commentaries / INSIGHTS

“One Belt, One Road” กับ Invisible Digital Line

ยุทธศาสตร์พญามังกรแห่งบูรพาภิวัตน์ “The greatest Chinese dream is the great revival of the Chinese nation” คือวิสัยทัศน์ที่ประธานาธิบดี Xi Jinping ได้กล่าวไว้ในฐานะผู้นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปลายปี 2012 วิสัยทัศน์นี้มุ่งไปสู่การฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองเป็นสังคมที่มั่งคั่งมีความเจริญรอบด้าน (moderately well-off society) ภายในปี 2021 และยกระดับจีนให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างแท้จริง ในปี 2049 ที่ประเมินว่า GDP per capita จะสูงถึง 30,000 เหรียญสหรัฐฯ และ GDP ของจีนจะครองสัดส่วนมากกว่า 30% ของ GDP ทั้งโลก ซึ่งโตเป็นสองเท่าของปัจจุบัน

หนึ่งในความพยายามพัฒนาประเทศจีนไปสู่ความฝันอันสูงสุดดังกล่าวคือ การสร้างให้จีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก โดยผ่านแผนยุทธศาสตร์ทั้ง 3 คือ 1. China’s Five-Year Plan 2. China’s Belt and Road Initiative หรือ “One Belt, One Road (OBOR)” และ 3. Made in China 2025

OBOR จะเป็นยุทธศาสตร์ที่จะส่งผลกระทบกับไทยเรามากที่สุด จากเส้นทางสายไหมดั้งเดิมในอดีตสมัยพระเจ้าฮั่นอู่ตี้ พัฒนามาสู่ OBOR ในศตวรรษที่ 21 ที่ตั้งใจเชื่อมเศรษฐกิจทั้งทางบก (Silk Road Economic Belt) และทางทะเล (Maritime Silk Road) โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างเครือข่ายการค้าเชื่อมโยงระหว่างกันใน 3 ทวีป เพื่อพัฒนาให้เป็น economic platform ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมประชากร 4.5 พันล้านคนใน 65 ประเทศของทวีปเอเชีย ยุโรป และ แอฟริกา หรือกว่า 60% ของประชากรโลกมี GDP มูลค่ารวมทั้งสิ้น 23 ล้านล้านเหรียญ (30% ของปริมาณเศรษฐกิจโลก) ซึ่งที่ผ่านมาจีนได้มีการจัดตั้ง Silk Road Fund (กองทุนเส้นทางสายไหม) และ Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB - ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง) เพื่อช่วยขับเคลื่อน OBOR อย่างเป็นรูปธรรม

ถ้า OBOR สำเร็จตามแผนจะส่งผลให้จีนสามารถจัดการกับปัญหาเรื่องกำลังการผลิตในประเทศจีนที่ล้นตลาดได้ด้วยตลาดใหม่แม้จะไม่เกิดขึ้นทันที แต่มีทิศทางที่ชัดเจนและเมื่อจีนมีการลงทุนใน OBOR กฎเกณฑ์การค้าใน OBOR ก็จะเอื้อจีนมากขึ้น สกุลเงินหยวนก็จะมีการยอมรับในเวทีสากลมากขึ้นเรื่อยๆ OBOR จึงเป็นเครื่องมือสำคัญทางนโยบาย ทั้งภายในและต่างประเทศของจีนสำหรับภูมิภาคอาเซียนถือเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์และเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของจีน รวมถึงเป็นตลาดหลักบนเส้นทางสายไหมใหม่ฝั่งเอเชีย ดังนั้นประเทศไทยจะได้เปรียบมหาศาลจากทำเลที่เป็นจุดศูนย์กลางของอาเซียน โดยสามารถเชื่อมต่อระหว่างประเทศ “อาเซียนทางบก” และประเทศ “อาเซียนทางทะเล”



หากเทียบกับประเทศไทยจะเปรียบได้กับเส้นทางรถไฟเพื่อค้าขายเดิมที่มีเส้นทางรถไฟใหม่ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปที่ใหม่ได้ง่ายขึ้นภายใต้กติกาและผู้คุมเกมที่ต่างจากเส้นทางเดิม แม้สถานีใหม่จะอยู่ใกล้หรือได้รับว่าจ้างเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างสถานี แต่มูลค่าที่แท้จริงยังเป็นเพียงโอกาสให้ได้ค้าขายเพิ่มโดยเฉพาะประเทศเกษตรกรรมอย่างไทยที่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาอย่างไร ผู้บริโภคยังคงไม่รับประทานอาหารสังเคราะห์

อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดเชื่อมต่อทั้งทางบกและทางทะเลในเส้นทางดังกล่าว จีนจะกลายเป็นหนึ่งในประเทศหลักที่เข้ามาลงทุนในไทย แข่งกับแชมป์เก่าอย่างญี่ปุ่น ในปีล่าสุดปริมาณเงินลงทุนของจีนสูงมากกว่า 2.4 หมื่นล้านบาทและมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นจากโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์

“One Belt, One Road” ของภาครัฐจีน OBOR และ EEC จะช่วยวางรากฐานและตอกย้ำาความได้เปรียบของไทยที่เป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน นักธุรกิจสามารถใช้ EEC เป็นฐานการผลิตตั้งต้นขนาดใหญ่ในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อกระจายสินค้าไปสู่กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนามรวมถึงประเทศอื่นๆ ที่ “One Belt, One Road” พาดผ่านเมื่อ OBOR เปิดทางสิ่งที่จะตามมาคือการรุกด้วยแผน Internet + Economy ของจีน ซึ่งทุกสินค้ามาพร้อมกับ IoT (Internet of Things) ของจีน โดยควบคุมผ่านแอพพลิเคชั่นของจีน (นำทีมโดย WeChat) บนสมาร์ทโฟนของจีน (ไม่ว่าจะแบรนด์จีนเช่น Oppo หรือ Huawei หรือแบรนด์ต่างชาติผลิตในจีนอย่างApple) ที่จะเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของจีน ซึ่งทำงานด้วยอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์ของจีน (นำทีมโดย Huawei) สรุปคือ ใช้ชีวิตดิจิทัลบนโครงสร้างพื้นฐานของจีน

แม้จะฟังดูน่าวิตกกังวล แต่สำหรับประเทศไทยนั้น ก็ไม่ต่างจากการทำการค้ากับเหล่าบริษัทอเมริกันที่มาเป็นกองทัพ ทั้ง Microsoft, Cisco, Google หรือ Facebook ซึ่งเพิ่มทางเลือกให้กับประเทศที่ไม่มีขนาดใหญ่เพียงพอในการสร้างเทคโนโลยีเป็นของตัวเองเท่านั้น สิ่งสำคัญนั้นอยู่ที่การมองหาโอกาสในจังหวะที่ความมั่งคั่งหลั่งไหลเข้าสู่อาเซียนและประเทศไทย โดยใช้ประโยชน์เส้นทางสายไหม และความอุดมสมบูรณ์ด้านการเกษตร รวมถึงจุดแข็งในแง่ภูมิศาสตร์ สร้างความเก่งฉกาจทางการค้า เร่งพัฒนาสินค้าและบริการให้มีคุณภาพ เน้นการเพิ่มมูลค่า เพิ่มศักยภาพการผลิต และลงทุนให้เท่าทันกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อยู่เสมอ เพื่อให้ธุรกิจไทยมีความสามารถในการแข่งขันและสามารถผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับห่วงโซ่การผลิตการค้าจีนให้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางโอกาสย่อมมีความท้าทาย โดยเฉพาะด้านภาษาและข้อจำกัดในการทำธุรกิจ รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคที่แตกต่างกัน ตลอดจนการเป็นตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วดังนั้น ภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจอย่างแท้จริง พร้อมปรับกลยุทธ์ตลอดเวลาตามผู้บริโภคในตลาดใหม่และให้ทันความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ทั้งยังต้องเตรียมความพร้อมในด้าน Human Capital ที่มีทักษะใหม่และการจัดการที่ดี ภายใต้กติกาของเกมใหม่ จึงจะสามารถเจาะตลาดในเส้นทางนี้ได้สำเร็จหมดยุค “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” และเข้าสู่ยุค “ปลาเร็วกินปลาช้า” ยุคที่ธุรกิจไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ก็โตข้ามประเทศได้ถ้าหากรวดเร็วและทันเกม!


พิพิธ เอนกนิธิ
กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย


คลิกเพื่ออ่านบทความทางด้านธุรกิจได้ที่ Forbes Thailand ฉบับสิงหาคม 2560 ได้ในรูปแบบ e-Magazine 


Admin System Web
Administrator

Update : 03 ตุลาคม 2560

View : 5,160



Most Popular
1

Airbus A340-500 หายนะหลายหมื่นล้าน

Update : 27 มีนาคม 2558

view : 234,572

2

เพราะเป็น ‘เจนวาย’ จึงเจ็บปวด กลุ่มคนที่

Update : 11 พฤษภาคม 2560

view : 70,074

3

ราคาทองคำไตรมาส 4 โอกาสลงมากกว่าขึ้น

Update : 19 พฤศจิกายน 2557

view : 35,627


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
พิชญ ช้างศร
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
Former Editor in Chief
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Former Lifestyle Editor
ปุณยวีร์ จันทรขจร
ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ จำกัด
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Coins.co.th
ภารไดย ธีระธาดา
Mentor Coach focused on Personal Executive Development
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader