ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกดดันให้ค่า P/E ที่เหมาะสมของตลาดหุ้นลดลงนั่นเอง ซึ่ง P/E ของตลาดจะถูกกดดันมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของ Bond Yield ของสหรัฐฯ ซึ่งต่อจากนี้เรามองว่า Bond Yield ของสหรัฐฯ จะอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นโดยมีแรงผลักดันจาก 3 ปัจจัยได้แก่

ปัจจัยด้านอุปทาน (Supply) ความสำเร็จในการผลักดันกฎหมายปฏิรูปภาษีของประธานาธิบดี Donald Trump ซึ่งลดอัตราภาษีนิติบุคคลจาก 35% ลงเหลือ 21% รวมทั้งลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาขึ้นสองเท่า การลดภาษีดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลกระตุ้นการลงทุนและการบริโภคในประเทศเป็นอย่างมาก แต่ในทางกลับกันก็จะทำให้รายได้ของรัฐบาลลดลง ซึ่งก็ทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินผ่านการออกพันธบัตรเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อรัฐบาลกู้เงินตลาดพันธบัตรเพิ่มขึ้น รัฐบาลก็จำเป็นต้องให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อจูงใจให้นักลงทุนมาซื้อพันธบัตร ซึ่งก็จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้นนั่นเอง

ส่วนปัจจัยในด้านอุปสงค์ (Demand) ธนาคารกลางทั่วโลกที่เคยเป็นผู้รับซื้อพันธบัตรรายใหญ่ผ่านมาตรการ QE ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็จะเริ่มซื้อน้อยลงเรื่อยๆ ในปีนี้ โดยเราประเมินว่าเงินอัดฉีด QE (ซึ่งทำโดยการซื้อพันธบัตรในตลาด) จากธนาคารกลางหลัก 3 แห่งได้แก่ Fed, BoJ และ ECB จะลดลงเรื่อยๆ ในปีนี้ จนเหลือ 0 ในช่วงไตรมาส 4

ส่วนธนาคารกลางจีน ก็มีแนวโน้มจะซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ น้อยลงเช่นกัน เนื่องจากดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ของจีนซึ่งมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จากความพยามของรัฐบาลจีนในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้พึ่งพาการส่งออกน้อยและส่งเสริมการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อธนาคารกลางซื้อพันธบัตรน้อยลง แต่ปริมาณการออกพันธบัตรกำลังจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากการลดภาษี ก็หมายความว่านักลงทุนในภาคเอกชน ต้องเข้าไปซื้อพันธบัตรแทน Demand จากธนาคารกลางที่ลดลง

และปัจจัยกดดันที่ 3 ก็คือเงินเฟ้อที่เริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น โดยเราเห็นสัญญาณจากค่าจ้างในสหรัฐฯ ที่ล่าสุดขยายตัว 2.9% สูงสุดตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 และเงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐฯ ในเดือน ม.ค. ซึ่งเร่งตัวขึ้นมากสุดในรอบ 7 ปี ซึ่งจะเป็นปัจจัยผลักดันให้ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น

ตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงจะปรับฐานแรงหาก Bond Yield พุ่งขึ้นเกินกว่าระดับ 3.0% โดยเราประเมินว่าทุก 10bps ของ Bond Yield ที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลกดดันให้มูลค่าเหมาะสมของดัชนี S&P500 ลดลง 1.5% และหาก Bond Yield เข้าใกล้ระดับ 3.5% จะเป็นระดับที่เริ่มส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจจริงชะลอตัวลง เราจึงแนะนำให้นักลงทุนจับตา Bond Yield อย่างใกล้ชิด และทยอยขายลดความเสี่ยงหาก Bond Yield เข้าใกล้ระดับอันตราย

แม้ตลาดหุ้นจะมีแนวโน้มผันผวนจากความกังวลต่อนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกดให้ตลาดปรับฐานลงเป็นระยะตลอดทั้งปี 2561 แต่ปัจจัยดังกล่าวก็จะส่งผลกดดันแต่ในด้าน Valuation (หรือค่า P/E) เท่านั้น ในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของตลาด ซึ่งก็คือกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีตามเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง และจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้ตลาดหุ้นอยู่ในขาขึ้นต่อไป

ดังนั้นเราจึงมองตลาดที่ปรับฐานลงในปีนี้ถือเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน แต่กลยุทธ์การลงทุนในปีนี้อาจต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น โดยนักลงทุนอาจต้องจัดสัดส่วนของเงินสดมากขึ้น เพื่อรอจับจังหวะในการซื้อเมื่อตลาดกังวลต่อนโยบายทางการเงิน โดยสังเกตจาก Bond Yield สหรัฐฯ ซึ่งพุ่งขึ้นแรง และขายทำกำไรในช่วงที่ตลาดฟื้นตัวขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง


คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)

Update : 16 มีนาคม 2561

View : 798




vdo

Forbes Thailand Forum 2018: The Next Tycoons

Update : 27 กรกฎาคม 2561

View : 498

Most Popular
1

Airbus A340-500 หายนะหลายหมื่นล้าน

Update : 27 มีนาคม 2558

view : 235,402

2

เพราะเป็น ‘เจนวาย’ จึงเจ็บปวด กลุ่มคนที่

Update : 11 พฤษภาคม 2560

view : 70,246

3

ราคาทองคำไตรมาส 4 โอกาสลงมากกว่าขึ้น

Update : 19 พฤศจิกายน 2557

view : 37,901


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
พิชญ ช้างศร
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
เอกรัตน์ สาธุธรรม
Business Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
Former Editor in Chief
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Former Lifestyle Editor
ปุณยวีร์ จันทรขจร
ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ จำกัด
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Coins.co.th
รุ่งโรจน์ ตันเจริญ
Chief Executive Officer - Rabbit Digital Group