commentaries / ANALYSIS

พญาอินทรีคนที่ 45 วิกฤตหรือโอกาสของไทย

ชัยชนะของ Donald Trump ไม่ได้สร้างความตื่นตะลึงเฉพาะอเมริกันชนเท่านั้นเพราะเหล่าบรรดานานาประเทศก็ต่างวิตกถึงผลที่จะตามมาจากนโยบายของพญาอินทรีคนใหม่นี้ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในแง่เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศเช่นเดียวกันที่เมืองไทย มีหลายมิติที่ต้องจับตามอง

ผลการนับคะแนนระดับรัฐที่ทยอยออกมาในคืนวันเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ค่อยๆ ฉายภาพความชัดเจนที่ Donald Trump จากพรรครีพับลิกันเป็นฝ่ายคว้าชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ โดยที่ต้องยอมรับว่าไม่เป็นไปตามคาดการณ์ของตลาด รวมถึงหลายฝ่ายยังมองว่าความสำเร็จของ Trump เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ส่งผลต่อตลาดการเงินในทางลบอย่างรุนแรงทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และตลาดใหญ่ในเอเชีย โดยเฉพาะเมื่ออีกหนึ่งเรื่องที่เหนือความคาดหมายเมื่อพรรครีพับลิกันสามารถครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งคงจะช่วยเสริมให้ Trump สามารถเดินหน้าแนวนโยบายเศรษฐกิจที่สนับสนุนภาคธุรกิจสหรัฐฯ ได้

สำหรับในส่วนของประเทศไทย Economic Intelligence Center (EIC) แห่งธนาคารไทยพาณิชย์ มองผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้านการค้าหากเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทยอย่างสหรัฐฯ และจีนมีการชะลอตัว ขณะที่การค้าโลกโดยรวมอาจจะหดตัวหากนโยบายการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทวีความรุนแรงจนเป็นสงครามการค้า นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยอาจจะได้รับผลกระทบจากตลาดการเงินโลกที่จะผันผวนรุนแรงขึ้นจากความไม่แน่นอนของนโยบาย Trump อีกด้วย ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้ในระยะสั้น ตลาดการเงินโลกจะมีการตอบรับในเชิงลบต่อชัยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีของ Trump แต่แนวทางการบริหารประเทศที่จะมุ่งเน้นเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นภารกิจสำคัญ ก็หนุนให้ตลาดฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ภายในช่วงข้ามคืน

นอกจากนี้ จากการที่สหรัฐฯ น่าจะใช้นโยบายเศรษฐกิจเชิงกระตุ้นในช่วง 1 ปีข้างหน้า คาดว่า จะทำให้มีความเป็นไปได้ที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2560 จะยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียง 2.2 % ทว่า สถานการณ์ที่ดีที่สุดต่อการฟื้นตัวของการส่งออกของไทยในปีนี้จะเกิดขึ้นหากสหรัฐฯ กับประเทศต่างๆ สามารถบรรลุการเจรจาเงื่อนไขทางการค้าที่เป็นข้อตกลงร่วมกันได้ และไม่นำไปสู่ข้อพิพาทและใช้มาตรการตอบโต้ที่มีความรุนแรงสะเทือนส่งออกไทย


อมรเทพ จาวะลา
ผู้อำนวยการอาวุโส
สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย


ขณะที่ อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยถึงผลกระทบนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ต่ออาเซียนและไทยในส่วนนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียและแปซิฟิกกันใหม่ หรือ TPP (Trans – Pacific Strategic Economic Partnership Agreement) โดยอมรเทพคาดการณ์ว่า ประธานาธิบดีคนใหม่จะดำเนินนโยบายตอบโต้ทางการค้าที่รุนแรงกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะจีนซึ่งอาจจะรวมทั้งการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าหรือตั้งกำแพงทางการค้าที่มิใช่ภาษี ซึ่งจะมีผลให้การส่งออกของอาเซียนหดตัวลงในปีนี้ ทั้งที่ส่งออกไปยังจีนและระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเอง

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นผลลบต่อสหรัฐฯ เองเพราะสหรัฐฯ ก็พึ่งพาสินค้าและวัตถุดิบจากจีนมาก โดย 1 ใน 5 หรือ 20% ของการนำเข้าของสหรัฐฯ มาจากจีน ขณะที่สหรัฐฯ มีสัดส่วนการนำเข้าจากอาเซียน 7.3% โดยในอาเซียนนั้น เวียดนามมีส่วนแบ่งการนำเข้าจากสหรัฐฯ มากที่สุดประมาณ 1.9% ตามด้วยมาเลเซียและไทย ขณะที่ผลิตภาพของแรงงานสหรัฐฯ ก็ไม่สูงพอที่จะชดเชยการผลิตจากภายนอกประเทศด้วยต้นทุนต่ำ อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของการรวมกลุ่ม TPP กำลังจะช่วยสลายจุดอ่อนของไทย เมื่อสหรัฐฯ ต้องการกลับมาเป็นมหาอำนาจในการผลิตสินค้าภายในประเทศมากกว่าพึ่งพิงตลาดต่างประเทศ ดังนั้นไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ผลักดันความร่วมมือทางการค้าของไทยในกลุ่ม RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) หรือความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคมากยิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะเริ่มมีสัญญาณชัดเจนขึ้นภายในปีนี้หลังจากที่ได้ประชุมร่วมกันมาแล้วถึง 15 รอบ

นอกจากนี้ หากสหรัฐฯ ดำเนินนโยบายไม่ต้องการ TPP ขึ้นมายิ่งทำให้เวียดนามไม่มีความได้เปรียบไทยมากนัก อีกทั้งยังทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนของไทยยังมีอยู่จากการที่ไทยมีพรมแดนและการคมนาคมเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศ CLMV กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ที่กำลังเติบโตและนักลงทุนสามารถใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อตอบโจทย์การลงทุน นอกจากนี้ ไทยเองต้องพยายามเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศในเอเชียมากขึ้น

“สืบเนื่องจากไทยไม่ได้เข้าร่วมกับ TPP ตั้งแต่ต้น ซึ่งเดิมได้ส่งผลให้ไทยเสียความน่าสนใจในการลงทุนให้แก่เวียดนามซึ่งเข้าร่วมกับ TPP ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ขณะเดียวกันประเทศที่เข้าร่วม TPP อย่างญี่ปุ่นอาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตจากไทยไปเวียดนามหรือประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วม TPP ได้ ทำให้ไทยอาจเสียเปรียบเวียดนามในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ส่วนอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยก็จะเสียเปรียบในการแข่งขันมากขึ้นเนื่องจากประเทศคู่แข่งโดยเฉพาะเวียดนามจะได้สิทธิประโยชน์ทั้งสิทธิ์ GSP และข้อตกลง TPP รวมทั้งต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย ทั้งนี้งานศึกษาของต่างประเทศระบุว่าเวียดนามได้ประโยชน์สูงสุดจากการเข้าร่วม TPP” อมรเทพ กล่าว

สำหรับนโยบายของ Trump ต่อค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ จะส่งผลให้มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ในอาเซียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการไหลกลับของเงินทุนไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ เงินเยนหรือทองคำในระหว่างที่เกิดภาวะความไม่แน่นอนของตลาดการเงินโลกโดยเฉพาะในช่วงแรกที่ผลการเลือกตั้งออกมาว่า Trump ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ

ทิศทางดอกเบี้ย

สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนั้น สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จะต้องพิจารณาปัจจัยพื้นฐานในประเทศเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานที่ดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่ขยับขึ้น และการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน เพราะหากประธานาธิบดีคนใหม่พูดแล้วไม่ทำตามคำพูดก็จะเสียความน่าเชื่อถือได้ อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ในปีนี้มีโอกาสขยับขึ้นต่อเนื่องได้ โดยนโยบายเศรษฐกิจของ Trump จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ โตได้ดีกว่าในปีที่ผ่านมา ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่านโยบายเศรษฐกิจของ Trump น่าจะสามารถเร่งการเติบโตในระยะสั้นได้ดีแม้ว่าจะมีความเสี่ยงต่อภาระหนี้ในระยะยาวก็ตาม ซึ่งอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยปลายปีหน้าขยับสูง 2 ครั้งไปอยู่ที่ระดับ 1.00-1.25% โดยอัตราดอกเบี้ยของไทยนั้น ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทยมองว่ายังไม่น่าจะขยับขึ้นตามสหรัฐฯ แม้เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวแต่ก็เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่การลงทุนภาคเอกชนยังอ่อนแอ อัตราเงินเฟ้อยังต่ำ ทั้งนี้ นักลงทุนอาจติดตามตัวเลขเศรษฐกิจไทยเพื่อประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอมรเทพมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะคงที่ระดับ 1.50% ต่อปีจนถึงปลายปีนี้

ส่องตลาดทุนไทย

สำหรับผลกระทบระยะยาวจากนโยบายของ Trump ต่อตลาดทุนไทยนั้นศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics มองว่าปัจจัยสำคัญคือ นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด โดยมองผลลัพธ์ออกเป็น2 กรณี คือ 1. กรณีที่นโยบายเศรษฐกิจของ Trump ได้รับอนุมัติทั้งหมด เชื่อว่าจะก่อให้เกิด Trump Shocks อีกรอบและเงินเฟ้อดีดตัวอย่างชัดเจน อันเป็นผลมาจากนโยบายการค้าและผู้อพยพที่สุดโต่ง ทำให้เฟดจำต้องตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเร็วโดยคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้งที่ 0.25% ในปีนี้ ซึ่งในกรณีนี้จะส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเงินทุนโลกเร็วขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงขายทั้งในหุ้นและพันธบัตรไทย กดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าได้อีกประมาณ 3%

2. กรณีที่นโยบายเศรษฐกิจของ Trump ได้รับการตอบสนองบ้างแม้เศรษฐกิจจะเติบโตได้น้อยกว่าแต่จะไม่มีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและระดับหนี้สิน ส่งผลให้เฟดมีโอกาสที่จะใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายได้ต่อ โดยคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปี 2559 และอีก 1 ครั้งในปีนี้ (2560) ส่งผลให้ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าเพียงเล็กน้อย หรือราว 1.5%



ทั้งนี้ปรากฏการณ์ Trump Shocks ชี้ให้เห็นว่าตลาดการเงินหลังจากนี้นั้นยากที่จะคาดเดาทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจและทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย จากวันนี้จนตลอดปี 2560 คงจะยังมีเรื่องช็อคอื่นๆ อีก นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การกีดกันทางการค้า การเมืองในยุโรป และปัญหาหนี้เสียในจีนดังนั้น ผู้ประกอบการและนักลงทุนไทยจึงควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และเตรียมตัวรับกับความผันผวนของตลาดที่จะมีมากขึ้น


ติดตามบทความทางด้านเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่ Forbes Thailand Magazine ฉบับ มกราคม 2560


ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor

Update : 09 กุมภาพันธ์ 2560

View : 1,287


vdo

ภาพรวมความสำเร็จงาน Forbes Thailand Forum 2016 Self Made Suc..

Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560

View : 13,591

Most Popular
1

Airbus A340-500 หายนะหลายหมื่นล้าน

Update : 27 มีนาคม 2558

view : 225,758

2

เพราะเป็น ‘เจนวาย’ จึงเจ็บปวด กลุ่มคนที่

Update : 11 พฤษภาคม 2560

view : 66,675

3

คำนิยม ชีวประวัติ แจ็ค หม่า นักสู้ ผู้ยิ

Update : 05 เมษายน 2558

view : 25,098

top list

ประเทศไทยกับปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ..

Update : 27 กรกฎาคม 2560

view : 2,156

ผลการเลือกตั้งอังกฤษไม่ส่งผลดีต่อ Theresa May..

Update : 28 มิถุนายน 2560

view : 1,058

คำถามสำคัญปีนี้คือการลดสินทรัพย์ของเฟด..

Update : 31 พฤษภาคม 2560

view : 1,903


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
ศรีวิภา สิริปัญญาวิทย์
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader
ธิติ ตันติกุลานันท์
ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย
คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ TISCO Economic Strategy Unit (ESU)
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
กวี ชูกิจเกษม
รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย