commentaries / INSIGHTS

กฎหมายภาษีการรับมรดกตอบโจทย์ประเทศจริงหรือ?

นับตั้งแต่ที่รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดกและภาษีการให้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ได้มีประเด็นคำถามว่า “กฎหมายภาษีการรับมรดกนั้นเป็นการตอบโจทย์ประเทศไทยในการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำาระหว่างคนรวยกับคนจนจริงได้ตามความตั้งใจของ คสช. หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือไม่?”

บทความนี้คือคำตอบผมเองเป็นผู้ที่ไม่เห็นด้วยในเบื้องต้นที่จะนำพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดกมาบังคับใช้ตั้งแต่แรก เนื่องจากมีความเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่สามารถเป็นกลไกที่จะลดความเหลื่อมล้ำได้จริง แต่ในทางตรงกันข้าม จะทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินหรือทรัพย์สินให้กับต่างประเทศ เพราะเงินทองทรัพย์สินได้ถูกเคลื่อนย้ายโอนไปลงทุนอยู่ในต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ เพราะความกังวลใจของเจ้ามรดก และเมื่อเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวได้ถูกส่งออกไปหรือโอนไปอยู่ต่างประเทศแล้วโอกาสที่จะนำทรัพย์สินหรือเงินดังกล่าวกลับเข้ามาในประเทศก็เป็นการยาก ผมยอมรับว่าอัตราภาษีมรดกที่อยู่ในอัตรา 5% และ 10% ไม่ได้เป็นอัตราที่สูงถึง 20-50% แบบในต่างประเทศ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น เป็นต้น

แต่ถึงกระนั้นผู้มีเงินทองก็กลัวว่ารัฐบาลอาจเพิ่มอัตราภาษีมรดกขึ้นอีกในอนาคตส่วนภาษีการให้ ก็อาจเป็นภาษีเงินได้ที่รัฐบาลอาจจะเรียกเก็บได้บางส่วน แต่ในการจัดเก็บก็ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้เงินสดหรือการโอนเงินทางบัญชีในระหว่างครอบครัวกันเอง จากข้อมูลของกรมสรรพากรชี้ให้เห็นว่าในปีภาษี 2559 นับตั้งแต่มีกฎหมายเรื่องภาษีการรับมรดก กรมสรรพากรไม่สามารถจัดเก็บภาษีมรดกได้แม้แต่บาทเดียวเลยถึงแม้จะมีข่าวในหนังสือพิมพ์ว่าในปี 2560 มีผู้ยื่นเสียภาษีมรดกบ้างจากกองมรดกของนักการเมืองบางท่าน

ผมในฐานะเป็นผู้ที่ทำงานในวิชาชีพกฎหมายภาษีอากรเห็นว่า การวางแผนภาษีมรดกของประเทศไทยเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อนมากนัก โดยการวางแผนภาษีสามารถกระทำได้หลากหลายวิธีแตกต่างกันออกไป เช่น

1. การไม่แบ่งทรัพย์มรดกและให้กองมรดกเสียภาษีในฐานะหน่วยภาษีต่อไปเรื่อยๆ
2. การทยอยโอนทรัพย์สินให้แก่ทายาทไม่เกินปีละ 20 ล้านบาทเพื่อไม่ต้องเสียภาษีการให้
3. การจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งในการถือครองทรัพย์สิน รวมถึงการตั้งบริษัทโฮลดิ้งในต่างประเทศเพื่อถือครองทรัพย์สินในต่างประเทศ และถือครองหุ้นบางส่วนในประเทศไทย
4. การสร้างภาระผูกพันหรือก่อหนี้ในทรัพย์สินที่จะตกเป็นทรัพย์มรดกเพื่อให้มูลค่าทรัพย์มรดกที่ได้รับมีมูลค่าต่ำกว่า 100 ล้านบาท
5. การแบ่งมรดกให้ผู้รับแต่ละคนไม่เกิน 100 ล้านบาท
6. การทำพินัยกรรมยกให้คู่สมรส
7. การจัดตั้งทรัสต์แบบชนิดเพิกถอนไม่ได้ (irrevocable trust) เพื่อถือครองหุ้นผ่านบริษัทโฮลดิ้งหรือบริษัทประกอบกิจการในต่างประเทศ แล้วแต่กรณี

ผมเองได้เคยเขียนบทความไว้ว่า เมื่อมีการตราพระราชบัญญัติกฎหมายภาษีมรดก ประเทศไทยก็ควรจะออกกฎหมายให้สามารถตั้งทรัสต์ได้ขึ้นมาเพราะมีประโยชน์หลายอย่าง กล่าวคือ ทำให้เจ้าของทรัพย์สินไม่ต้องเป็นห่วงเมื่อตัวเองแก่ลง หรือเป็นห่วงว่าทายาทจะบริหารทรัพย์สินไม่ได้ เพราะกองทรัสต์จะเข้ามามีบทบาทในการดูแลการลงทุน หรือมีรายได้ให้แก่ทายาทที่เจ้ามรดกไม่มั่นใจว่าจะสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินได้ (อ้างอิง บทความ: ภาษีการรับมรดกกับกฎหมายทรัสต์ของประเทศไทย: สิ่งที่ขาดไปหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557)

ซึ่งปัจจุบันนี้รัฐบาลได้เสนอร่างกฎหมายทรัสต์โดยกระทรวงการคลังเพื่อจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป นับว่าเป็นนโยบายที่ดีผมจึงเห็นว่าร่างกฎหมายทรัสต์นี้เป็นร่างกฎหมายที่จะตอบโจทย์ประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมผู้สูงอายุ และจะสามารถลดข้อพิพาทคดีมรดก รวมถึงจะทำให้ทรัพย์สินของผู้สูงอายุและทายาทได้รับการบริหารจัดการที่ดีโดยสถาบันการเงิน ผมจึงเห็นว่ากฎหมายภาษีการรับมรดกไม่สามารถตอบโจทย์ของประเทศที่จะใช้เป็นกลไกที่จะลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยตามเจตนารมณ์ครั้งแรกได้

ซึ่งในอีกสี่ปีข้างหน้านั้นจะมีการประเมินประสิทธิผลของกฎหมายนี้ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่าควรจะยกเลิกหรือไม่ ซึ่งผมมีความเชื่อว่าจะมีความเป็นไปได้ที่กฎหมายนี้ควรจะถูกพิจารณายกเลิกไปในที่สุดการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำจะต้องปรับโครงสร้างประมวลรัษฎากรของไทยในปัจจุบันเพื่อเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษี นอกจากนี้ การตราพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราที่เป็นธรรม และการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง จะเป็นทางออกที่ดีกว่ากฎหมายภาษีการรับมรดกอย่างแน่นอน


ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
บริษัท เบเคอร์แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด


คลิกอ่านบทความที่น่าสนใจ ได้ที่ Forbes Thailand Magazine ฉบับ กรกฎาคม 2560 ในรูปแบบ e-Magazine


Admin System Web
Administrator

Update : 07 สิงหาคม 2560

View : 575



vdo

ภาพรวมความสำเร็จงาน Forbes Thailand Forum 2016 Self Made Suc..

Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560

View : 15,444

Most Popular
1

Airbus A340-500 หายนะหลายหมื่นล้าน

Update : 27 มีนาคม 2558

view : 227,347

2

เพราะเป็น ‘เจนวาย’ จึงเจ็บปวด กลุ่มคนที่

Update : 11 พฤษภาคม 2560

view : 67,428

3

คำนิยม ชีวประวัติ แจ็ค หม่า นักสู้ ผู้ยิ

Update : 05 เมษายน 2558

view : 26,734

top list

เกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ หรือวิกฤตจะซ้ำรอย..

Update : 06 ตุลาคม 2560

view : 4,916

ความผันผวนที่มากขึ้นจากการดำเนินนโยบายการเงินที่แต..

Update : 06 ตุลาคม 2560

view : 1,567

แกะรอยที่มาของเงินบาทแข็งค่าและมุมมองในระยะต่อไป..

Update : 06 กันยายน 2560

view : 5,795


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
ศรีวิภา สิริปัญญาวิทย์
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader
ธิติ ตันติกุลานันท์
ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย
คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ TISCO Economic Strategy Unit (ESU)
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
กวี ชูกิจเกษม
รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย