commentaries / THOUGHT LEADERS

ทำไมนโยบายด้านการดูแลสุขภาพของรีพับลิกันถึงไม่โดนใจคนอเมริกัน

ทำไมสมาชิกสภาผู้แทนจากพรรครีพับลิกันถึงมัวแต่งุ่นง่านไม่รีบยกเลิก Obamacare และนำนโยบายใหม่ด้านการดูแลสุขภาพประชาชนอเมริกันมาใช้แทนสักที?

ทำไมสังคมถึงได้ตั้งแง่กับนโยบายด้านนี้ของพรรครีพับลิกัน ทั้งที่เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลให้พรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งจนคุมเสียงส่วนใหญ่ได้ทั้งในสภาสูง สภาล่าง และในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบล่าสุดด้วย? จะว่าไปแล้ว กฎหมายฉบับนี้ถูกนำออกมาใช้นานกว่าเจ็ดปีแล้ว และก็เป็นนโยบายที่ถูกประชาชนก่นด่าวิพากษ์วิจารณ์ยกใหญ่มาตั้งแต่เมื่อเริ่มนำออกมาใช้เสียด้วยซ้ำ

คำตอบก็คือ พรรครีพับลิกันพลาดอย่างแรงที่ปล่อยให้คู่แข่งทางการเมืองอย่างพรรคเดโมแครตเป็นคนคุมเกมในเรื่องนี้ไปได้ อยู่ดีๆ เรื่องนี้ก็ถูกพลิกประเด็นไปกลายเป็นว่าประชาชนชาวอเมริกันนับล้านๆ คนจะต้องสูญเสียสิทธิ์ประกันตนในการรักษาพยาบาลไป

ซึ่งในภาวะนี้ ประชาชนปักใจไปแล้วว่านโยบายเรื่องนี้ของรัฐบาลพรรครีพับลิกันจะต้องแย่กว่าของเดิมแน่ๆ ส่วนจะแย่กว่าแค่ไหนนั้นยังเป็นเรื่องที่ต้องลุ้น ภาพที่ประชาชนอเมริกันมโนกันไว้ก็คือ บรรดาคนเจ็บคนป่วยจะไม่ได้รับการคุ้มครองจากสวัสดิการรัฐเหมือนที่เคยได้ก่อนหน้านี้ และต้องไปแออัดยัดเยียดกันอยู่หน้าห้องฉุกเฉินด้วยความหวังว่าจะได้รับการรักษา
 


พรรครีพับลิกันภายใต้การนำของ Donald Trump ดำเนินแผนผิดพลาดในการยกเลิก Obamacare หลังจากปล่อยให้พรรคเดโมแครตสร้างกระแสต่อต้านการยกเลิกในหมู่ประชาชนอเมริกัน


การที่พรรครีพับลิกันพร่ำเพ้อกับการที่จะดึงเม็ดเงินนับแสนล้านเหรียญออกมาจากโครงการ Medicaid เพื่อเอาไป “ใช้จ่าย” แทนเม็ดเงินที่หายไปจากการลดภาษีให้กับเหล่าผู้มีอันจะกิน ก็ยิ่งตอกย้ำภาพพจน์ในสายตาของประชาชนชาวอเมริกันว่า ถึงแม้ Obamacare จะแย่สักแค่ไหน แต่มันก็น่าจะยังดีเสียกว่าแผนอะไรก็ตามที่รัฐบาลรีพับลิกันจะเข็นออกมา ซึ่งความรู้สึกร่วมของสังคมอเมริกันในยามนี้ก็คือ อยากให้มีการพยายามแก้ไขส่วนที่แย่ๆ ของ Obamacareเท่าที่จะทำได้ มากกว่าที่จะลอยแพเพื่อนร่วมชาติจำนวนนับล้านๆ คน

เมื่อถึงจุดนี้ พรรครีพับลิกันถูกมองว่าเป็นพรรคขี้ตืดไปเสียแล้ว ถึงแม้ว่าข้อกล่าวหาที่พรรคเดโมแครตใช้โจมตีรัฐบาลส่วนใหญ่จะเป็นประเด็นที่ไร้สาระ แต่มันก็เป็นประเด็นที่คาใจประชาชน

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีประเด็นเรื่องการ “ทำแต้ม” ของสำนักงบประมาณสภาคองเกรส ซึ่งเต็มไปด้วยพวกเสรีนิยมซ้ายจัดที่ได้รับการแต่งตั้งมาตั้งแต่สมัยที่พรรคเดโมแครตยังเรืองอำนาจ (และพรรครีพับลิกันก็ไม่ได้เปลี่ยนตัวผู้บริหารสำนักตอนที่เข้ามาเป็นรัฐบาล) ดังนั้น เราจึงเห็นกฎหมายหลายฉบับที่ผ่านความเห็นชอบของสภา และกฎหมายที่เสนอโดยกลุ่มผู้นำในวุฒิสภาซึ่งต้องใช้งบประมาณหลายพันล้านเหรียญเพื่อดูแลประชาชนที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง

การที่ Obama พยายามขยายโครงการ Medicaid และการใช้งบของรัฐบาลกลางก้อนโตซึ่งเป็นเหมือนการติดสินบนให้รัฐต่างๆ ให้ความเห็นชอบกับนโยบายของรัฐบาลเดโมแครต (ครอบคลุมเต็ม 100% จนถึงปี 2016 และค่อยๆ ลดลงจนเหลือแค่ 90% ภายในปี 2020) ทำให้เรื่องนี้ไม่ถูกโจมตีมากนักจากบรรดาวุฒิสมาชิกซึ่งมีบทบาทในการร่างกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้น ในเรื่องนี้ พรรคเดโมแครตยังประสบความสำเร็จในการดึงพวกผู้ว่าการรัฐประเภทอีแอบ (สังกัดพรรครีพับลิกันแต่เพียงในนาม) ให้พูดยุยงโจมตีนโยบายของพรรครีพับลิกัน



Barack Obama อดีตประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต


อันที่จริงนโยบาย Medicaid ถือเป็นนโยบายการประกันสุขภาพที่ออกแบบมาได้แย่ที่สุดเท่าที่เคยมีการนำมาใช้โดยรัฐบาลค่ายโลกเสรีเลยก็ว่าได้ มันเป็นโครงการที่ใช้จ่ายงบประมาณแบบบานปลายไม่สิ้นสุด ในขณะที่สิทธิประโยชน์ที่ผู้ป่วยได้รับจริงนั้นแสนจะแย่

มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะพลิกสถานการณ์ในเรื่องนี้ให้ดีขึ้นได้ นั่นคือ ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ว่าการของแต่ละรัฐออกแบบการปฏิรูปนโยบายการประกันสุขภาพเพื่อเพิ่มความครอบคลุมให้มากขึ้น เพราะในปัจจุบัน 30% ของจำนวนแพทย์ทั้งหมดปฏิเสธที่จะรับรักษาคนไข้ใหม่ที่ใช้สิทธิ์ Medicaid เพราะเบิกเงินคืนได้น้อยแถมยังล่าช้าหลายเดือน

Rhode Island และ Indiana กับอีกบางรัฐได้เริ่มเดินหน้าเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงตามแนวทางนี้แล้ว แต่ก็ยังต้องใช้เวลาในการที่จะผ่านความเห็นชอบตามระบบราชการที่มีขั้นตอนมากมายและต้องใช้เวลา

ก่อนหน้าที่จะถึงกำหนดลงมติของวุฒิสมาชิกเพียงแค่ไม่กี่วัน ทำเนียบขาวได้จัดงานที่มีประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากนโยบาย Obamacare มาร่วมงานด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วมีคนแบบนี้มากมายนับได้เป็นล้านคน แต่กลับไม่ได้มีการโหมข่าว หรือกระจายข้อมูลผ่านสื่อโซเชียลมีเดียให้ผู้คนได้รับรู้ และประโคมข่าวว่าพรรครีพับลิกันจะทำยังไงให้ดีกว่านโยบายเดิม

การทำสงคราม PR จบลงตั้งแต่ยังไม่เริ่ม และก็อย่าไปตั้งความหวังมากนักว่าพรรครีพับลิกันจะทำอะไรได้ดีกว่านี้ในอนาคต

 



STEVE FORBES
Editor-in-Chief แห่ง Forbes


Admin System Web
Administrator

Update : 03 มกราคม 2561

View : 787




vdo

ภาพรวมความสำเร็จ การจัดงาน Forbes Thailand Alternative Inve..

Update : 09 เมษายน 2561

View : 398

Most Popular
1

Airbus A340-500 หายนะหลายหมื่นล้าน

Update : 27 มีนาคม 2558

view : 233,045

2

เพราะเป็น ‘เจนวาย’ จึงเจ็บปวด กลุ่มคนที่

Update : 11 พฤษภาคม 2560

view : 69,514

3

ราคาทองคำไตรมาส 4 โอกาสลงมากกว่าขึ้น

Update : 19 พฤศจิกายน 2557

view : 33,185

top list

ประเมินความกังวลประเด็นกีดกันทางการค้ากดดันตลาดหุ้..

Update : 23 เมษายน 2561

view : 304

ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลงทั่วโลกเป็นโอกาสหรือความเสี..

Update : 19 กุมภาพันธ์ 2561

view : 1,263

การปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ กับทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ..

Update : 09 มกราคม 2561

view : 1,249


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
พิชญ ช้างศร
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
ปุณยวีร์ จันทรขจร
ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ จำกัด
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Coins.co.th
ภารไดย ธีระธาดา
Mentor Coach focused on Personal Executive Development
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader