commentaries / INVESTMENT OUTLOOK

Relatively Cheap or Absolutely Expensive?

ตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี ทำให้เสียงของนักวิเคราะห์แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน โดยฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าหุ้นแพงและตลาดหุ้นกำลังอยู่ในช่วงใกล้ “พีค” เต็มที ซึ่งก็ดูจะมีน้ำหนักอยู่พอสมควร โดยหากเราประเมินมูลค่าของตลาดหุ้นจากเครื่องชี้วัด เช่น Forward P/E Ratio ของดัชนี S&P500 ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 17.6 เท่า ซึ่งนับเป็นระดับที่เกือบจะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เป็นรองเพียงแค่ช่วงฟองสบู่ Dot Com ในช่วงปี 2000 เท่านั้น นอกจากนี้ เครื่องชี้วัดมูลค่าอื่นๆ เช่น Price to Book Ratio หรือแม้กระทั่งมูลค่าตลาดเทียบกับ GDP ก็ชี้ว่าตลาดหุ้นส่วนใหญ่นั้น “แพงมาก” เมื่อเทียบกับในอดีต

แต่ตลาดหุ้นก็ใช่ว่าจะเพิ่งมาแพงในช่วงนี้ อันที่จริงเครื่องชี้วัดมูลค่าหลายตัว ก็ได้ส่งสัญญาณเตือนว่าตลาดหุ้นนั้น “แพง” มาโดยตลอดในช่วง 2-3 ปีหลัง แต่ถึงกระนั้นตลาดหุ้นก็ยังทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีทีท่าที่จะปรับฐานแต่อย่างใด นักวิเคราะห์อีกฝ่ายอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวโดยให้เหตุผลว่า ถึงแม้ตลาดหุ้นจะดูแพงเมื่อเทียบกับในอดีต แต่ยังก็ถูกเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ตราสารหนี้ ซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ นักลงทุนจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องซื้อหุ้นต่อไปในยุคที่สภาพคล่องล้นเหลือและเงินท่วมโลกอย่างในปัจจุบัน

Yield พันธบัตรทั่วโลกถูกกดดันให้ลดลงมาอยู่ระดับในต่ำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2008 เนื่องจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า และเงินเฟ้อที่ลดต่ำตามราคาน้ำมันที่ลดลงกว่าครึ่งในปี 2014 ประกอบกับแรงซื้อพันธบัตรจากธนาคารกลางทั่วโลกผ่านมาตรการ QE ซึ่งทำให้ Yield พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ลดลงจากระดับ 4-5% ในช่วงก่อนวิกฤติ มาอยู่ที่ประมาณ 2.2% ในปัจจุบัน ดังนั้นแม้ตลาดหุ้นจะซื้อขายที่ P/E Ratio ที่แพงกว่าในอดีต ผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรที่ลดลง ได้ทำให้ตลาดหุ้นยังดู “ถูก” เมื่อเทียบพันธบัตรรัฐบาลอยู่มาก

โดยสรุปก็คือ Bond Yield ที่ลดลงมาต่อเนื่องในช่วงหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008 มีส่วนสำคัญในการผลักดันตลาดหุ้นให้ปรับตัวขึ้นมาซื้อขายที่ระดับ Valuation ที่สูงกว่าในอดีต ดังนั้นทิศทางของ Bond Yield ในระยะข้างหน้า จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของตลาดหุ้นต่อไป

เรามองว่า Bond Yield จะเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้นและกดดันตลาดหุ้นในช่วงไตรมาส - 4 ปัจจัยสำคัญที่กดดันให้ Bond Yield ลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มี 3 ปัจจัย ได้แก่ 1) เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าหลังจากเกิดวิกฤติในปี 2008 2) อัตราเงินเฟ้อที่ลดต่ำตามราคาน้ำมันที่ลดลงกว่าครึ่งในปี 2014 และ 3) แรงซื้อพันธบัตรจากธนาคารกลางทั่วโลกผ่านมาตรการ QE ซึ่งผลักดันราคาพันธบัตรรัฐบาลให้สูงขึ้นและ Yield ลดต่ำลง

มองไปข้างหน้า เรามองว่าทั้ง 3 ปัจจัยจะเริ่มทยอยอ่อนกำลังลงในช่วงต่อจากนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ Bond Yield เริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น ดังนี้

  1. เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น เรามองเศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องเป็น 3.7% จาก 3.6% ในปีนี้ นำโดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะเร่งตัวขึ้นเป็น 2.4% จาก 2.1% ในปี 2017 เศรษฐกิจที่เร่งตัวขึ้นจะส่งผลให้ความชันของ Yield Curve ของสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำสุดในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008 เริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อเนื่องให้ Bond Yield เพิ่มขึ้นในที่สุด
  2. อัตราเงินเฟ้อจะกลับมาเร่งตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากการศึกษาข้อมูลในอดีต เราพบว่าอัตราเงินเฟ้อจะเคลื่อนไหวตามหลัง (Lag) การขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ 6 ไตรมาส ซึ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในรอบนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4/2016 ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 1/2018 เป็นต้นไป
  3. การลดขนาดงบดุลของ Fed และการลด QE ของ ECB ในที่เหลือของปีนี้ เราน่าจะได้เห็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของนโยบายการเงินในประเทศหลักทั่วโลก โดยเริ่มจาก Fed ที่ประกาศดำเนินการลดขนาดงบดุลในการประชุมเมื่อวันที่ 20 กันยายน ซึ่งเป็นกระบวนการตรงข้ามกับมาตรการ QE โดยในการลดขนาดงบดุล Fed จะทยอยรับเงินคืนจากสินทรัพย์ที่ครบอายุ ซึ่งทำให้เงินที่ Fed “พิมพ์” ออกไปในช่วงที่ทำ QE ไหลออกจากระบบและกลับคืนมาสู่ Fed อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดเริ่มลดลงตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้เป็นต้นไป ส่วน ECB ก็น่าจะเริ่มทยอยลดการกระตุ้นเศรษฐกิจลง โดยเราคาดว่า ECB จะประกาศลดอัตราการเข้าซื้อสินทรัพย์ผ่านมาตรการ QE ลงจากปัจจุบันที่ 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน ลงเป็น 4 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน ซึ่งเราคาดว่าจะประกาศในเดือน ต.ค. นี้ และให้เริ่มมีผลตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป

เราคาดว่า Bond Yield ที่ระดับเกิน 2.5% จะเริ่มกดดันตลาดหุ้น - Bond Yield ที่ทยอยเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำในปัจจุบันอาจยังไม่ส่งผลกระทบต่อ Valuation ของตลาดหุ้นมากนัก แต่เราประเมินว่า หาก Bond Yield ของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าระดับ 2.5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี (ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ปี 2014 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันเริ่มลดลง และส่งผลให้เงินเฟ้อลงมาทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ) ตลาดหุ้นอาจถูกกดดันให้ปรับฐาน


คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ TISCO Economic Strategy Unit (ESU)

Update : 16 กันยายน 2560

View : 1,653




vdo

ภาพรวมความสำเร็จงาน Forbes Thailand Forum 2016 Self Made Suc..

Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560

View : 16,677

Most Popular
1

Airbus A340-500 หายนะหลายหมื่นล้าน

Update : 27 มีนาคม 2558

view : 228,328

2

เพราะเป็น ‘เจนวาย’ จึงเจ็บปวด กลุ่มคนที่

Update : 11 พฤษภาคม 2560

view : 68,075

3

คำนิยม ชีวประวัติ แจ็ค หม่า นักสู้ ผู้ยิ

Update : 05 เมษายน 2558

view : 27,848

top list

ประธานเฟดคนใหม่ และทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่อา..

Update : 03 พฤศจิกายน 2560

view : 1,160

เกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ หรือวิกฤตจะซ้ำรอย..

Update : 06 ตุลาคม 2560

view : 5,387

ความผันผวนที่มากขึ้นจากการดำเนินนโยบายการเงินที่แต..

Update : 06 ตุลาคม 2560

view : 1,770


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา
ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Coins.co.th
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader
ธิติ ตันติกุลานันท์
ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย
คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ TISCO Economic Strategy Unit (ESU)
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
กวี ชูกิจเกษม
รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย