commentaries / ECONOMIC OUTLOOK

เส้นทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ และโลกหลังเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ว่าจะถึงวันชี้ชะตาการเลือกตั้งประธานาธิบดีในสหรัฐอเมริกา ทั่วโลกก็ได้เห็นสงครามแห่งการเลือกตั้งที่มีแต่การโต้เถียงและคำพูดทำลายความน่าเชื่อถือของคู่แข่งแทนที่จะสู้กันด้วยนโยบายทางเศรษฐกิจและการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศ จนทำให้ต้องตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับคำสอนของ Abraham Lincoln หรือประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐฯที่บอกว่ารัฐบาลควรทำเพื่อประชาชน “Government of the people, by the people, for the people, shall not perish from this earth.”

ก่อนจะทำนายเส้นทางหรือประเมินถึงผลกระทบหลังจากการเลือกตั้ง ลองพิจารณานโยบายสำคัญที่แตกต่างกัน (ดูตารางประกอบ) นโยบายภาษีที่แตกต่างกันของผู้สมัครทั้งสองพรรค สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ไม่ตรงกันอย่างยาวนานเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของรัฐบาล โดยฝั่งเดโมแครตมองว่ารัฐบาลต้องมีบทบาทมากในระบบเศรษฐกิจส่งผลให้ชอบทำนโยบายขยายการเก็บภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล โดยรัฐบาลจะมีหน้าที่กระจายรายได้ไปยังภาคอื่นๆ ของเศรษฐกิจ เช่น เพื่อการพัฒนาระบบประกันสังคม

ขณะที่ฝั่งรีพับลิกันมองว่า บทบาทของรัฐบาลในการกระจายรายได้ไม่ควรมากจนเกินไป และควรปล่อยให้ตลาดเป็นไปตามกลไกของมันด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังมองว่าผู้จ่ายภาษีหรือเอกชนสามารถทำหน้าที่กระจายรายได้ได้ดีกว่า ส่งผลให้นโยบายภาษีของฝั่งรีพับลิกันที่ออกมาส่วนมากเป็นการลดการเก็บภาษีเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ



ตามการคาดการณ์ของ Moody’s Analytics นโยบายภาษีของ Clinton จะทำให้รัฐบาลขาดดุลการคลังที่ราว 7.26 แสนล้านเหรียญ ซึ่งถือว่าเป็นเพียงส่วนเล็กๆ เมื่อเทียบกับการขาดดุลภายใต้นโยบายภาษีของ Trump โดยนโยบายการลดภาษีที่ค่อนข้างรุนแรงของ Trump จะทำให้รัฐบาลมีการขาดดุลการคลังพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 1.183 ล้านล้านเหรียญในปีแรกของการดำเนินนโยบาย โดยในระยะสั้นการลดภาษีของ Trump อาจเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาวจากการที่รัฐบาลต้องกู้ยืมจำนวนมากหลังจากขาดดุลงบประมาณ จนทำให้ดอกเบี้ยในระบบอาจปรับขึ้นไปกระทบต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนอีกต่อหนึ่ง หรือภาษาในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า crowding out effect

นอกจากประเด็นดังกล่าว แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ภายใต้นโยบายของ Trump ยังมีแนวโน้มที่จะพุ่งขึ้นสูงเมื่อเทียบกับ Clinton ตามการวิเคราะห์ของ Moody’s ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้นทุนการผลิตที่จะปรับสูงขึ้นตามภาษีการนำเข้าที่จะเก็บมากขึ้นในคู่ค้าที่ Trump มองว่ามีการลดค่าเงินเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบทางการค้าอย่างจีน ซึ่งมาตรการดังกล่าว หากทำได้จริงก็จะทำให้การนำเข้าสินค้าจากจีนมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้บริโภคในสหรัฐฯ

Moody’s คาดว่าเงินเฟ้อภายใต้รัฐบาลของ Trump จะพุ่งขึ้นจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งหาก Janet Yellen ยังคงเป็นประธานของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อยู่ เงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเกินเป้าหมายที่ 2% จะทำให้ผู้กำหนดนโยบายของ Fed จำเป็นต้องขยับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอย่างเร่งด่วนในกรณีที่ Clinton ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีตลาดมองว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากการเลือกตั้งจะมีมากหาก Trump เป็นผู้ชนะ เนื่องจากนโยบายค่อนข้างรุนแรง และน่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยเฉพาะในเรื่องของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งตลาดมองว่าหาก Clinton ชนะการเลือกตั้งก็จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากกว่าเนื่องจากทำให้การเปลี่ยนผ่านนโยบายของ Obama ประธานาธิบดีคนปัจจุบันสู่ Clinton มีความราบรื่นกว่า ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ดีต่อไป

จากการประเมินพบว่าหาก Trump สามารถดำเนินนโยบายสำคัญทั้งหมดตามที่หาเสียงจะส่งผลกระทบต่อ GDP สหรัฐฯ โดยอาจทำให้การจ้างงานลดลงและเงินเฟ้อในประเทศปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากนโยบายของ Trump จะทำให้รัฐเสียรายได้จำนวนมากจากการลดภาษี รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าที่มากขึ้นจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบกับการจำกัดจำนวนผู้อพยพทำให้ค่าแรงในสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้นและทำให้ต้นทุนการผลิตปรับเพิ่มขึ้นตามส่งผลต่อมายังเงินเฟ้อ สำหรับในกรณีของ Clinton หากได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งตลาดมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะอยู่ในแนวทางของการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องอย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการใช้นโยบายตามที่หาเสียงของผู้สมัครอาจถูกจำกัดและไม่รุนแรงเท่ากับการประมาณการของ Moody’s เนื่องจาก ตลาดยังมองว่าโอกาสที่รัฐสภาสหรัฐฯ จะเป็นแบบผสมระหว่าง 2 พรรคมีมากถึง 60% ซึ่งจะทำให้การผ่านกฎหมายหรือนโยบายต่างๆ จากผู้สมัครทั้งสองพรรคเป็นไปอย่างมีระบบขั้นตอนและอาจยากกว่าที่คาด ซึ่งจะแตกต่างกับช่วงการเลือกตั้งปี 2008 ที่เดโมแครตครองรัฐสภาทั้งบนและล่างด้วยเสียงจำนวนมาก ซึ่งทำให้รัฐบาลของ Obama สามารถผ่านร่างกฏหมายมากถึง 34 ฉบับในช่วง 4 ปีแรกของการเป็นประธานาธิบดี


ผลกระทบเศรษฐกิจไทย

สำหรับนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและไทยจากการเลือกตั้งสหรัฐฯ น่าจะมาจาก 2 ช่องทางหลัก ได้แก่ ด้านจิตวิทยาต่อการลงทุน และด้านการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะด้านจิตวิทยาที่ชัยชนะของ Trump น่าจะทำให้ตลาดโลกอยู่ในโหมดกลัวความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากนโยบายของ Trump ไม่ค่อยเป็นมิตรกับตลาดเท่าใดนักดังเช่นประเทศไทยในช่วงปี 2013 ซึ่งเคยเกิดเหตุการณ์นักลงทุนต่างชาติเทขายทั้งในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมองว่าการทำ carry trade (การกู้ยืมเงินที่มีต้นทุนถูกในสหรัฐฯ มาลงทุนในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นใน EM เนื่องจากมีผลตอบแทนที่สูงกว่า) มีความน่าสนใจน้อยลงหลังจากที่สภาพคล่องของดอลลาร์จะลดลงหากไม่มีมาตรการ QE แล้ว



นอกจากนั้น ในด้านช่องทางทางการค้าหาก Trump ใช้นโยบายกีดกันด้วยภาษีการค้าได้ตามที่ประกาศเอาไว้ในช่วงการหาเสียงจริง น่าจะทำให้การค้าโลกยิ่งชะลอตัว โดยประเทศที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในระดับสูงในภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะเวียดนามและจีนที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงถึง 21% และ 18% รวมถึงกรณีของไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ จำนวนมากประมาณ 11% ของการส่งออกทั้งหมด และหากสหรัฐฯ ตั้งแง่การค้ากับจีนเพิ่มมากขึ้น ด้วยการที่ Trump ตั้งใจจะลดค่าเงินของจีน เพื่อชิงความได้เปรียบในการส่งออกสินค้า ประเทศไทยอาจจะได้รับผลกระทบทางอ้อม เนื่องจากไทยเป็นพึ่งพาการส่งออกไปยังจีนกว่า 11% ของการส่งออกทั้งหมด หากการส่งออกของจีนชะลอตัว

โดยสรุปแล้ว ดูเหมือนว่าชัยชนะของTrump น่าจะไม่เป็นผลดีนักต่อทั้งเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจสหรัฐฯ เอง หรือแม้กระทั่งเศรษฐกิจไทย ดังนั้น ประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นความเสี่ยงหลักอีกหนึ่งประเด็นที่ยังหลงเหลืออยู่ในปี 2016


โดย
ธิติ ตันติกุลานันท์
ประธานกรรมการบิรหาร
บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)


Admin System Web
Administrator

Update : 27 ธันวาคม 2559

View : 1,489



vdo

ภาพรวมความสำเร็จงาน Forbes Thailand Forum 2016 Self Made Suc..

Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560

View : 16,204

Most Popular
1

Airbus A340-500 หายนะหลายหมื่นล้าน

Update : 27 มีนาคม 2558

view : 227,928

2

เพราะเป็น ‘เจนวาย’ จึงเจ็บปวด กลุ่มคนที่

Update : 11 พฤษภาคม 2560

view : 67,834

3

คำนิยม ชีวประวัติ แจ็ค หม่า นักสู้ ผู้ยิ

Update : 05 เมษายน 2558

view : 27,522

top list

ประธานเฟดคนใหม่ และทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่อา..

Update : 03 พฤศจิกายน 2560

view : 911

เกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ หรือวิกฤตจะซ้ำรอย..

Update : 06 ตุลาคม 2560

view : 5,302

ความผันผวนที่มากขึ้นจากการดำเนินนโยบายการเงินที่แต..

Update : 06 ตุลาคม 2560

view : 1,673


similar Content


Other Category

Editorial & Contributor
ศรีวิภา สิริปัญญาวิทย์
Editor in Chief
ชญานิจฉ์ ดาศรี
Managing Editor
สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์
Lifestyle Editor
พรพรรณ ปัญญาภิรมย์
Corporate Editor
กัมปนาท กาญจนาคาร
Web Editor
พัฐรัศมิ์ ว่องไชยกุล
Online Business Writer
นพพร วงศ์อนันต์
contributor
ธำรงค์ชัย เอกอมรวงศ์
หยง Freedom Trader
ธิติ ตันติกุลานันท์
ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย
คมศร ประกอบผล
หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ TISCO Economic Strategy Unit (ESU)
กระทรวง จารุศิระ
ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง
กวี ชูกิจเกษม
รองกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย