commentaries / INSIGHTS

ประเทศไทย 4.0 เสริมศักยภาพอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมัน

สภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันในตลาดโลกเติบโตน้อยกว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งผู้ผลิตน้ำมันทั้งในและนอกโอเปกยังคงเดินหน้าผลิตน้ำมันดิบในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดของตนเองเอาไว้ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบมากกว่าความต้องการ เกิดภาวะน้ำมันล้นตลาดกดดันราคาให้ต่ำลง จากที่เคยขึ้นสูงสุดถึงกว่า 100 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ตกลงมาเหลือเพียง 40-50 เหรียญ/บาร์เรล

 

ปี 2560 น้ำมันเข้าสู่จุดสมดุล

แนวโน้มสถานการณ์น้ำมันของโลกในปี 2560 นั้น คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะปรับเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ 50-55 เหรียญ/บาร์เรลจากปัจจัยสนับสนุน ได้แก่

1. สภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้มีการใช้น้ำมันมากขึ้นประมาณ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน
2. ภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาดมีแนวโน้มคลี่คลายลง หลังการประชุม กลุ่มโอเปก เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 สามารถบรรลุข้อตกลงในการปรับลดกำลังการผลิตลงราว 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยมาอยู่ที่ระดับ 32.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งนับเป็นการตกลงกันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551 โดยข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา และจะมีการทบทวนอีกครั้งในการประชุมโอเปกครั้งถัดไปในวันที่ 25 พฤษภาคมปีนี้

การปรับลดกำลังการผลิตนำโดยซาอุดิอาระเบีย อิรัก คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในขณะที่อิหร่าน ลิเบีย และไนจีเรีย ได้รับการยกเว้นการปรับลดกำลังการผลิต เนื่องจากประเทศเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรและความไม่สงบภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ตลาดได้คาดการณ์ว่าผู้ผลิตกลุ่มโอเปกมีแนวโน้มที่จะผลิตเกินโควต้าที่แต่ละประเทศได้รับ นอกจากนี้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น หลังปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบสหรัฐฯปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งการประกาศลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกทำให้ราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวอาจกระตุ้นให้การผลิตน้ำมันดิบ shale oil โดยเฉพาะแหล่งผลิตต้นทุนต่ำกลับมาเร็วขึ้นกว่าปกติ ส่งผลกระทบกดดันราคาระยะยาว

 

อุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันยุคประเทศไทย 4.0

แม้สถานการณ์ราคาน้ำมันในปี 2560 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างๆ ที่จะส่งผลถึงปริมาณความต้องการใช้น้ำมันอยู่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม นโยบายของประเทศมหาอำนาจ การพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ซึ่งเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทั้งการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และอุปกรณ์เก็บพลังงานประจำบ้าน เป็นต้น

ประเทศไทยกำลังพัฒนาเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง เพื่อการก้าวสู่สถานะประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งจะมีผลต่อความต้องการใช้น้ำมันด้วย จึงต้องมีการติดตามประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องถึงผลของการพัฒนาว่าจะมีผลมากน้อยเพียงใดต่อความต้องการใช้น้ำมันภายในประเทศ

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันของไทย ปัจจุบันถือว่ามีความพร้อมในการปรับตัวเข้าสู่ Thailand 4.0 เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการผลิตก่อนหน้านี้อยู่แล้ว

หากอธิบายให้เห็นภาพของพัฒนาการโรงกลั่นในเชิงเปรียบเทียบจากยุค 1.0 ถึง ยุค 4.0 พอสรุปได้ว่า ในช่วงของยุคโรงกลั่น 1.0 เป็นสมัยที่เครื่องจักรยังไม่ซับซ้อน น้ำมันดิบมีส่วนประกอบน้ำมันสำเร็จรูปอย่างไรก็นำมากลั่นแยกส่วนและเอามาใช้ได้เลย เรียกว่าเป็นยุคต้นของอุตสาหกรรมโรงกลั่น ต่อมาในยุคโรงกลั่น 2.0 เริ่มมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมการกลั่น โดยนำน้ำมันคุณภาพต่ำอย่างน้ำมันเตามาผ่านกระบวนการทำให้แตกตัวไปเป็นน้ำมันเบาที่มีราคาสูงขึ้น

ต่อมาในยุคโรงกลั่น 3.0 มีการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมการกลั่นตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกซื้อน้ำมันดิบ เพื่อประมวลผลว่าควรจะเลือกซื้อน้ำมันดิบชนิดไหน ปริมาณเท่าไหร่ เมื่อนำมาผ่านกระบวนการกลั่นแล้วเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด ตลอดจนมีการนำระบบควบคุมอัตโนมัติ (automation) และระบบควบคุมกระบวนการผลิตขั้นสูง (advanced process control) เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตด้วย เพื่อให้โรงกลั่นสามารถดำเนินการกลั่นด้วยประสิทธิภาพสูงสุด ใช้พลังงานน้อยสุด และได้กำไรดีสุด

มาถึงยุคโรงกลั่น 4.0 ที่มีการนำเทคโนโลยีล่าสุดไม่ว่าจะเป็นระบบดิจิทัล อินเทอร์เน็ต การวิเคราะห์คุณสมบัติน้ำมันแบบเรียลไทม์มาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโรงกลั่น ช่วยคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำมันดิบเมื่อผ่านหน่วยกลั่นแต่ละหน่วยจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร และช่วยคาดการณ์ปริมาณและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้ออกมา เพื่อเปรียบเทียบกับที่ผลิตได้จริงว่าได้ตามที่ควรเป็นหรือไม่ อีกทั้งยังครอบคลุมไปถึงระบบความปลอดภัยและกระบวนการตรวจสอบอุปกรณ์สำคัญต่างๆ ภายในโรงกลั่นให้สามารถที่จะถูกตรวจสอบได้อย่างต่อเนื่อง หากพบสิ่งบกพร่อง ก็จะแจ้งเตือนมายังศูนย์ เพื่อให้สามารถวางแผนแก้ไขได้ทันท่วงทีก่อนเกิดปัญหา

จากการที่โรงกลั่นได้มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการที่ประเทศไทยเปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรีในอุตสาหกรรมการกลั่น ที่ทำให้ทุกโรงกลั่นภายในประเทศต้องปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกได้ สามารถสรุปได้ว่าโรงกลั่นในประเทศไทยมีความพร้อมในการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้เพื่อเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

 

สุกฤตย์ สุรบถโสภณ
กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)
และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย


คลิกอ่านบทความทางด้านธุรกิจ ได้ที่ Forbes Thailand Magazine ฉบับ กุมภาพันธ์ 2560

 


Admin System Web
Administrator

Update : 27 มีนาคม 2560

View : 2,353



vdo

ภาพรวมความสำเร็จงาน Forbes Thailand Forum 2016 Self Made Suc..

Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560

View : 10,863

Most Popular
1

Airbus A340-500 หายนะหลายหมื่นล้าน

Update : 27 มีนาคม 2558

view : 223,692

2

เพราะเป็น ‘เจนวาย’ จึงเจ็บปวด กลุ่มคนที่

Update : 11 พฤษภาคม 2560

view : 64,353

3

ไม่อยากถูกลากลงจากเครื่อง? เรียกร้องค่าช

Update : 12 เมษายน 2560

view : 23,989

top list

การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสและความเสี่ยงต่อกล..

Update : 26 เมษายน 2560

view : 1,949

เศรษฐกิจไทยปีระกา 2017 ท่ามกลางความเสี่ยงของนโยบาย..

Update : 28 กุมภาพันธ์ 2560

view : 3,797

Investor searching for yield, Beware real sector

Update : 24 กุมภาพันธ์ 2560

view : 1,363


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
ศรีวิภา สิริปัญญาวิทย์
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader
กวี ชูกิจเกษม
รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย
กิติชัย เตชะงามเลิศ
นักเขียนและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน
กันติพัฒน์ วงศ์สุคนธ์
Head of Wealth Advisory บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้
คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ TISCO Economic Strategy Unit (ESU)